ชำแหละถังขยะพิษของโลก EP.2 แฉมรดก คสช. คำสั่ง 4/2559 ปลดล็อกผังเมืองเอื้อทุนเทา แกะรอยรังใหญ่ชลบุรีฟอกกากอุตสาหกรรม พร้อมถอดโมเดลต่างแดนกู้วิกฤตสิ่งแวดล้อมไทย
ซีรีส์ "เจาะลึกวิกฤตไทยถังขยะพิษของโลก" EP.2 มรดกพิษยุค“รัฐบาลลุง” ต้นตอปัญหา เจาะรังใหญ่ชลบุรี - แกะรอยเส้นทางขยะพิษ
เบื้องหลังการที่ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพกลายเป็น "ถังขยะพิษของโลก" เช่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร? และใครคือผู้ปูพรมแดงต้อนรับหายนะครั้งนี้? ต้องย้อนกลับไปเจาะลึกถึงจุดเริ่มต้นเชิงโครงสร้างในยุครัฐบาล คสช.ที่ใช้อำนาจทลายผังเมืองรวม และปลดล็อกประตูเมืองอันเป็นทำให้โรงงานรีไซเคิลเถื่อนทะลักเข้ามาฝัง "ระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อม" ไว้ทั่วประเทศ
มรดกพิษเปลี่ยนไทยเป็นถังขยะโลก
หากจะสืบค้นถึง "จุดเริ่มต้นและสารตั้งต้น" ที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเขตรองรับมลพิษและถังขยะพิษข้ามชาติอย่างทุกวันนี้ จะมองข้ามการใช้อำนาจทางการเมืองและเปิดช่องโหว่กฎหมายในสมัยรัฐบาล คสช.ไปไม่ได้เลย ประกอบด้วย
•คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 : หัวใจหลักที่เป็นสารตั้งต้นคือการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ออกคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท เปิดทางให้โรงงานคัดแยก แปรรูป และกำจัดขยะอุตสาหกรรม รวมถึงโรงไฟฟ้าขยะ สามารถแทรกซึมเข้าตั้งในพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน (พื้นที่สีเหลือง) ได้ทั่วประเทศโดยปราศจากกลไกการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนท้องถิ่น
•การทะลักของโรงงาน รง.105 และ รง.106 ภายใต้ฉากหน้าเศรษฐกิจหมุนเวียน: ดร.สมนึก จงมีวศิน และกลุ่มศึกษา EEC Watch ได้ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญว่า ในช่วงรัฐบาล คสช.มีการอนุมัติให้จัดตั้งโรงงานคัดแยกสิ่งของไม่ใช้แล้ว (โรงงานประเภท 105) และโรงงานรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม/ทำเชื้อเพลิงผสม (โรงงานประเภท 106) เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยอ้างการรองรับโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งถือเป็นความตั้งใจอันดี แต่ในทางปฏิบัติ ภาครัฐกลับไร้ประสิทธิภาพและขาดมาตรการกำกับดูแลและตรวจสอบ ที่รัดกุมพอ ส่งผลให้ผู้ประกอบการและกลุ่มทุนเทาใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ลักลอบนำกากสารเคมีอันตราย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเถ้าพิษไปฝังกลบอย่างผิดวิธี จนชะล้างปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำดิบและผืนดินของชุมชนโดยรอบ
•พ.ร.บ. EEC 2561 และสูตร "เร่งรัด ยกเว้น หย่อนยาน": การผลักดัน พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในยุครัฐบาล คสช.ได้เข้ามารื้อผังเมืองรวม 3 จังหวัด (ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา) ขยายพื้นที่สีม่วงสำหรับอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นถึง 66% พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ Fast-Track รวบรัดขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) และเปิดช่องให้เช่าที่ดินระยะยาวถึง 99 ปี เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนข้ามชาติยกซัพพลายเชนเข้ามาประกอบกิจการเบ็ดเสร็จ โดยไร้การบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยอย่างจริงจัง
•จังหวะสวมรอย China National Sword (2561): เมื่อประเทศจีนประกาศนโยบาย National Sword ปิดประตูไม่รับขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลกตั้งแต่ปี 2561 ขยะพิษมหาศาลจากมหาอำนาจตะวันตกจึงเบนเข็มทะลักเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยจึงกลายเป็น "จุดหมายปลายทางหลักของการฟอกขยะพิษ" ทันที
ขณะที่รัฐบาลชุดถัดมากระทั่งถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน นอกจากจะไม่รื้อถอนหรือแก้ไขแล้ว ยังคงกอดโครงสร้างเอื้อทุนนี้ไว้เหมือนเดิม
แกะรอยเส้นทาง & เจาะรังใหญ่ “ชลบุรี” เมืองฟอกขยะโลก
ผลพวงจากสารตั้งต้นยุค คสช. ส่งผลให้ภาคตะวันออกและจังหวัดบริวารตกอยู่ในสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อจำแนกความรุนแรงตามบทบาทหน้าที่ในวงจรขยะพิษ จะพบภาพสะท้อนเชิงโครงสร้าง ดังนี้:
หนึ่ง จำแนกมิติความรุนแรงของปัญหาขยะพิษ 4 จังหวัด
•ระยอง (ศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนัก & ปิโตรเคมี): ครองแชมป์ความรุนแรงในมิติมลพิษสะสมรวมสูงสุดในประเทศ โดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ ตรวจพบเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากพิษ น้ำเสียปนเปื้อนโลหะหนัก สารเคมีรั่วไหล และเหตุเพลิงไหม้โกดังเคมีสูงถึง 43 ครั้ง
•ชลบุรี (ประตูนำเข้าขยะโลก & ศูนย์กลางฟอกกากอุตสาหกรรม): หนักที่สุดในมิติขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยพบมลพิษสะสม 35 ครั้ง ทำหน้าที่เป็นประตูบานใหญ่รองรับตู้สินค้าขยะพิษผ่านท่าเรือแหลมฉบัง และเป็นศูนย์รวมโรงงานรีไซเคิลเถื่อน
•ฉะเชิงเทรา (ฉนวนเชื่อมต่อ & ศูนย์พักขยะบดย่อย): ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับกากพิษจากชลบุรีเข้ามาบดย่อยและพักคอย ก่อนส่งต่อไปลักลอบทิ้งในจังหวัดปลายทาง
•ปราจีนบุรี ("ถังขยะหลังบ้าน" รองรับกากมลพิษปลายทาง): หนักที่สุดในมิติลักลอบเทกองและฝังกลบกากอุตสาหกรรมอันตราย โดยพบมลพิษสะสม 30 ครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ ที่ถูกใช้เป็นจุดรับกากพิษสุดท้ายจาก EEC
สอง เจาะลึกวิกฤตขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพิษ "จังหวัดชลบุรี"
ชลบุรีไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดทางผ่าน แต่คือ "หัวใจหลักของขบวนการขยะพิษข้ามชาติ" ที่ครบวงจรที่สุดในภาคตะวันออก โดยมี 3 มิติ ที่เปลือยให้เห็นวงจรอุบาทว์อย่างสมบูรณ์:
•มิติแรก ประตูบานใหญ่ขยะโลก: ท่าเรือแหลมฉบังคือจุดสำคัญที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเศษพลาสติกปนเปื้อนจากสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกทะลักเข้ามา กลุ่มทุนนอมินีอาศัยจุดอ่อนที่กรมศุลกากรใช้วิธีสุ่มตรวจตู้สินค้าได้เพียง 10% ในการสำแดงรหัสสินค้าเท็จเป็น "วัสดุใช้แล้ว" หรือเศษโลหะ เพื่อเลี่ยงขั้นตอนการควบคุมตามอนุสัญญาบาเซิล
•มิติที่สอง แหล่งโรงงานเถื่อนประเภท 105 และ 106: พื้นที่เครือข่าย ต.หนองรี อ.เมืองชลบุรี กลายเป็นรังของโรงงานรีไซเคิลทุนต่างชาติที่ไร้มาตรฐาน เช่น บริษัท เจี๋ยเซ่ง พลาสติก จำกัด ถูกตรวจพบการประกอบกิจการไม่ตรงตามใบอนุญาต โดยลักลอบใช้เครื่องจักรบดย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กว่า 300 ตัน และ บริษัท ติงชิ่ง เมทัล จำกัด ซึ่งลักลอบตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต บดย่อยเศษโลหะและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 250 ตัน พร้อมแอบนำเศษพลาสติกปนเปื้อนไปถมดินภายในโรงงานข้างบ่อน้ำ
ขบวนการนี้ใช้วิธีสกัดเอาเฉพาะโลหะมีค่า อาทิ ทองแดง, ทองคำ ส่งกลับประเทศต้นทาง ส่วน "กากมลพิษเข้มข้น" เช่น เปลือกสายไฟบดย่อย, ตะกรัน, กากกรด ที่เหลือจะถูกนำไปลักลอบเททิ้งตามที่สาธารณะ
•มิติที่สาม ศูนย์กลางการกระจายกากพิษออกนอกพื้นที่: เครือข่าย ต.หนองอิรุณ และ ต.มาบไผ่ อ.บ้านบึง ทำหน้าที่เป็น "ด่านชั่งน้ำหนักและจุดรวมกากอุตสาหกรรม" ก่อนจะใช้รถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ กระจายขยะพิษไปเททิ้งในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น การนำกากพิษไปทิ้ง ณ สำนักสงฆ์ ต.มาบไผ่ หรือใช้เส้นทางขนส่งเชื่อมโยงส่งกากอันตรายไปลักลอบฝังกลบใน ต.วังท่าช้าง จ.ปราจีนบุรี และ ต.ห้วยโจด จ.สระแก้ว
สาม แกะรอยเส้นทางมลพิษ & ถอดบทเรียน EEC อาบยาพิษ
•แฉโมเดลใหม่ “แก๊งสวมสิทธิ์นอมินี-กระจายกากสุดท้าย”:
การสืบสอบเจาะลึกโดย ทนายชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความคดีสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH), คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้กระชากหน้ากากรูปแบบการลักลอบทิ้งขยะพิษที่ปรับเปลี่ยนอย่างอุกอาจในช่วงพฤษภาคม–กันยายน 2569
โดยทุนจีนที่เคยขุดหลุมฝังกลบขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไว้ในโรงงานตนเองช่วง 8–9 ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนมาใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นบังหน้า และแตกขบวนการเป็นเครือข่ายแบ่งหน้าที่กันทำงาน (โรงงานหนึ่งคัดแยก อีกโรงงานหนึ่งหลอม และอีกโรงงานบดอัด) ก่อนจะแอบเล็ดลอดนำ "กากสุดท้าย" (Residual Waste) หรือของเสียอันตรายที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีก ซึ่งกฎหมายบังคับว่าต้องส่งไปกำจัดในโรงงานประเภท 101 เท่านั้น เอาใส่รถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ กระจายไปลักลอบเททิ้งตาม "บ่อดินลูกรังร้าง" ที่ถูกขุดหน้าดินไปขายลึกกว่า 10 เมตร ในที่ดินเอกชน พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่สาธารณะนับพันตันเพื่อยากแก่การสืบสาวกลับถึงต้นทาง
•กลอุบายอัปยศ “เอาขี้ไก่กลบขยะพิษ” & สารพิษโลหะหนักเทกองไร่อ้อย:
ปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบของ EARTH, กสม. และ คพ. ในช่วงวันที่ 8–9 กันยายน 2569 ได้เผยให้เห็นความอุกอาจของขบวนการนี้บริเวณรอยต่อ ต.ลาดตะเคียน และ ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เมื่อมีการนำ ขี้ไก่มากลบทับกองเปลือกสายไฟบดย่อยและกากพิษสูงพูนเป็นภูเขาบนพื้นที่ไร่อ้อยกว่า 1,000 ไร่ เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
การหมักหมมนี้ปลดปล่อยแก๊สพิษไฮโดรเจนซัลไฟด์ (แก๊สไข่เน่า) และแอมโมเนีย จนชาวบ้านเกิดอาการแสบตา แสบร้อนทางเดินหายใจ และเวียนศีรษะทันที ซ้ำร้ายน้ำชะขี้ไก่ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนยังเร่งชะล้างโลหะหนักลงชั้นน้ำใต้ดิน ซึ่งจากการตรวจวิเคราะห์ของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ด้วยเครื่อง XRF พบสารพิษอันตรายเข้าข่ายวัตถุอันตรายหลายชนิด ได้แก่ แคดเมียม, ตะกั่ว, สารหนู, ทองแดง, นิกเกิล และสังกะสี นอกจากนี้ยังพบการโปรยเศษพลาสติกอุตสาหกรรมในไร่อ้อย เสี่ยงต่อการสลายตัวเป็นไมโครพลาสติกปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
จากปฏิบัติการลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อสแกนพิกัดสมรภูมิพิษ จะพบว่า ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี พบจุดเทกองกากพิษกระจายใน อ.กบินทร์บุรี (ต.วังท่าช้าง, ต.บ้านนา, ต.หาดนางแก้ว) และ อ.ศรีมหาโพธิ (ต.บ้านทาม พบเศษยางรถยนต์และยางสายพาน) รวมถึงบ่อขยะพิษขนาดใหญ่เนื้อที่ราว 5 ไร่ ใน ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแควระบม-สียัด (ม.11 ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ) ซึ่งเดิมเป็นบ่อขยะชุมชน แต่ถูกลักลอบนำ E-waste และกากเคมีมาทิ้งปะปนจนเกิดเพลิงไหม้ใหญ่เมื่อเดือนเมษายน 2569 กลุ่มควันพิษหนาทึบส่งผลให้ชาวบ้านต้องอพยพออกจากพื้นที่และใช้เวลาดับไฟนานถึง 3 วัน
ส่วน จ.สระแก้ว พบจุดลักลอบทิ้ง 4 จุด ใน ต.สระขวัญ, ต.หนองบอน (อ.เมือง) และ ต.ห้วยโจด (อ.วัฒนานคร) ทั้งเศษสายไฟบดย่อย กระป๋องสี สารเคมีกลุ่มตัวทำละลาย (Solvent) และบ่อน้ำเสียเคมี
•แกะรอยสัญญาณ GPS มัดแน่นโรงงานต้นทาง & ปฏิบัติการชุด TopGun:
หลักฐานพิกัด GPS บนรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อที่ถูกยึดได้ขณะแอบเทขยะ ร่วมกับใบชั่งน้ำหนัก เอกสารว่าจ้าง และการแกะรอยประวัติเดินทางย้อนหลัง ชี้ชัดว่าขยะพิษทั้งหมดถูกขนส่งมาจากแหล่งต้นทางเดียวกัน คือ โรงงานรีไซเคิลประเภท 106 ใน ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และ โรงงานเถื่อนใน ต.หนองรี / อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
นำไปสู่การที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ “ทีม TopGun กระทรวงอุตสาหกรรม” นำโดย พล.อ. นักรบ บุญบัวทอง บุกตรวจโรงงานประเภท 106 ใน ต.เขาหินซ้อน พบความผิดซ้ำซาก ทั้งไร้เครื่องจักรขจัดมลพิษทางอากาศตามใบอนุญาต แอบกองวัตถุปนเปื้อนและตะกรันเหล็กกลางแจ้ง ไร้วิศวกรสิ่งแวดล้อมประจำโรงงาน จนนำไปสู่คำสั่งตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 สั่งระงับการกระทำฝ่าฝืนและเพิกถอนสิทธิ์การนำกากเข้าโรงงาน ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญา ณ สภ.กบินทร์บุรี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569
ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเครือข่าย EEC Watch ชี้ให้เห็นถึงความพินาศเชิงโครงสร้างของนโยบายพัฒนาพื้นที่ว่า พื้นที่ EEC มีปริมาณผู้ผลิตกากอุตสาหกรรมอันตรายพุ่งสูงกว่าศักยภาพในการบำบัดและกำจัดของโรงงานในระบบถึง 11.4–12 เท่า ส่งผลให้จังหวัดบริวารอย่าง ปราจีนบุรี และ สระแก้ว ถูกบีบให้กลายเป็น "ถังขยะหลังบ้าน" รองรับกากมลพิษส่วนเกินมหาศาลจาก EEC โดยปริยาย
วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ได้จบลงแค่เรื่องกากพิษ แต่ลุกลามไปสู่การแย่งชิงทรัพยากรฐานราก เมื่อโครงการ EEC และการแห่อนุมัติโรงงาน Data Center แย่งชิงทรัพยากรน้ำดิบจากภาคเกษตรกรรมไปใช้ป้อนอุตสาหกรรมสูงถึง มากกว่า 50 ล้าน ลบ.ม./ปี ผลกรรมตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง ที่ต้องแบกรับภาระค่าน้ำประปาสูงลิ่วถึง 24–35 บาท/ลบ.ม. ซ้ำร้าย เมื่อชาวบ้านและนักปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิด กลับถูกกลุ่มทุนเทาใช้กลไกกฎหมายฟ้องปิดปาก (SLAPP) เรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาท ขณะที่แกนนำภาคประชาชนใน จ.ปราจีนบุรี ต้องเผชิญกับอิทธิพลมืดและการตั้งค่าหัวขู่ฆ่าสูงถึง 1–2 ล้านบาทต่อคน
นั่นคือบทสะท้อนภาพ "แผ่นดินอาบสารพิษ" ที่แลกมาด้วยคราบน้ำตาและชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง.


