xs
xsm
sm
md
lg

มาตรฐาน Thai Traceability พลิกโฉมประเทศไทยก้าวสู่ผู้นำยางพาราโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดกระแสการรักษ์โลกและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างภาวะที่ท้าทายอย่างรุนแรงต่อระบบการเกษตรทั่วโลก มีการตืิ่นตัวในการทำการเกษตรยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมและสังคม ไม่ทำลายป่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งยังนำมาใช้เป็นมาตรการในการรับซื้อสินค้าอีกด้วย

การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการสวนยางที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้มีการพัฒนามาตรฐาน “Thai Traceability” ขึ้นมาให้เป็นมาตรฐานกลางของประเทศ เพื่อยกระดับการผลิตยางพารา ให้มีระบบข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การรวบรวม การแปรรูป การจัดเก็บ การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย

นายธรรม นิลสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง กยท. กล่าวว่า มาตรฐาน “Thai Traceability”เป็นมาตรฐานที่กำหนดร่างขึ้นมาโดย กยท. ด้วยการนำมาตรฐานที่มีอยู่แล้วทั้งที่เป็นมาตรฐานของไทยและที่เป็นมาตรฐานของสากล มาจัดทำเป็นมาตรฐาน Thai Traceability ประกอบด้วย 1.การตรวจสอบย้อนกลับและความถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถระบุแหล่งที่มาของผลผลิตได้ตั้งแต่แปลงปลูก พร้อมข้อมูล พิกัดที่ตั้งแปลงสวนยาง

(Geolocation) และเอกสารที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ 2.การจัดการสวนยางตามหลักการเกษตรที่ดี (GAP) ครอบคลุมการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย การบันทึกข้อมูล และการจัดการสวนอย่างเป็นระบบ 3.การประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิในที่ดิน และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบและประเมินสินค้่ (Due Diligence) ตามแนวทางของกฎระเบียบ EUDR (EU Deforestation Regulation) และ 4.การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน โดยนำหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจจากมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐาน Forest Stewardship Council (FSC) และ Sustainable Natural Rubber (SNR) มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งนี้ จุดเด่นอีกประการหนึ่งคือ มาตรฐานนี้ออกแบบให้เหมาะสมกับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศ

“กยท.ได้จับเอาหลักการเด่นของทั้ง 4 องค์ประกอบดังกล่าว มาจัดทำเป็นมาตรฐาน Thai Traceability ที่เป็นมาตรฐานของไทย จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในอนาคต เพราะจะช่วยให้ ประเทศไทยมีระบบข้อมูลที่เชื่อถือได้และตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งผลิต การรวบรวม การแปรรูป การจัดเก็บ การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับยางพาราของไทย ที่สำคัญ มาตรฐานนี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีระบบฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียว สามารถต่อยอดสู่การพัฒนา นโยบาย การวางแผนการผลิต และการบริหารจัดการอุตสาหกรรมยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง กยท. กล่าว

ดังนั้น มาตรฐาน Thai Traceability จึงไม่ได้เป็นเพียงการรองรับข้อกำหนดของตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ เพิ่มมูลค่ายางพาราไทย และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ครอบคลุมทั้งด้านความยั่งยืน กฎระเบียบและมาตรฐานของคู่ค้า ตลอดจนข้อกำหนดของตลาดระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในการนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง หน่วยงานภาครัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ กยท.ได้กำหนดเป้าหมายในการดำเนินการ มาตรฐาน Thai Traceability โดยในปี 2569 เป็นการทดสอบมาตรฐานดังกล่าว กยท.ได้กำหนดให้ กยท.เขตทั้ง 7 เขตทั่วประเทศ ทำสวนยางมาตรฐาน Thai Traceability ให้ได้เขตละ 1 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 30 ราย แต่ละกลุ่มจะพื้นที่สวนยางประมาณ300-4,000 ไร่ จากนั้นในปี 2570 กยท. จะพัฒนาต่อยอดมาตรฐาน Thai Traceability ให้ได้ไม่น้อย 33 กลุ่ม และในปี 2571 จะพัฒนาขึ้นสู่มาตรฐานระดับชาติ ซึ่งจะไปเชื่อมกับมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น EUDR FSC และมาตรฐานอื่นๆที่กำหนดขึ้นมา พร้อมทั้งจะขยายสวนยางตามมาตรฐาน Thai Traceability เพิ่มขึ้นอีกหาก EUDR มีผลบังคับใช้


ปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ที่มีความพร้อมในการขายยางตามกฎระเบียบ EUDR แล้วจำนวน 627 แห่ง โดยมีแปลงยางที่ผ่านการตรวจรับรองและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้แล้ว 67,000 แปลง ประมาณ 600,000-700,000 ไร่ และมียาง EUDR ที่พร้อมจำหน่ายประมาณ 160,000 ตันทันทีที่ EUDR มีผลบังคับใช้ เนื่องจากที่ผ่านมา กยท.ได้เตรียมความพร้อมโดยจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 1.4 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางกว่า 15.5 ล้านไร่ พร้อมพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (RAOT GIS) อย่างต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมข้อมูลพิกัดแปลงสวนยางทั่วประเทศ รวมถึงอายุยาง พันธุ์ยาง และผลผลิต สามารถนำมาใช้ตรวจสอบแหล่งที่มาของยางได้ และยังนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในแพลตฟอร์มการซื้อขายผ่านตลาดกลาง (Thai Rubber Trade) เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับผลผลิตยางพาราได้ทุกล็อต เชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายไปถึงสวนของเกษตรกร และแสดงแหล่งที่มาของยางได้อย่างโปร่งใส พร้อมบูรณาการข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มระดับประเทศ เพื่อรองรับการออกเอกสารยืนยันความถูกต้องตามมาตรฐานสากล

ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง กยท. กล่าวต่อว่า Thai Traceability จะส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางของไทย จะสร้างโอกาสทางธุรกิจ รักษาตลาดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป และตลาดโลก อีกทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับจะทำให้เพิ่มมูลค่าผลผลิตและมีความต้องการสูง ที่สามารถขายได้ราคาดีกว่ายางทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันราคายาง EUDR จะมีราคาบวกเพิ่มจากราคายางปกติประมาณ 2 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น เกษตรกรที่พัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐาน Thai Traceability จะมีตลาดรองรับที่แน่นอน มีช่องทางในการขายได้มากขึ้น สร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแน่นอน รวมทั้งยังจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยางไทยในตลาดโลก และจะทำให้ยางของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้สวนยาง Thai Traceability ยังสอดคล้องกับกระแสโลก ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการเกษตรที่ยั่งยืน รักษ์โลก ดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะการทำสวนยางมาตรฐาน Thai Traceability นั้นนอกจากจะให้ความสำคัญในการตรวจสอบย้อนกลับและความถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถระบุแหล่งที่มาของผลผลิตได้ตั้งแต่แปลงปลูก การจัดการสวนยางตาหลัก GAP ตลอดจนการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงแล้ว ยังให้ความสำคัญในการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืน โดยนำหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจจากมาตรฐานสากล มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดังกล่าว

รวมทั้งยังสอดคล้องกับ บริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในสวนยางเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของ กยท.ที่ร่วมดำเนินการกับภาคเอกชนอีกด้วย ซึ่งยางพาราเป็นพืชยืนต้นมีคุณสมบัติสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าพืชยืนต้นประเภทอื่น จากการศึกษาขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ระบุว่า ยางพารา 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 47.4 KgCO2eq/ปี ดังนั้นการทำสวนยางมาตรฐานThai Traceability นอกจากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถขายยางได้ในราคาพรีเมี่ยมแล้ว เกษตรกรชาวสวนยางยังสามารถขายคาร์บอนเครดิต เพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง และที่สำคัญยังช่วยดูดซับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้โลกร้อนขึ้นจนเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง เป็นการช่วยโลกทางอ้อมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับเกษตรกรรายย่อย กยท.แนะนำให้ทำสวนยางมาตรฐาน Thai Traceability ที่สอดคล้องกับสภาวะการในปัจจุบันและอนาคต อันะจะนำไปสู่ความมั่นคงในอาชีพการทำสวนยางอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชแซมสวนยาง หรือการทำสวนยางแบบผสมผสานหรือสวนยางอารยเกษตรกร ซึ่งเป็นการนำศาสตร์พระราชาในเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง มาใช้ร่วมกับ การเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรอินทรีย์ และเกษตรธรรมชาติ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้แนวคิด BCG Model ที่สอดคล้องกับกระแสโลกในขณะนี้ ซึ่งเป็นการปลูกยางควบคู่กับการปลูกพืชอื่นๆ การเลี้ยงสัตว์ และการประมง ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคายางพารา เพิ่มความมั่นคงในการประกอบอาชีพการทำสวนยางได้อย่างยั่งยืน

กยท.จะเร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางพัฒนาสวนยางเข้าสู่มาตรฐาน Thai Traceability โดยจะมีการจัดฝึกอบรมให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยทั้งระบบให้ก้าวไปสู่มาตรฐานสากล สร้างความเชื่อมั่นให้กับยางพาราไทย พลิกโฉมให้ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำกำหนดทิศทางและมาตรฐานความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยางพาราระดับโลก