xs
xsm
sm
md
lg

ทบ.-ทอ.ประสานเสียงโต้กัมพูชา ปม “พระวิหาร” ชี้ข้อเท็จจริงต้องมาก่อนเรื่องเล่า ถามกลับ ใครนำอาวุธเข้าไป-ใครยิง-ยิงจากไหน?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กองทัพบก โต้รายงานประเมินความเสียหาย “ปราสาทพระวิหาร” ของฝ่ายกัมพูชา ย้ำต้องยึดหลัก “ข้อเท็จจริงต้องมาก่อนเรื่องเล่า หลักฐานต้องมาก่อนการกล่าวหา” ชี้ข้อมูลความเสียหาย 142 และ 420 จุดเป็นการสำรวจฝ่ายเดียว ยังไม่ผ่านการตรวจสอบร่วม ด้าน ทอ.ถามใครนำอาวุธเข้าไป ใครยิง และยิงจากจุดใด ย้ำมรดกโลกต้องไม่กลายเป็น “ฐานยิง” ของฝ่ายใด

เพจเฟซบุ๊กทีมโฆษกกองทัพบก Army Spokesperson Teamโพสต์ตอบโต้ กรณีกัมพูชาได้เผยแพร่ “รายงานภารกิจประเมินความเสียหายของปราสาทพระวิหาร” โดยศูนย์มรดกโลกยูเนสโก (WHC) และสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) โดยกล่าวหาว่ากองทัพไทยทำให้เกิดความเสียหายที่ปราสาทพระวิหาร

ทีมโฆษกกองทัพบก ระบุว่า กองทัพบกยึดหลัก ข้อเท็จจริงต้องมาก่อนเรื่องเล่า หลักฐานต้องมาก่อนการกล่าวหา "Facts before Narratives. Evidence before Accusations." ย้ำว่าโบราณสถานและมรดกทางวัฒนธรรมต้องได้รับการปกป้อง ไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางทหารหรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง และสันติภาพที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากการเคารพข้อตกลงหยุดยิง GBC และการหารือผ่านกลไกทวิภาคีที่มีร่วมกัน

โดยมีข้อมูล Fact sheet ให้สังคมได้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ดังนี้

ลำดับเหตุการณ์และการปฏิบัติการทางทหาร
• ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เริ่มต้นใช้อาวุธโจมตีก่อน (First Shot) ในช่วงวันที่ 24–28 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 7–27 ธันวาคม 2568 ตามที่มีหลักฐานความเสียหายต่อกำลังทหาร และพื้นที่พลเรือนของฝ่ายไทย

• การปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทย เป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อหยุดยั้งภัยคุกคาม คุ้มครองอธิปไตย และปกป้องชีวิตพลเรือนจากการโจมตีของกัมพูชา

สถานะทางกฎหมายและการคุ้มครองโบราณสถาน
• ตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) โบราณสถานจะสูญเสียสถานะการคุ้มครองเป็นการชั่วคราว หากถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร

• มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า ฝ่ายกัมพูชามีการนำกำลังทหาร อาวุธหนัก คลังยุทโธปกรณ์ และจุดยิงจรวดเข้าไปตั้งอยู่ภายในและรอบบริเวณปราสาทพระวิหาร เพื่อใช้เป็นฐานยิง และเป็น "เกราะกำบังทางวัฒนธรรม" (Cultural Shield) ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง โดยผู้กระทำต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

หลักการใช้อาวุธของกองทัพไทย
• ประเทศไทยดำเนินการโดยยึดมั่นในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
• การปฏิบัติการอยู่ภายใต้หลักการจำแนกเป้าหมาย (Distinction) ความจำเป็นทางทหาร (Military Necessity) ความได้สัดส่วน (Proportionality) และการใช้ความระมัดระวังสูงสุด (Precaution)
• มุ่งเน้นเฉพาะ "เป้าหมายทางทหารที่ยืนยันแล้ว" เพื่อทำลายขีดความสามารถในการโจมตี โดยไม่มีนโยบายหรือการกำหนดเป้าหมายโจมตีที่ตัวโบราณสถานและพลเรือน

ข้อมูลการประเมินความเสียหายของปราสาทพระวิหาร
• ตัวเลขความเสียหายจำนวน 142 จุด (ก.ค. 68) และ 420 จุด (ธ.ค. 68) ที่อ้างถึงในรายงาน เป็นข้อมูลการสำรวจฝ่ายเดียว (Unilateral Claim) จากองค์การบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร (NAPV) ของกัมพูชา ซึ่งยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบร่วมกัน
• การนำเสนอข้อมูลความเสียหายของโบราณสถานโดยไม่พิจารณาบริบททางการทหาร (การใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการ) ถือเป็นข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
• ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง และอยู่บนพื้นฐานของพยานหลักฐานเชิงประจักษ์

การผลักดันปราสาทพระวิหารเข้าสู่บัญชีคุ้มครองพิเศษ (Enhanced Protection)
• เงื่อนไขสำคัญที่สุดตามพิธีสารฉบับที่สอง ค.ศ.1999 คือสถานที่นั้นต้องไม่ถูกนำไปใช้ในทางทหารหรือเป็นที่ตั้งของกำลังพล
• การคุ้มครองมรดกโลกอย่างแท้จริง ต้องเริ่มต้นจากการที่ฝ่ายกัมพูชา ไม่ใช้พื้นที่ปราสาทพระวิหารในการวางกำลังและอาวุธทางทหารตั้งแต่แรก มากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ

การจัดการทุ่นระเบิดและสรรพาวุธตกค้าง (UXO)
• ประเทศไทยสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอย่างเต็มที่ ตามข้อตกลงผ่านคณะทำงานประสานงานร่วม (JCTF) ในถ้อยแถลงร่วม GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568
• ปัญหาในพื้นที่เกิดจากการละเมิดพันธกรณีอนุสัญญาออตตาวา โดยกัมพูชามีการลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดใหม่ (เช่น PMN-2) ซ้ำซ้อน จนเกิดการสูญเสียของกำลังพลของไทยอย่างต่อเนื่อง
• ประเทศไทยมีข้อเรียกร้องให้ยุติการวางทุ่นระเบิดใหม่ และร่วมมือกันเก็บกู้เพื่อสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" อย่างแท้จริง


ด้านเพจ กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force ได้โพสต์ข้อความว่า มรดกโลก ต้องไม่เป็น “ฐานยิง” ของใคร
ปราสาทพระวิหารคือ มรดกของมนุษยชาติควรเป็นพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์และสันติภาพ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับวางกำลังหรืออาวุธ
ข้อมูลที่ฝ่ายไทยนำเสนอระบุถึง อาวุธและตำแหน่งทางทหารบริเวณปราสาทพระวิหาร ทั้งอาวุธต่อต้านรถถัง RPG อาวุธประจำกาย และตำแหน่งอาวุธต่อสู้อากาศยาน รวมถึงข้อกล่าวหาว่ามีการใช้อาวุธจากบริเวณดังกล่าวต่อกำลังทหารไทย
สิ่งที่ประชาคมโลกควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ปราสาทเสียหายกี่จุด?”

แต่ต้องถามให้ครบว่า ใครนำอาวุธเข้าไป? ใครยิง? ยิงจากไหน? ยิงเมื่อไร? และเป้าหมายคืออะไร?

ไทยไม่ได้บอกว่าเมื่อมีการใช้พื้นที่ทางทหารแล้ว มรดกโลกจะ “หมดความคุ้มครอง” โดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศยังคงกำหนดเงื่อนไขและมาตรการคุ้มครองอย่างเคร่งครัด

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทุกฝ่ายก็มีหน้าที่ ไม่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในลักษณะที่ทำให้สถานที่นั้นตกอยู่ในความเสี่ยงจากการสู้รบ
นี่จึงไม่ใช่เรื่องว่าโลกจะเลือกข้างไทยหรือกัมพูชา

แต่คือการเลือก ข้อเท็จจริง กฎหมาย และมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย

World Heritage must never become a platform for warfare.
Protect the heritage. Protect human lives. Apply the same standard to all sides.