สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ผนึกกำลังเป็นครั้งแรก นำหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิก มาร่วมกำหนดทิศทางและวางรากฐานสู่ “โรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดึงดูดการลงทุน และเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของผู้ป่วยไทย
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านเวทีเสวนานโยบายในหัวข้อ “จากบทสนทนาสู่โรดแมป: พลิกโฉมระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยเพื่อปลดล็อกการลงทุนและเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาของผู้ป่วยไทย” (From Dialogue to Roadmap: Transforming Thailand’s Clinical Research Ecosystem to Unlock Investment and Patient Access)
ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเป็นประธานเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยทางคลินิกในฐานะวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ว่า
“การวิจัยทางคลินิกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงการแพทย์หรือนักวิจัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะการวิจัยทางคลินิกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เราสามารถร่วมกันยกระดับจุดแข็งด้านสุขภาพของประเทศไทยให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ ‘ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร’ สวรส. มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำโรดแมปแห่งชาติที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัย ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบ และเพิ่มประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพให้แก่สังคมไทย”
ประเทศไทยมีศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสระดับภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการวิจัยทางคลินิกของไทยที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว:
527 โครงการ
ประเทศไทยมีการดำเนินการวิจัยทางคลินิก 527 โครงการในปี 2567 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 ล้านบาท) ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,800 ล้านบาท) ภายในปี 2573*
2.9 : 1
อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการวิจัยทางคลินิก พร้อมสนับสนุนการจ้างงานทักษะสูงกว่า 15,509 ตำแหน่ง แบ่งเป็นทางตรง 8,905 FTE และทางอ้อม 6,604 FTE
8,326 DALYs
มูลค่าที่ระบบสาธารณสุขไทยได้รับต่อปี จากการวิจัยทางคลินิกที่ช่วยป้องกันการสูญเสียปีสุขภาวะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาท
99.5%
สัดส่วนประชากรไทยที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากประชากรทั้งหมด 71.6 ล้านคน
62 แห่ง
โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI พร้อมด้วยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก FERCAP อีก 55 คณะ (เพิ่มขึ้นจาก 22 แห่งในปี 2560)
*ตัวเลขมูลค่าในหน่วยเงินบาทเป็นค่าประมาณการ คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 33 บาท
นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านคลินิกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติยังคงเป็นช่องว่างด้านการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของเรา ด้วยการผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายสุขภาพของประเทศ PReMA มุ่งหวังที่จะลดระยะเวลาการอนุมัติด้านกำกับดูแล ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น และนำการรักษาที่ก้าวล้ำมาสู่ผู้ป่วยชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”
“การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด” นพ.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าว
การเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกระดับโลกเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ โดยการศึกษาวิจัยเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้สนับสนุนการวิจัย นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค
ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นการวิจัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย และการมีข้อมูลระบาดวิทยาภายในประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการดึงดูดงานวิจัยทาง
คลินิกระดับโลกที่มีคุณภาพและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ สนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก
จากเวทีเสวนาสู่การลงมือทำ: วางรากฐานสู่โรดแมประดับชาติ
เวทีเสวนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
• ภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนระดับชาติ: กำหนดให้การวิจัยทางคลินิกเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
• สวรส. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงระบบ: เปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยที่มีลักษณะแยกส่วนขาดการบูรณาการให้เป็นโรดแมประดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์
• PReMA ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชน: เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายระดับชาติ เพื่อขยายการลงทุนด้านการวิจัยและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์
• สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ในฐานะผู้สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบ: ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดระบบกำกับดูแลที่มีความชัดเจน คาดการณ์ได้ มีคุณภาพสูง และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม เพื่อเป็นรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว


