xs
xsm
sm
md
lg

ความจริงที่ต้องเปิดให้หมด ! คำถามใหญ่ “ใครนำเข้าปลาหมอคางดำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศาลปกครองกลางชี้ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่การชี้ว่าใครเป็นผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเพียงรายเดียว แต่ให้น้ำหนักกับ “กรมประมง” ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับ ควบคุม และป้องกันความเสียหาย เมื่อรู้ถึงความเสี่ยงแล้วแต่ยังเกิดการแพร่ระบาด ขณะที่คดีแพ่งวันที่ 14 กันยายนนี้ จะต้องกลับไปหาคำตอบอีกด้านว่า ต้นทางของปลาหมอคางดำคือใคร และมีเพียงรายเดียวจริงหรือไม่ เพราะหลักฐานการส่งออกและงานวิจัย DNA กลับสะท้อนภาพว่า ปลาชนิดนี้อาจมีเส้นทางเข้าประเทศมากกว่าหนึ่งทาง 
คำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีที่ชาวบ้านจังหวัดสมุทรสงครามได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ได้ทำให้ประเด็นนี้เดินมาถึงจุดสำคัญอีกครั้ง  สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด คือ ศาลปกครองกลางไม่ได้วินิจฉัยโดยมุ่งชี้ว่า “เอกชนรายใด” เป็นผู้ทำให้ปลาหมอคางดำหลุดลงสู่ธรรมชาติโดยตรง แต่ให้น้ำหนักไปที่ หน้าที่ของกรมประมงและผู้บริหารกรมประมง ในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจกำกับดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น 

เมื่อหน่วยงานรัฐรับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศแล้ว การอนุญาต การติดตาม การควบคุม และการตรวจสอบจึงต้องดำเนินการอย่างรัดกุม และเมื่อเกิดการแพร่ระบาดขึ้น กรมประมงก็ยังมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าไปควบคุมและแก้ไขสถานการณ์ได้ 

นั่นทำให้ประเด็นทางปกครองชัดเจนว่า “ละเลยต่อหน้าที่” เป็นหัวใจของคดี
แต่คำถามหนึ่งไม่ได้จบลงพร้อมกับคำพิพากษานี้
นั่นคือ... แล้วใครกันแน่เป็นผู้นำปลาหมอคางดำเข้ามาในประเทศไทย?
และที่สำคัญกว่านั้นคือ มีเพียงเอกชนรายเดียวจริงหรือไม่? 

คำตอบส่วนนี้ยังเป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการพิจารณาทางแพ่งในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับต้นทางและความรับผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง
เพราะหากคำถามคือ “ใครนำเข้า” หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางธุรกิจที่ปรากฏในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจทำให้ภาพของเรื่องนี้ซับซ้อนกว่าการมองว่ามีต้นทางเพียงจุดเดียว

DNA กับคำถามเรื่อง “ต้นทางเดียว”
งานวิจัยด้านพันธุกรรมของปลาหมอคางดำเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
งานศึกษาของกรมประมงที่เผยแพร่ในปี 2563 พบว่า ประชากรปลาหมอคางดำในประเทศไทยมีการแบ่งออกเป็น 2 หรือ 3 กลุ่มย่อยที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมค่อนข้างสูง 

โดยเฉพาะประชากรในพื้นที่สมุทรสงคราม เพชรบุรี ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ มีความใกล้เคียงกันทางพันธุกรรม ขณะที่ประชากรในจังหวัดระยองมีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างชัดเจน 

หากมองเพียงข้อมูลนี้อย่างเดียว ก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะฟันธงว่าเกิดการนำเข้าหลายครั้ง
แต่เมื่อนำไปประกอบกับงานวิจัยในระยะต่อมา ซึ่งตรวจพบความหลากหลายของรหัสพันธุกรรม หรือ haplotype ในกลุ่มตัวอย่างจากหลายพื้นที่ ภาพที่ปรากฏยิ่งทำให้สมมติฐานเรื่อง “การนำเข้าหลายทาง” มีน้ำหนักมากขึ้น 

กล่าวง่าย ๆ คือ ถ้าปลาที่พบในธรรมชาติของไทยมีความแตกต่างทางพันธุกรรมอย่างมีนัยสำคัญ คำถามที่ตามมาคือ ความแตกต่างนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
หนึ่งในคำอธิบายที่ต้องตรวจสอบ คือ การมีต้นทางหรือช่วงเวลาการนำเข้ามากกว่าหนึ่งครั้ง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการพิจารณาว่า “ใครนำเข้า” จึงไม่ควรจบลงด้วยการตั้งสมมติฐานไว้เพียงรายเดียวตั้งแต่ต้น

อดีตอธิบดีประมง–นักวิชาการ ชี้ไทยมีปัญหา “สัตว์ต่างถิ่น” มานาน ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ นายอดิศร พร้อมเทพ อดีตอธิบดีกรมประมง เคยสะท้อนว่า ประเทศไทยเผชิญปัญหาการรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่นจำนวนมาก โดยมีตัวเลขที่ถูกกล่าวถึงมากกว่า 3,500 ชนิด

เส้นทางไม่ได้มีเพียงการนำเข้าเพื่อการวิจัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำเข้าเพื่อการเกษตร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงาม ตลอดจนการลักลอบนำเข้าข้ามพรมแดน ซึ่งบางกรณีอาจไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจวิเคราะห์ความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเหมาะสม 

ขณะที่ ผศ.ดร.สรณัฏฐ์ ศิริสวย หัวหน้าศูนย์บริหารงานวิจัยและสนับสนุนวิชาการ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็อธิบายถึงอีกด้านของปัญหา โดยชี้ว่าปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาในประเทศไทยในฐานะปลาสวยงามและปลาที่สามารถเพาะเลี้ยงได้มานานแล้ว
ส่วนการหลุดรอดสู่ธรรมชาติสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่เหตุสุดวิสัย เช่น น้ำท่วม ไปจนถึงการปล่อยสัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำโดยผู้เลี้ยงที่ขาดความเข้าใจถึงผลกระทบ 

สองมุมมองนี้จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่สำคัญว่า ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นของไทยไม่ได้มีเพียง “เหตุการณ์เดียว” หรือ “ช่องทางเดียว” แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่สะสมมานาน
เมื่อ “ปลาสวยงาม-ปลาแปลก” กลายเป็นธุรกิจระดับภูมิภาค

อีกข้อมูลหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต้องมองให้กว้างขึ้น คือ ธุรกิจปลาสวยงามและปลาแปลก หรือ Exotic Fish
ปลาหมอคางดำเองเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มปลาที่มีการซื้อขายในตลาดต่างประเทศ ทั้งในฐานะปลาสวยงามและปลาที่สามารถนำมาเลี้ยงเพื่อบริโภคได้
ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่มีการนำเข้าปลาต่างถิ่นเท่านั้น แต่ยังพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงและส่งออกปลาสวยงามไปยังตลาดต่างประเทศจำนวนมาก 

เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงปี 2556–2559 ข้อมูลของกรมประมงพบว่า มีบริษัทไทยถึง 11 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกปลาหมอคางดำไปยัง 17 ประเทศ รวมปริมาณมากกว่า 3 แสนตัว 

ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่า บริษัทเหล่านั้นเป็นผู้ทำให้เกิดการระบาด หรือเป็นผู้ปล่อยปลาอย่างใด แต่เป็นหลักฐานสำคัญว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ปลาหมอคางดำไม่ได้มีอยู่ในประเทศไทยผ่านเส้นทางเดียวอย่างแน่นอนในมิติของการค้า
รายชื่อผู้ส่งออกที่ปรากฏในข้อมูลกรมประมง ได้แก่
หจก.ฉาง ซิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ส่งออกประมาณ 162,000 ตัว
หจก.ซีฟู้ดส์ อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต ประมาณ 30,000 ตัว
บริษัท นิว วาไรตี้ จำกัด ประมาณ 29,000 ตัว
บริษัท พี. แอนด์ พี. อควาเลี่ยม เวิลด์ เทรดดิ้ง จำกัด ประมาณ 3,638 ตัว
บริษัท ไทย เฉียน หวู่ จำกัด ประมาณ 2,900 ตัว
บริษัท แอดวานซ์ อควาติก จำกัด
บริษัท เอเชีย อะควาติคส์ จำกัด
บริษัท หมีขาว จำกัด
หจก.วีอควอเรียม
บริษัท สยามออร์นาเมนทอล ฟิช จำกัด
หจก.สมิตรา อะแควเรี่ยม
กลุ่มหลังมีปริมาณการส่งออกตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันตัว 

ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า น่าจะมีปลาหมอคางดำเคยอยู่ในระบบการค้าระหว่างประเทศของไทย และมีผู้ประกอบการเกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งราย
คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ: ปลาที่เหลืออยู่ไหน?
จุดที่ควรถูกตรวจสอบต่อ ไม่ใช่เพียงว่า “ใครเคยส่งออก”

แต่คือ ก่อนส่งออกเอาปลามาจากไหน? เลี้ยงที่ไหน? มีพ่อแม่พันธุ์อยู่ที่ใด? หลังมีมาตรการห้ามแล้ว ปลาที่เหลือถูกจัดการอย่างไร? 

โดยเฉพาะเมื่อรัฐประกาศห้ามส่งออกปลาหมอคางดำในปี 2561 และหลังจากนั้นไม่พบข้อมูลการส่งออกในลักษณะเดิมอีก 

คำถามจึงเกิดขึ้นตามธรรมชาติว่า ปลาที่อยู่ในระบบการค้าในเวลานั้นถูกจำหน่ายหรือส่งออกไปจนหมดจริงหรือไม่ 

หากหมดจริง ก็ต้องมีหลักฐานหรือระบบตรวจสอบรองรับ
แต่หากยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะ พ่อแม่พันธุ์ ปลาที่เหลือเหล่านั้นถูกเก็บไว้ที่ใด และถูกทำลายหรือเคลื่อนย้ายอย่างไร 

นี่คือช่องว่างของข้อมูลที่ควรถูกตรวจสอบให้ชัด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำความเข้าใจเส้นทางของปลาในประเทศไทย 

“ฉาง ซิน เอ็นเตอร์ไพร์ส” กับปริมาณส่งออกที่มากที่สุด

ในบรรดา 11 บริษัท ชื่อที่สะดุดตาที่สุดคือ หจก.ฉาง ซิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ซึ่งตามข้อมูลกรมประมงมีปริมาณการส่งออกปลาหมอคางดำสูงถึงประมาณ 162,000 ตัว 

แต่สิ่งที่ควรถูกตรวจสอบต่อกลับไม่ใช่การตั้งข้อกล่าวหาว่าบริษัทนี้เกี่ยวข้องกับการระบาด หากแต่คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการปลาในช่วงเวลานั้น
เพราะมีข้อมูลว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ดำเนินกิจการต่อแล้ว ตรงนี้จึงยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า หากต้องการตรวจสอบเส้นทางการค้าของปลาหมอคางดำในอดีตอย่างละเอียด หน่วยงานรัฐจะสามารถติดตามข้อมูลย้อนกลับได้มากน้อยเพียงใด 

การเลิกกิจการไม่ได้แปลว่ามีความผิด และไม่ควรใช้เป็นข้อสรุปว่าบริษัทใดเป็นต้นเหตุของการระบาด แต่ในทางตรวจสอบ บริษัทที่เคยมีปริมาณการส่งออกสูงที่สุด ย่อมเป็นหนึ่งในจุดที่ควรย้อนตรวจสอบข้อมูลให้ครบที่สุด และคำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้ตรวจสอบการส่งออกสัตว์น้ำในช่วงเวลานั้น?
คำตอบก็คือ “กรมประมง” !

… นั่นทำให้เรื่องนี้วนกลับมายังจุดเดิมอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่ปลาหมอคางดำ แต่คือปัญหา “ปลาเอเลี่ยน” ทั้งระบบ

หากมองปัญหานี้เฉพาะปลาหมอคางดำ เราอาจเห็นเพียงปลาชนิดหนึ่งที่แพร่ระบาด แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญคือ การหลุดรอดของสัตว์น้ำต่างถิ่นจำนวนมาก 

ที่ผ่านมา เราเคยพบสัตว์น้ำและสัตว์ต่างถิ่นหลุดออกจากระบบการเลี้ยงหรือถูกนำมาปล่อยในธรรมชาติหลากหลายชนิด ตั้งแต่ อัลลิเกเตอร์ การ์ (ปลาจระเข้), ปลาช่อนอเมซอน, ปลาหมอบัตเตอร์, ปลาหมอมายัน, ปลาซักเกอร์, กุ้งเครฟิช และสัตว์น้ำต่างถิ่นอีกหลายชนิด แม้แต่ ปลาปิรันย่า ก็เคยมีกรณีตรวจพบการจำหน่ายโดยผู้ขายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ปลาหมอคางดำมาจากไหน” แต่คือ ที่ผ่านมา ประเทศไทยปล่อยให้สัตว์น้ำต่างถิ่นเดินทางเข้าสู่ระบบการค้าและหลุดออกจากระบบควบคุมได้อย่างไร? 

