ผลการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คดีฮั้ว สว. เมื่อบ่ายวันที่ 14 กันยายน 2569 ถือเป็นฉากจบของบทละครฉากใหญ่ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
แม้ กกต. จะพิจารณาสำนวนที่หนาถึง 75,722 หน้า และนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. จะยืนยันหนักแน่นว่าการพิจารณาเป็นอิสระ ปราศจากแรงกดดัน โดยดูหลักฐานครอบคลุมทั้งนิติวิทยาศาสตร์ เส้นทางการเงิน และการติดต่อสื่อสาร แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับสะท้อนภาพการ "ตัดตอน" ทางกฎหมายอย่างแนบเนียน
มติของ กกต. สะท้อนอภินิหารฟอกขาวฝ่ายการเมือง เป็นการปกป้อง "ไข่แดง" ของเครือข่ายอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือ ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 3 ซึ่งมีผู้ถูกร้องเป็นกรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 20 คน กกต. มีมติ "ไม่ส่งฟ้อง" ต่อศาลฎีกาแม้แต่รายเดียว ถือเป็นการยืนยันสมมติฐานที่ว่า การปล่อยให้ "พยานรหัส 16" กลับคำให้การในช่วงโค้งสุดท้าย สัมฤทธิ์ผลในการทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานที่จะสาวไปถึงผู้บงการ
การลงมติครั้งนี้ กกต. เลือกโชว์ผลงานการปราบปรามการทุจริตโดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สมัครและ สว. ปัจจุบัน โดยมีมติสั่งฟ้อง สว. ปัจจุบันรวม 26 คน จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน (ส่งฟ้องรวม 77 คนในข้อกล่าวหาที่ 4-7) นี่คือยุทธศาสตร์ "ตัดหางปล่อยวัด" ยอมสละเบี้ยเพื่อรักษาขุน
ฉากทัศน์การเมืองหลังมติ กกต.
ฉากทัศน์ที่ 1: 26 สว. แขวนบนเส้นด้าย สภาสูงระส่ำ ขั้นตอนต่อไป กกต. จะต้องจัดทำเอกสารเพื่อยื่นต่อศาลฎีกาภายใน 60 วัน จุดเปลี่ยนเกมอยู่ที่ หากศาลฎีกาประทับรับฟ้อง สว. ทั้ง 26 คนจะต้อง "หยุดปฏิบัติหน้าที่" ทันทีจนกว่าจะมีคำพิพากษา
สิ่งนี้จะทำให้เสียงในวุฒิสภาหายไปชั่วคราว ดุลอำนาจในการโหวตผ่านกฎหมายสำคัญ หรือการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระจะเกิดการกระเพื่อม และอาจทำให้กลุ่มขั้วการเมืองสายอื่นใน สว. มีอำนาจต่อรองสูงขึ้นในระยะสั้น
ฉากทัศน์ที่ 2: ปิดสวิตช์คดี "ยุบพรรค" อย่างเป็นทางการ การที่นักการเมืองทั้ง 20 คนหลุดพ้นจากข้อกล่าวหา เท่ากับเป็นการดับฝันความพยายามที่จะใช้คดีฮั้ว สว. ไปผูกโยงกับความผิดตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 76 ที่อาจนำไปสู่ข้อหาล้มล้างการปกครองและการ "ยุบพรรคการเมือง" พรรคการเมืองใหญ่เบื้องหลังจะรอดพ้นจากวิกฤตล้มกระดาน และสามารถเดินหน้าต่อรองทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลต่อไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
ฉากทัศน์ที่ 3: "สว. สำรอง" เตรียมวอร์มอัพเสียบแทน หากในท้ายที่สุด ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า สว. ทั้ง 26 คน มีความผิดจริงและต้องพ้นจากตำแหน่ง สภาสูงจะเกิดการสับเปลี่ยนตัวผู้เล่นครั้งใหญ่ โดย "สว. สำรอง" ในกลุ่มอาชีพและสายเดียวกันจะต้องถูกเลื่อนลำดับขึ้นมาเสียบแทน ซึ่งต้องจับตาว่า สว. สำรองเหล่านี้เป็นคนในเครือข่ายเดียวกันที่ถูกวางตัวไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดอยู่แล้ว หรือจะเป็นตาอยู่จากขั้วอำนาจอื่นที่ส้มหล่นเข้ามาเปลี่ยนสมการโหวตในสภา
กล่าวโดยสรุปแล้ว มติ กกต. จำนวน 75,722 หน้า แม้จะดูหนาและซับซ้อนผ่านการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 แต่นัยสำคัญทางการเมืองกลับเรียบง่ายและตรงไปตรงมา นั่นคือการรักษาสมดุลโครงสร้างอำนาจ ลงดาบเฉพาะนอมินี แต่กัน "ผู้ถือหุ้นใหญ่ทางการเมือง" ให้อยู่รอดปลอดภัย เพื่อให้กลไกการเมืองระดับชาติยังคงเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุดขาตัวเอง.


