“กรณ์ จาติกวณิช” ผ่า 7 ปัญหา “ดาต้าเซ็นเตอร์” เผยมีปัญหาด้านธรรมาภิบาลตั้งแต่การที่ “เอกนิติ” นั่งประธานบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติควบประธานบอร์บีโอไอ สะท้อนคนกำกับกับคนอนุมัติคนเดียวกัน แถมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วถึง 42 แห่ง แต่กลับยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ และไม่มีหน่วยงานกลางเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างแท้จริง
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับยุทธศาสตร์ชาติที่กังวลใจมาตลอด การสนับสนุนการลงทุนเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนว่ารัฐบาลยังมองไม่รอบด้าน และยังมีคำถามสำคัญอีก 7 มิติที่รัฐยังตอบสังคมไม่ครบถ้วน
1 เรื่องธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล
ดร.เอกนิติ นั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดกำกับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ควบคู่กับการเป็นประธาน BOI ที่อนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาตั้งแต่ต้น กลายเป็นว่าคนกำกับกับคนอนุมัติคือคนเดียวกัน และมีคำถามว่าที่ผ่านมาเหตุใดจึงมุ่งเน้นตัวเลขการลงทุน แต่ไม่ตั้งประเด็นคำถามในเรื่องประโยชน์ของการลงทุนที่คนไทยควรได้รับ
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วถึง 42 แห่ง แต่กลับยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ และไม่มีหน่วยงานกลางเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างแท้จริง
ดังนั้น วันนี้สิ่งที่ควรรีบดำเนินการคือการสรุปข้อมูลให้ชัด ว่าไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ประเภทใด อยู่ที่ไหนบ้าง ทั้งในส่วนที่สร้างแล้ว กำลังสร้าง และที่จริงอนุมัติการสร้าง
2 ไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนและภาระของประชาชน
ภาครัฐมักอ้างว่าไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเหลือ จึงชวนดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาใช้ไฟ แต่ความเป็นจริงนี่คือความย้อนแย้งเชิงนโยบายอย่างสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลมีเป้าหมายลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การขายไฟฟ้าเพิ่มเติมให้ดาต้าเซนเตอร์จะนำไปสู่การนำเข้าก๊าซ LNG เพิ่มเติม
ซึ่งเมื่อพลังงานสะอาดในระบบไม่พอ การต้องเร่งนำเข้า LNG มารองรับโหลดไฟฟ้า 24 ชั่วโมงของเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ ยังเสี่ยงผลักภาระค่าไฟผันแปรหรือค่า Ft ไปตกอยู่กับภาคครัวเรือนและ SMEs ทั่วประเทศ
“ผมเคยเตือนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคมว่า รัฐต้องมีข้อกำหนดเรื่องแบงก์การันตี และการคิดอัตราค่าไฟเฉพาะกลุ่มที่สะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องมาร่วมแบกรับต้นทุน”
3 การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ
ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ hyperscale ใช้น้ำหล่อเย็นสูงสุดถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน หรือราว 19 ล้านลิตร เทียบเท่าปริมาณการใช้น้ำของเมืองที่มีประชากร 50,000 คน ภาพรวมทั้งประเทศ ปริมาณน้ำหล่อเย็นถูกประเมินว่าจะพุ่งขึ้นจาก 10.68 พันล้านลิตรในปี 2568 เป็น 15.62 พันล้านลิตรในปี 2573
นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ที่ย่านพระราม 9 ชายแดนฉะเชิงเทรา ชลบุรี และบ้านฉาง ระยอง ชุมชนเริ่มร้องเรียนเรื่องน้ำกันแล้ว เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เพียงแห่งเดียวใน EEC อาจดึงน้ำไปใช้ถึง 9,000 ถึง 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เทียบเท่าน้ำที่ประชาชน 36,900 คนใช้ทั้งปี ในขณะที่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนต้องการน้ำ 100 ถึง 150 ลิตรต่อต้นต่อวัน และหากขาดน้ำเพียง 3 ถึง 5 วันสวนจะเสียหายทั้งหมด เกณฑ์ใหม่ของรัฐจึงต้องบังคับเปลี่ยนไปใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงจรปิดหรือของเหลว และต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีน้ำส่วนเกินจริงก่อนจะอนุญาตให้ตอกเสาเข็ม
4 มลพิษ
ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ถูกจัดว่าเป็นโรงงานตามกฎหมาย จึงหลุดพ้นจากข้อบังคับการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA บางแห่งเลี่ยงไปจดทะเบียนเป็นโกดังสินค้าแทน นี่คือช่องว่างทางกฎหมายที่บอร์ดชุดใหม่ต้องรีบอุดและปรับปรุงกติกาโดยด่วน ก่อนที่จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบจนยากจะเยียวยา
5 อธิปไตย AI หรือ AI Sovereignty
เราพูดกันมากเรื่องการพัฒนา AI ของประเทศ ปัจจุบันไทยมี ThaiLLM แต่รันอยู่บนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ซึ่งมี GPU A100 เพียง 704 ตัว ถือเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่ากว่าชิปประมวลผลที่ Big Tech นำมาติดตั้งในดาต้าเซ็นเตอร์บนแผ่นดินเราเองเสียอีก คำถามคือเรากำลังเปิดบ้านให้เขาเข้ามาใช้ทรัพยากร แต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงทางปัญญาประดิษฐ์ของประเทศเราเองกลับล้าหลังกว่าเขาใช่หรือไม่
6 ประโยชน์และการเข้าถึงโดยผู้ประกอบการไทย
เกณฑ์ของ BOI มีการพูดถึงเรื่องการเปิดให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการไทยเข้าถึงระบบคอมพิวต์ในราคาย่อมเยา แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดโควตาที่ชัดเจน ไม่มีกรอบเวลา และไม่มีกลไกบังคับใช้ ในขณะที่โครงการถึง 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 811,000 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติไปเรียบร้อยแล้วก่อนที่เกณฑ์ส่งเสริมเหล่านี้จะมีความชัดเจนด้วยซ้ำ
7 ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเคยมีข้อสังเกตเรื่อง Moonshot AI จากจีนที่อาจใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยเพื่อเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงของ Nvidia ที่ติดข้อจำกัดด้านการส่งออก ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีมาตรการตอบสนองเรื่องการควบคุมการส่งออกชิปอย่างทันท่วงทีตั้งแต่กลางปี 2568 แต่จนถึงวันนี้ ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจนในระดับเดียวกันเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์โลก
“การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจครับ และดาต้าเซ็นเตอร์ก็จำเป็นต้องมี แต่เราจะบริหารจัดการการลงทุนอย่างไรให้คนไทยและประเทศชาติได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไทยเป็นเพียงผู้แบกรับความเสี่ยงและต้นทุนทรัพยากรแทนกลุ่มทุนข้ามชาติ”กรณ์แสดงความคิดเห็นทิ้งท้าย