ถ้าต้นทางยังเปิด การแก้ปัญหาที่ปลายทางก็ย่อมไม่มีวันจบ !

วันนี้จับปลาหมอคางดำได้หลายแสนตัว พรุ่งนี้อาจมีสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดใหม่เข้ามาแทน หากระบบนำเข้าและการควบคุมยังมีช่องโหว่เหมือนเดิม
ความหลากหลายทางพันธุกรรม อาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญของคำตอบ

เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาวางต่อกัน ตั้งแต่ประวัติการค้าปลาสวยงาม ข้อมูลผู้ส่งออก 11 ราย การส่งออกไป 17 ประเทศ งานวิจัยด้านพันธุกรรม ไปจนถึงข้อสังเกตของผู้เชี่ยวชาญ 

สิ่งที่ปรากฏคือ สมมติฐานเรื่องการมีต้นทางมากกว่าหนึ่งทางควรถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความหลากหลายของ DNA ที่พบในปลาหมอคางดำของไทย ซึ่งมีลักษณะเป็นหลายกลุ่มทางพันธุกรรม
จึงมีข้อสันนิษฐานที่ต้องพิสูจน์ต่อไปว่า ปลาอาจเข้ามาในประเทศไทยมากกว่าหนึ่งช่วงเวลา หรือผ่านหลายเส้นทาง

หนึ่งในช่วงเวลาที่ควรตรวจสอบคือยุคที่ “ปลาหมอสี” และ “ปลาแปลก” ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ก่อนที่รัฐจะยกระดับมาตรการควบคุมและประกาศให้ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง 

หากมีการนำเข้าหลายครั้งจริง ก็อาจช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดประชากรปลาที่พบในแต่ละพื้นที่จึงมีความแตกต่างกันทางพันธุกรรม

และเมื่อประกอบกับการพบว่าการระบาดในบางพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น ประเด็นเรื่อง “ช่วงเวลาการนำเข้าและการหลุดรอด” จึงควรถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน ไม่ใช่แยกออกจากกัน
แน่นอนว่า DNA ไม่ได้บอกตัวบุคคลหรือบริษัทที่นำปลาเข้ามาโดยตรง แต่ DNA สามารถเป็นเบาะแสทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยตอบคำถามว่า ประชากรปลาที่พบมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และอาจมีที่มาจากกี่กลุ่ม 

ดังนั้น การตีความผลวิจัยจึงควรอยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์ และนำไปตรวจสอบกับข้อมูลการนำเข้า การเพาะเลี้ยง การค้า และการส่งออกในช่วงเวลาเดียวกัน กรมประมงจึงเป็น “ตำบลกระสุนตก” ทั้งในอดีตและอนาคต

เมื่อย้อนกลับมาที่คำพิพากษาศาลปกครองกลาง สิ่งที่ศาลกำลังชี้ให้เห็นคือ ความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐในการใช้อำนาจตามหน้าที่ กรมประมงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถาม เพราะอยู่ในหลายจุดของห่วงโซ่ตั้งแต่การนำเข้าสัตว์น้ำ การอนุญาต การควบคุม การวิจัย การเคลื่อนย้าย การเพาะเลี้ยง ไปจนถึงการส่งออก 

เมื่อมีข้อมูลว่าปลาหมอคางดำเคยอยู่ในระบบการค้าและส่งออกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ก็ยิ่งต้องตอบให้ได้ว่า ระบบควบคุมในเวลานั้นทำงานอย่างไร

ใครนำเข้า?
นำเข้าด้วยวัตถุประสงค์ใด?
นำเข้ามากี่ครั้ง?
มีพ่อแม่พันธุ์อยู่ที่ไหน?
มีการเพาะเลี้ยงในพื้นที่ใด?
มีการเคลื่อนย้ายไปที่ใด?
มีการส่งออกไปประเทศใด?
และเมื่อมีประกาศห้ามแล้ว ปลาในระบบที่เหลืออยู่ถูกจัดการอย่างไร?

