ยาดมสมุนไพรในกระปุกไม้สุดน่ารัก ที่นอกจากมอบความหอม มีประโยชน์ด้วยสรรพคุณของสมุนไพรไทยหลากชนิดที่อัดแน่นแล้ว ยังเปี่ยมด้วยดีไซน์สุด Modern จากงาน Craft ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด
"ยาดมนี้ชื่อ 'Tomo Inhaler' คำว่า Tomo ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าเพื่อน เป็นเพื่อนที่ให้ความรู้สึกดี เพื่อนที่ดีกับเรา ผมรู้สึกว่าการทำยาดมไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของกลิ่นหรือการบำบัด แต่เป็นเรื่องของดีไซน์รูปลักษณ์ด้วย"
ยังมียาดมในกระปุกไม้อีกหลากหลายรูปทรง หลากหลายกลิ่นให้เลือกสรร อาทิ Thaiherb Charm Inhaler,
Pomelo, Sawasdee Floral, Cinnamon
ใช่จะมีเพียงกลิ่นที่หอมเป็นเอกลักษณ์ หรืองานดีไซน์ที่ให้กลิ่นอายความเป็น Zen หากยังมีความสนุกที่ไม่ซ้ำใคร คือการเป็นยาดมที่ผู้ใช้ต้องประกอบเอง บาง Collection ก็ให้ผู้ใช้แต่งแต้มสีสันได้เองด้วย
ล่าสุด แบรนด์ยาดมที่ได้รับการก่อตั้งมานับแต่ช่วงโควิด ก็ได้เปิดตัว 'Apaul Sensory' คาเฟ่ยาดมสไตล์ Zen Minimal ที่ไม่เพียงมีกาแฟ หรือมัทฉะคุณภาพดี หากยังมี Inhaler หรือยาดมไม้หลากหลาย Collection จัดวางแบบ Full option ให้ลูกค้าสามารถเดินชม สัมผัสความสวยงามของงานดีไซน์ ความหลากหลายของ Packaging ที่สร้างความประทับใจให้นับแต่เปิดกล่อง อีกทั้งมีกลิ่นหอมๆ ให้ลองทดสอบด้วย
'ผู้จัดการออนไลน์' สัมภาษณ์พิเศษ 'ภุชงค์ คำพิมาน' ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Apaul ถึงความเป็นมา จุดเริ่มต้นของไอเดียในการรังสรรค์ยาดมไม้ที่เป็นงาน Handcraft ด้วยดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร, วิสัยทัศน์ในการวาง Position ให้กับแบรนด์, กลุ่มลูกค้าสำคัญที่มีหลากหลายกลุ่ม, การ Collab กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ทั้งยังมี Collection พิเศษที่วางจำหน่ายเฉพาะที่นิวซีแลนด์เท่านั้น ภุชงค์ยังพาชมและแนะนำคาเฟ่ยาดมแห่งนี้ที่ซ่อนอยู่ในย่านถนนบรมราชชนนี รวมทั้งแนะนำสินค้า Collection ต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ยาดมเท่านั้น แต่ยังมีก้านไม้หอม หินหอมและน้ำมันหอมระเหยสำหรับรถยนต์อีกด้วย โดยทุกชิ้นยังคง Concept ความเป็นงานดีไซน์แบบ Modern Craft ซึ่งประยุกต์เป็นของแต่งบ้านได้อย่างตัว
ทั้งบอกเล่าถึงคาเฟ่ยาดมแห่งใหม่ที่ศาลายา ซึ่งจะเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายนนี้ ท่ามกลางอาณาบริเวณที่กว้างขวาง งานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบอย่างใส่ใจ บรรยากาศโดยรอบที่เปี่ยมด้วยสุนทรียะท่ามกลางทุ่งนาเขียวขจี เหนืออื่นใด คือเป็นพื้นที่เพื่อให้ลูกค้าได้เปิดประสบการณ์ รับรู้ ทำความรู้จัก สัมผัสกับสินค้าของ Apaul ได้มากขึ้น
ความเป็นมาของ Apaul
ภุชงค์เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการทำยาดม Apaul เริ่มขึ้นเมื่อประมาณช่วงรอยต่อปี 2019 และ 2020
"ตอนแรกผมทำงานประจำและทำงานเกี่ยวกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบของแต่งบ้าน ทำงานอินทีเรีย แล้วผมก็มีโอกาสได้เดินทางไปยังโรงงานแห่งหนึ่งเพื่อทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งวัสดุหลักๆ เป็นไม้ยางพารา เป็นโรงงานในไทย แล้วผมได้เห็นไม้ยางพารากองอยู่ เป็นเศษๆ ที่ถูกตัดอยู่ แล้วผมเห็นสเกลมันเล็กๆ ก็คิดว่าน่าจะนำมาทำอะไรได้ หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสนั่งรถตู้ แล้วก็ได้เห็นว่าตอนอากาศร้อนๆ คนก็หยิบยาดมขึ้นมาดมกัน ผมก็คิดว่าเราน่าจะทำ Product สัก 1 ตัว ใน size ขนาดเท่านี้ ซึ่งเห็นว่าเศษไม้มันมีขนาดที่พอดีกัน จึงเริ่มต้นจากจุดนี้ จากนั้นก็นำมาทดลองทำเป็นตัวอย่างดู ก็พบว่ายาดมที่คนไทยใช้กันอยู่นั้นมีสมุนไพรซึ่งมีความชื้น ถ้าอยู่กับไม้อาจมีเชื้อราจึงคิดวิธีว่าจะทำอย่างไรดี ให้สมุนไพรอยู่กับไม้ได้"
ภุชงค์เล่าว่าเขาเห็นแฟนทำกับข้าวในครัว เห็นแฟนห่อปลาโดยใช้ฟลอยด์อลูมิเนียม ก็เห็นว่าเขาใช้วัสดุตรงนี้มาเก็บสมุนไพรได้เยอะ จึงคิดที่จะลองเอาฟลอยด์อลูมิเนียมมาห่อสมุนไพรดูบ้าง
"ผมก็นำมา Adapt นำฟลอยด์อลูมิเนียมมาห่อ wrap ทั้งข้างใน ข้างนอก แล้วก็ทดลองขายโดยการส่งรูปสินค้าไปงาน Bangkok Design Week"
หลังจากนั้นด้วยความที่มีอาชีพเป็นดีไซเนอร์และต้องการทำสินค้าให้โกอินเตอร์ ภุชงค์ตั้งคำถามว่าจะทำสินค้าไปในทิศทางไหน กระทั่งเขาได้เห็นว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ มีการรับสมัครประกวดงานออกแบบดีไซน์ ชื่องาน DEmark Award ในช่วงปี 2020.2021
"รายการนี้ ใครที่ชนะในไทยเขาจะส่งไปจัดแสดงที่ event ต่างประเทศหลายประเทศ เขาจะคัดสินค้าไทยส่งไปแสดงต่อที่ญี่ปุ่นเพื่อชิงรางวัลระดับโลกชื่อ Good design award ซึ่งผมก็ได้รางวัลชนะเลิศจาก DEmark Award การที่เราชนะรางวัลก็ทำให้เริ่มมีสื่อต่างๆ เข้ามา"
ถามว่างานออกแบบของคุณเป็นสไตล์ไหน ภุชงค์ตอบว่าจริงๆ แล้วงานของเขาเป็นหลายสไตล์
เพราะเมื่อก่อนเคยทำงานที่ยุโรป ทั้งงานสไตล์คลาสสิคและ Contemporary ทำงานดีไซน์หลากหลายแนว และเมื่อได้เดินทางไปยังแถบสแกนดิเนเวียและญี่ปุ่นก็รู้สึกชอบ รู้สึกอบอุ่น สบายใจ รู้สึกว่า Product ของเขามีความ Timeless
รู้สึกอบอุ่น ผมรู้สึกชอบสไตล์นี้ถ้าเห็น Product โทนนี้จะรู้สึกอบอุ่น"
เช่นนั้นแล้ว จากที่คุณเล่ามา กลาวได้ว่างานของคุณมีความเป็น Zen ใช่หรือไหม
ภุชงค์ยอมรับว่าตัวเขาสนใจธรรมะด้วย ชอบความเรียบง่ายของเซน
"หากเป็นสินค้าสไตล์นี้
ผมมีความสุขในการใช้สินค้า ตั้งแต่เมื่อได้สินค้ามา
เปิดกล่องออกมา แล้วรู้สึกดีมีความสุขกับการใช้สินค้านั้น
รู้สึกว่าเซนนี่แหละตอบโจทย์ที่สุด ใช้แล้วรู้สึกดี ไม่หวือหวา ไม่ตะโกน"
ถามว่าเมื่อได้เห็นสินค้าของ Apaul และ Apaul Sensory คาเฟ่ของคุณก็สัมผัสได้ถึงความเป็นเซน
ภุชงค์ยอมรับว่า "ใช่ครับ ใช้ความเป็นเซนมาออกแบบ"
ถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ยาดม Apaul มีสไตล์ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ภุชงค์ตอบทันทีว่าคือการนำเอารากของความเป็นไทย เลือกสินค้าไทยที่เป็น Culture เช่นนำเอายาดมมาเป็น Hero
Product ซึ่งเขาเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ในกระเป๋ามียาดมกันแทบทุกคน แล้วหากเป็นลมคนไทยก็มักปฐมพยาบาลด้วยยาดม" ยกตัวอย่างต่างชาติที่ผมเคยเห็น เช่น เขาจะเรียก Ambulance แต่คนไทย
ถ้าเห็นคนเป็นลม แล้ววิ่งมาช่วยก็จะรีบคว้าอย่าดมออกมาจากกระเป๋า ต่างชาติก็จะรู้สึก
Amazing ผมจึงจับเอา Culture นี้มาสร้างเป็น Hero product
"ผมทำด้วยความรู้สึกว่าอยากให้คนทุกชาติ ทุกภาษา ใช้สินค้าแล้วมีความสุขทุกคน จึงไม่ได้ใช้ดีไซน์ที่สื่อหรือแสดงออกถึงความเป็นไทยแบบชัดเจน แต่ให้ใช้แล้วรู้สึกมีความสุขไม่ว่าจะเป็นคนประเทศไหน สำหรับคนทุกๆ ชาติ ทุกๆ ศาสนา ผมจึงดึงความเป็นเซนเข้ามาผสมกับสินค้าไทย ทำให้สินค้าไทยมีมิติใหม่ที่ไม่เหมือนคนอื่นและผมเน้นเรื่องสมุนไพรแบบโบราณ
ซึ่งมีสรรพคุณที่ดีมาก ผมอยากให้คนในปัจจุบันมาหลงรักกลิ่นแบบไทย ๆ"
ด้วยเหตุนั้น กลิ่นสมุนไพรกลิ่นแรกของ Apaul จึงเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ไปสปา "เวลาที่คนต่างชาติมาไทยแล้วได้ไป Massage ไปสปายาดมนี้ให้ความรู้สึกแบบนั้น กลิ่นจะมีความเป็นไทย กลิ่น Aroma กลิ่นสปาไทย กลิ่นแรกที่เปิดตัวมาก็จะเป็นกลิ่นนี้ครับ"
ภุชงค์อธิบายเพิ่มเติมว่า ยาดมนั้น แก่นหลักๆ ของมันเลยคือต้องรักษาอาการให้ได้ก่อน เรื่องกลิ่นเป็นเรื่องรอง
'รักษาอาการ' ให้ได้ในที่นี้หมายถึงเมื่อดมแล้วช่วยเรื่องแก้อาการวิงเวียน ช่วยให้ไม่มึนหัว นี่คือโจทย์หลักที่เป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) ให้โรงงานเพื่อผลิตยาดมและเราก็ต้องเลือกโรงงานที่มี GMP(Good Manufacturing Practice: หลักเกณฑ์ กระบวนการ วิธีการในการผลิต ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานสากล)
ถามว่าต้องลงลึกในกระบวนการทำงานของโรงงานหรือไม่ทั้งในเรื่องกลิ่นและกระบวนการผลิต
ภุชงค์ตอบว่า"ต้องดูว่าโรงงานไหนที่มองเห็นตรงกัน
เพราะเป้าหมายของเราคือการ Present สมุนไพรไทยในมิติใหม่ ในยุคใหม่ อะไรที่เคยทำแบบเก่าๆ เดิมๆ คือตัดออกเลย เพราะเราเน้นเรื่องดีไซน์ด้วย" ภุชงค์บอกเล่าถึงเหตุผลสำคัญที่สร้างผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่าง ทั้งงานดีไซน์และกลิ่น มีความแปลกใหม่ทั้งหมด รวมทั้งการ Present ก็แปลกใหม่"
ยาดมของเรา หากถามว่าทำไมเราจึงออกแบบให้ผู้ใช้ประกอบเอง ในเมื่อยาดมปกติ เปิดฝาออกแล้วดมได้เลย คำตอบคือเราอยากให้ขายในราคาที่แพง ช่องทางในตลาดผู้เล่น Market share ในตลาดยาดม คือยาดมที่สะดวกซื้อ
ใช้แล้วทิ้ง หายไม่เป็นไร เป็นตลาดแมสแทบจะ 100% แต่ผู้เล่นที่เป็น Niche Market ยังไม่ชัดเจน
แต่ผมมาคิดโจทย์ใหม่ว่าขายแพงๆไปเลย แต่เปิดตัวมามันต้อง 'ว้าว!'
"ดีไซน์นี้ แบบนี้เรียกว่าประสบการณ์การเปิดกล่อง ให้ผู้รับรู้สึกอินไปด้วยเมื่อได้รับ ว่าที่เขาจับและดมนั้นมีอะไรบ้าง
เปิดมาแล้วก็จับยาดม ผสมอันนั้น ผสมอันนี้ แต่แรกเริ่มเลย รูปแบบการพรีเซนต์แบบที่ผมทำนี้ ยังไม่ถูกรับรอง กับ อย.
ยังไม่ถูกกฎหมาย ผมใช้เวลากับตรงนี้ประมาณ 4-5 ปีสาธารณสุขจึงจะให้ผ่าน ผมก็ใช้วิธีไปประกวดแล้วชนะ เมื่อมีชื่อเสียง สื่อก็ให้ความสนใจ ผมไปชนะที่เกาหลีใต้แล้วก็เป็นตัวแทนจากไทยไปอิตาลี ไประดับโลกแล้วเขาก็ลงข่าวให้เรา
ในงาน Milan Design Week ครั้งหนึ่ง เราก็มีบูธ Inhaler ของเรา"
หลากหลาย Collection
ถามว่าตั้งแต่ก่อตั้ง Apaul จนถึงวันนี้ คุณผลิตยาดมมาแล้วกี่ collection
ภุชงค์ตอบว่ามีประมาณ 12 collection แล้ว บาง Collection ก็ทำขายแค่เฉพาะที่ต่างประเทศเท่านั้น เช่นที่วางขายที่นิวซีแลนด์ก็จะเป็นแบบเฉพาะ
"ที่นิวซีแลนด์จะเป็นคนละอย่างกันเลย เขาไม่ได้ดมยาดมแบบเรา แต่ที่นิวซีแลนด์จะเป็นการพรีเซนต์เรื่องสุขภาพ โยคะ การออกกำลังกาย trecking เดินป่า การปรับสมดุลร่างกาย แต่ที่ไทยจะดมเพราะเวียนหัว ทำงานหนัก เป็นต้น"
ดังนั้น สูตรก็จะเป็นคนละสูตร สูตรของที่นิวซีแลนด์ ทางนิวซีแลนด์จะเป็นคนปรุง แต่ดีไซน์ ใช้ดีไซน์ของเราทั้งหมด ใช้โลโก้เราด้วย เป็นของเราทั้งหมด"
ภุชงค์ยังถ่ายทอดประสบการณ์อีกด้านด้วยว่าที่ผ่านมาเคยไปออกบูธ ที่ตะวันออกกลาง เช่นบาห์เรน นำเอายาดม เอา Inhaler ไปด้วยแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากบ้านเขาไม่ได้พกยาดมแทบทุกคนแบบบ้านเรา แค่ซื้อมาเป็นของฝากจากไทย ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเขา แต่ประเทศไทย ยาดมถูกมองเป็นสิ่งจำเป็น ต้องพกพาติดตัว ไม่ต่างจากโทรศัพท์มือถือ ไลฟ์สไตล์ค่อนข้างต่างกัน
กลุ่มลูกค้าของแบรนด์
ถามว่ากลุ่มลูกค้าของแบรนด์ Apaul เป็นกลุ่มไหน
ภุชงค์ตอบว่าอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มต่างชาติ สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้
คือผู้นิยมซื้อสินค้า Apaul ที่มีขายในไอคอนสยามสยาม, Siam discovery และสยามพารากอน เป็นกลุ่มลูกค้า Tourist หรือลูกค้าต่างชาติที่มาเที่ยวไทย ส่วนลักษณะของร้าน Apaul ลักษณะเป็น Pop
up แบบ Kiosk ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก
"ยอมรับว่าคีออสเหล่านี้ไม่ได้ถูก Present เรื่อง Vibe หรือบรรยากาศอะไรเลย แค่นำไปวางไว้ตามมุมตามตึกในห้าง
ไม่ได้ถูก present เรื่องบรรยากาศ แต่ก็เคยมีกรณีที่มีลูกค้าที่เคยซื้อจากที่นั่นเขาก็ inbox มาใน IG ว่าจะซื้อเพิ่มช่วยมาส่งที่โรงแรมหน่อย แล้วก็เคยมีลูกค้าชาวญี่ปุ่นนั่งแท็กซี่มา เขาก็ซื้อไปเยอะมาก นี่คือกลุ่มที่ 1 เขาซื้อไปฝากคนที่บ้านเขา"
ภุชงค์สะท้อนมุมมองว่า"ลูกค้าชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวประเทศไทยเขาก็รู้กันอยู่แล้วว่าถ้าจะซื้อของฝากไปฝากคนที่บ้านเขา ยาดมคือ 1 ใน Top list ที่ต้องซื้อฝาก ก็ต้องเลือกว่าเป็น Inhaler แบบไหนซึ่งของผมต่างจากชาวบ้านอยู่แล้วก็มีนักท่องเที่ยวนั่งแท็กซี่มาและบอกให้ไปส่งสินค้าที่โรงแรม นี่คือลูกค้ากลุ่มที่ 1 คือต่างชาติ"
สำหรับกลุ่มลูกค้ากลุ่มที่ 2 คือคนไทย ซึ่งแบ่งเป็นประเภทย่อยออกมาได้ดังนี้
ประเภทแรกคือกลุ่มที่ใช้เองและมักซื้อผ่านช่องทางออนไลน์
ประเภทที่2คือซื้อไปฝากคนอื่น
ประเภทที่ 3 คือกลุ่มที่มักจะซื้อซ้ำ
ยาดมต่างจากน้ำหอมเพราะน้ำหอมอาจจะใช้ด้วยกันได้แต่ยาดมเป็นของส่วนตัวคนๆ นึงต่อ 1 ชิ้น หรือคนที่จะซื้อของจากไทยไปฝากเพื่อนที่ต่างประเทศเขาก็จะนึกถึงยาดม ก็จะนึกถึงสินค้าของเราที่ถูกซื้อซ้ำอยู่เรื่อยๆ โดยคนๆ เดิม แบบนี้ก็มีเยอะ"
ภุชงค์เล่าว่าลูกค้าประเภทที่4
เป็นกลุ่ม Collaborate ที่ Apaul ร่วมทำ Giftset ให้กับองค์กรและงานอีเว้นท์ ซึ่งนับเป็นฐานลูกค้าที่สร้างมูลค่าและกำไรให้
Apaul ได้อย่างสูงสุด ซึ่งที่ผ่านมา Apaul เคย Collab กับแบรนด์ดังระดับโลกมาไม่น้อย อาทิ
OPPO, IG, รถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง รวมทั้งโรงแรมThe Ritz-Carlton โรงแรมระดับ Ultra-Luxury รวมถึงงาน Event ใหญ่ๆ ระดับโลก
"เคยมีการจัดงานนักพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลก เขาก็สั่งยาดมของเราประมาณ 6,000-7,000 ชุด แต่ขอปรับ designสักหน่อย
โดยเขาก็ขอให้ดีไซเนอร์ของเขามาดีไซน์ใหม่ แบบนี้ก็มีครับ กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่สร้างกำไรให้เรา เพราะซื้อทีละเยอะๆ"
ถามว่าถ้าเทียบกันแล้วสัดส่วนความนิยมที่ลูกค้ามีต่อสินค้าแบรนด์ Apaul ระหว่างคนไทยกับต่างชาติ สัดส่วนแตกต่างกันมากไหม ภุชงค์ตอบว่าสัดส่วนลูกค้าคนไทยเยอะกว่า เพราะคนไทยจะซื้อฝากต่างชาติเยอะ รวมทั้งซื้อฝากคนไทยด้วยกันเอง
"คิดเป็นสัดส่วนกลุ่มลูกค้าคนไทยประมาณ 70% ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ผมต้องการเพราะอยากให้คนไทยเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก
ส่วนลูกค้าต่างชาติก็อยากให้เขาเดินทางมาหาเรา มาซื้อของเรา ไม่ใช่แค่ไปที่ห้างแล้วก็ได้ง่ายๆแต่ต้องเดินทางมาถึงจริงๆ"
อดถามไม่ได้ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณ ส่วนใหญ่เป็น Gen ไหน ภุชงค์ตอบว่ามีทุก Gen ทุกเพศวัย"
Welcome to'A paul Sensory'
ถามว่ามีอะไรที่อยากฝากถึงคาเฟ่ยาดม 'A paul Sensory' ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับการสนทนาครั้งนี้บ้าง
ภุชงค์ตอบว่า "การเปิดคาเฟ่เพื่อ Present สินค้าของแบรนด์ในรูปแบบนี้ ที่เกาหลีใต้เริ่มทำกันมาหลายแบรนด์แล้ว หรือแม้แต่แบรนด์ดังระดับโลกอย่างเช่น louis vuitton หรือ CHANEL ก็ทำแบรนด์เปิดคาเฟ่กัน ไม่ต่างกับที่ผมทำเลย เพราะหากไม่ทำแบบนี้ Product ก็ไม่มีชีวิต แต่การทำคาเฟ่มันทำให้เราได้ Present สินค้าได้มากขึ้น แล้วลูกค้าได้เห็นแบรนด์เราทุกๆ วันโดยไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าห้างฯ เพียงแค่อยากทานกาแฟหรือมัทฉะเขาก็จะมองเห็นแบรนด์เราหรือสินค้าเรา นี่เป็นสิ่งที่แบรนด์ชั้นนำระดับโลกและอีกหลายๆ แบรนด์เริ่มทำเพราะเขาต้องการให้คนเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น การเป็นคาเฟ่มัน Open มาก ใครก็จับสินค้าได้ ใครก็สัมผัสงานดีไซน์ได้ เด็กๆ ได้มาเห็นเป็นครั้งแรกก็ตื่นเต้น นี่คือสิ่งที่เห็นและเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงต้องทำคาเฟ่
ซึ่งที่คาเฟ่ Apaul Sensory แห่งนี้ พนักงานในคาเฟ่ก็สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาดมกลิ่นต่างๆ ประเภทต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
"ขอฝากคาเฟ่ยาดมที่ถูก Present ในแบบ full option แบบเคาน์เตอร์ลักษณะนี้ครับ ยาดมของเรา วัสดุหลักที่ใช้คือไม้ยางพาราไทย เราตั้งใจทำเป็นของฝากในมิติของงานคราฟท์และมีความเป็น Mass Production ผสมกัน เป็นการ Present ในรูปแบบของคาเฟ่" ภุชงค์พาเดินชมคาเฟ่ พร้อมทั้งแนะนำยาดมหลากหลายรูปแบบในคาเฟ่แห่งนี้
Thaiherb Charm Inhaler
"สินค้าที่ทำให้รู้จักแบรนด์เราตั้งแต่เริ่มต้นเลยน่าจะเป็นตัวนี้
เป็นยาดมกระปุกไม้แบบสมุนไพร สามารถเปลี่ยน Refill ได้ ใช้ได้นาน มีถุงผ้าห้อยคอให้สำหรับไว้ใช้เวลาเดินทางด้วย และเรามีสมุนไพรให้ด้วย เมื่อเปิดกล่องมามี Option เยอะมาก ตัวนี้ Popular ที่สุดที่คนชอบซื้อ
และตัวนี้ยังเป็น inspiration กลิ่นแรกของเรา ชื่อว่า Thaiherb Charm Inhaler เมื่อได้ดมก็จะรู้สึกนึกถึง Massage ไทย มีความเป็นสปา เป็นการนวด
ชิ้นต่อมาเป็นกล่องสีเขียว กลิ่นนี้เราปรับอารมณ์ ให้ดูอ่อนดูละมุน ดูเบาขึ้น กลิ่นจะหวานขึ้น ดมง่ายขึ้น
สินค้าหมวดยาดมของเราแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ในรูปแบบสมุนไพรที่เป็นชิ้นและแบบที่ถูกเบลนด์ด้วยแบบน้ำ โดยสามารถเลือก Packaging ได้มีทั้งแบบกล่องไม้ กล่องกระดาษแล้วก็แบบพรีเมี่ยม"
ดีไซน์สุด Cool พร้อมแนวคิด ZeroWaste
"กล่องนี้เป็นกล่อง Special แบบพิเศษ เป็นรูปแบบการเบลนด์สมุนไพรแบบน้ำ รูปแบบกล่องเป็นแบบ Premium ตัวนี้เรามีโชว์ที่ Milan design week ด้วยนะครับ กล่องนี้มีความพิเศษคือทุกอย่างทำจากไม้ เมื่อคนซื้อไปก็จะช่วยเรื่องของ Zero Waste เพราะกล่องสามารถนำไปใช้เป็นกล่องใส่กระดาษทิชชูได้ นอกจากมี Packaging ให้เลือกหลากหลายรูปแบบแล้ว เราก็สามารถเลือกกลิ่นได้ด้วย เมื่อกลิ่นเริ่มอ่อนหรือเริ่มจาง ก็เปลี่ยน Refill ได้"
สมุนไพรน้ำ Refill ได้
ภุชงค์แนะนำเพิ่มเติมถึงสมุนไพรแบบน้ำ ที่ใช้การผสม การหมัก ในรูปแบบแท่งไฟเบอร์ มีให้เลือก 3 กลิ่น
คือกลิ่น Pomelo กลิ่น Sawasdee Flora กลิ่น Cinnamon
เป็นรูปแบบของการประกอบที่ลูกค้าต้องประกอบเอง เปลี่ยนไส้เองได้ เปลี่ยนกลิ่นได้ Refill ได้ตลอด โดยไม่ต้องทิ้งไม้
ภุชงค์บอกเล่าถึงความพิเศษของแต่ละกลิ่น โดยยกตัวอย่างว่า "กลิ่น Pomelo เราได้ Inspiration มาจากการที่ในสมัยก่อน หากใครวิงเวียนศีรษะ มึนหัว ก็จะเอาเปลือกส้มโอมาดม จึงเป็นที่มาของกลิ่นนี้"
"กลิ่น Sawasdee Floral มีความเป็นไทยมาก เป็นการนำดอกไม้ไทยมาเบลนด์กัน 10 กว่าชนิดเลย กลิ่นจะคล้ายๆ น้ำอบ หรือว่าสปา ให้ความรู้สึกเหมือนน้ำอบเวลาที่เราเล่นสงกรานต์"
Tomo Inhaler
"ตัวนี้เป็นยาดมชื่อTomo Inhaler คำว่า Tomo ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าเพื่อน เป็นเพื่อนที่ให้ความรู้สึกดี เพื่อนที่ดีกับเรา เรารู้สึกว่าการทำยาดมมันไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของกลิ่นหรือการบำบัดแต่มันเป็นเรื่องของดีไซน์รูปลักษณ์ด้วย
เราอยากให้รู้สึกว่าเมื่อเวลาเครียดๆ แล้วเห็นหน้าน้องตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน แม้แค่มองดูโดยไม่ได้ใช้ เราก็รู้สึกว่าน้องยิ้มให้ ทำให้มีกำลังใจ รู้สึกผ่อนคลายและทำให้ Mood มีความ friendly ขึ้นมา
ผมสร้างยาดมตัวนี้ขึ้นมา ต่อยอดจากยาดมตัวแรกที่เราดีไซน์ขึ้นมาให้เป็น Mood ที่มีความ Friendly น่ารัก
เปิดกล่องออกมาก็จะมีสมุนไพรให้ แล้วก็มี Refill ให้ด้วย ส่วนตัวน้องก็จะนอนอยู่บนหญ้านุ่มๆ
ในแพ็คเกจเราวางไว้ที่หญ้าเพื่อให้รู้สึกนุ่ม น่ารัก สินค้าก็เป็นสินค้าที่ประกอบเป็นสมุนไพรข้างใน"
ตุ๊กตายาดมไม้
"Collectionต่อมาที่อยากแนะนำ เป็นยาดมตุ๊กตาไม้ เป็นเซตที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมกับครอบครัว เพื่อให้ลูกหรือครอบครัวมีกิจกรรมร่วมกัน เป็นการรังสรรค์งานศิลปะบนยาดม สามารถวาดเป็นรูปต่างๆ เช่น เป็นรูปครอบครัว ข้างในก็จะเป็นยาดมแล้วก็สอดไส้ นอกจากใช้ดมได้แล้วก็เป็นของแต่งบ้านได้ด้วย เป็นกิจกรรมดีๆในระหว่างวันได้ด้วย"
ก้านไม้หอม
ภุชงค์เล่าด้วยว่า สินค้าของเราที่มีมากขึ้นคือ ก้านไม้หอมและน้ำมันหอมระเหยแบบ Dropper
รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยสำหรับรถยนตร์
"แม้จะมีสินค้าหลากหลายมากขึ้น แต่เรายังคงคาแรคเตอร์เดิม คือคงความเป็นเซน เป็นงานไม้ งานเซรามิคที่ผลิตด้วยมือ พื้นผิว มีความเป็นงานคราฟท์ มีความเป็น Handcraftสินค้าทุกตัวสามารถเป็นของแต่งบ้านได้ เพราะเราตั้งใจให้ใช้เป็นของแต่งบ้านได้ แม้แต่ยาดมเมื่อนำไปวางไว้ตรงจุดไหนของบ้าน บ้านก็ยังสวยอยู่ ยัง Moodดีและอบอุ่นอยู่ เราต้องการพรีเซนท์สินค้าไปในแนวทางนี้"
คาเฟ่ยาดมแห่งใหม่
ถามว่าไอเดียหรือ Collection ที่คิดไว้ในอนาคต มีอะไรอีกบ้าง
ภุชงค์ตอบว่า "สำหรับ Collection ใหม่ ผมก็คิดเผื่อไว้สำหรับสถานที่ใหม่คือสาขาที่จะเปิดที่ศาลายา ซึ่งไม่ได้อยู่แค่ในตึกแถวแล้วทำอินทีเรีย แต่มันคือการสร้างใหม่ มีการจัดสวน มีสถาปัตยกรรมการออกแบบและบรรยากาศ ทั้งด้านนอกและด้านในถูกออกแบบไว้เพื่อให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับสินค้าทั้งหมด เป็นคาเฟ่ที่มาเพื่อการพักผ่อนและผ่อนคลาย ซึ่งเรา Present ความเป็นเซน"
"มีคลองน้ำ ล้อมรอบด้วยทุ่งนาสีเขียวขจี น่าจะเปิดช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนปีนี้และวิวแถวนั้นคือมีการปลูกข้าวทั้งปี วิวก็จะเขียวขจีตลอด บริบทรอบข้าง เชื่อมโยงกับคาเฟ่ทั้งหมด Concept จึงกลมกล่อมและ Balance ทั้งหมด"
อีกปัจจัยที่ทำให้ภุชงค์เปิดคาเฟ่แห่งใหม่ เพราะมองว่า ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ชอบมาเที่ยวบ้านเรา มักจะเที่ยวที่นอกเมือง บางคนอาจเริ่มเบื่อในเมืองแล้ว ไปมาเยอะแล้วเขาก็มักจะไปเที่ยวที่ชานเมืองกัน เราก็คิดว่าเราน่าจะ present สินค้าในรูปแบบใหม่บ้าง ไม่ใช่แค่อยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแค่ในห้าง คาเฟ่แห่งนี้คือการ present เรื่องการมาพักผ่อน ได้ experience เต็มที่ เครื่องดื่มก็ย่างเช่นชา มัทฉะ และผสมผสานความผ่อนคลายอย่างแท้จริง"
"สาเหตุที่เปิดคาเฟ่ที่ศาลายา เนื่องจากผมรู้สึกว่าเปิดคาเฟ่ตรงนี้แล้ว เรารู้สึกว่ามันยังทำได้ไม่สุด
ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ผมต้องการนำมารีโนเวท ด้านในก็ไว้แพ็คสินค้า ด้านหน้าก็ทำไว้ให้สำหรับลูกค้าที่อยากมาลองดมกลิ่น จึงรีโนเวทด้านหน้าและเปิดเป็นรูปแบบของคาเฟ่"
ภุชงค์ฝากทิ้งท้าย ก่อนจะพาเดินชมสัมผัสบรรยากาศคาเฟ่ยาดมแห่งนี้และตัวอย่างสินค้าที่จัดวางไว้ได้อย่างน่าสนใจ รวมทั้งตัวอย่างกลิ่น Inhaler ที่มีให้ลองก่อนตัดสินใจว่ากลิ่นไหน คือ 'กลิ่นที่ใช่' สำหรับคุณ
Text By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
Photo By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล, ภุชงค์ คำพิมาน, Apaul Sensory