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อกล่าวโทษใครล่วงหน้า แต่มีไว้เพื่อ ค้นหาความจริง
เพราะหากพบว่าความเสียหายเกิดจากช่องโหว่ของระบบ การแก้ไขก็ต้องแก้ที่ระบบ
จุดที่ต้องอุด ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ 

วันนี้ประเทศไทยกำลังใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการจับปลาหมอคางดำออกจากธรรมชาติ ทั้งการรับซื้อ การแปรรูปเป็นปลาป่น การส่งเสริมให้ประชาชนจับออกจากแหล่งน้ำ และการฟื้นฟูระบบนิเวศ
มาตรการเหล่านี้จำเป็น แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ “ปลายทาง” ในอนาคต สิ่งสำคัญกว่าคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ต้องตรวจเข้มตั้งแต่ ด่านนำเข้าสัตว์น้ำ 

ตรวจสอบการสำแดงชนิดสัตว์น้ำให้ถูกต้อง ป้องกันการสำแดงเท็จ การลักลอบนำเข้าข้ามพรมแดน และต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถตอบได้ว่า สัตว์น้ำแต่ละชนิดมาจากไหน ไปอยู่ที่ใด และถูกนำไปทำอะไร 

ต้องกำกับฟาร์มเพาะเลี้ยงอย่างจริงจัง ต้องตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำ และที่สำคัญ ต้องติดตามพื้นที่ที่อาจมีการเพาะพันธุ์หรือขยายพันธุ์โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่น เช่น ราชบุรี นครปฐม และสมุทรสงคราม ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ก็ควรมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
ความจริงต้องเปิด ไม่ใช่ซุกไว้ใต้พรม

คดีปลาหมอคางดำเดินทางมาถึงจุดที่สังคมไม่ควรหยุดอยู่กับคำถามว่า “ใครผิด” แต่ควรถามต่อว่า “ความจริงทั้งหมดคืออะไร” ศาลปกครองกลางได้ชี้ไปยังความรับผิดชอบของกรมประมงในฐานะผู้มีหน้าที่ควบคุมและแก้ไขปัญหา ส่วนการพิจารณาทางแพ่งในวันที่ 14 กันยายน จะเป็นอีกเวทีหนึ่งที่ต้องติดตามว่า เมื่อย้อนกลับไปถึงต้นทางแล้ว ใครเป็นผู้นำปลาเข้ามา และมีต้นทางเพียงรายเดียวหรือไม่ 

ขณะเดียวกัน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์กำลังบอกเราว่า ประชากรปลาหมอคางดำในประเทศไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรม ขณะที่ข้อมูลทางการค้าก็ชี้ว่าปลาชนิดนี้เคยอยู่ในระบบธุรกิจของไทย มีผู้ส่งออกถึง 11 ราย และส่งออกไปถึง 17 ประเทศ รวมมากกว่า 3 แสนตัว 

ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่าใครเป็นผู้ก่อให้เกิดการระบาด แต่เป็น เหตุผลเพียงพอที่จะต้องตรวจสอบให้ครบทุกเส้นทาง เพราะหากเราด่วนสรุปว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากต้นทางเพียงจุดเดียว เราอาจกำลังมองข้ามช่องโหว่ที่ใหญ่กว่านั้น 

และหากกรมประมงต้องรับผิดในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล ก็ยิ่งควรใช้โอกาสนี้เปิดข้อมูลย้อนหลังให้มากที่สุด เพื่อให้สังคมเห็นว่า จุดไหนพลาด จุดไหนควบคุมไม่ทัน และจุดไหนที่ต้องแก้ไข เพราะการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ไม่ได้ทำให้ปลาหมอคางดำหายไปจากแม่น้ำ

เช่นเดียวกับการปิดคำถามเรื่องต้นทาง ก็ไม่ได้ทำให้ความจริงชัดเจนขึ้น วันนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่เพียง “คนผิด” หนึ่งคน

แต่คือ ความจริงทั้งหมดของห่วงโซ่ ตั้งแต่ปลาเข้าประเทศ เข้าสู่ระบบเพาะเลี้ยง เข้าสู่ธุรกิจการค้า หลุดออกสู่ธรรมชาติ และแพร่กระจายจนกลายเป็นวิกฤต
เมื่อรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว จึงจะตอบได้ว่า...ใครต้องรับผิดในอดีต และเราจะปิดช่องโหว่อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิด “ปลาหมอคางดำตัวที่สอง” ในอนาคต