xs
xsm
sm
md
lg

บทเรียนโคลนถล่มเนปาล-ทิเบต: สัญญาณเตือนภัย ‘โคตรเขื่อนจีน’ ถล่มเอเชียใต้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โคลนตมมหาศาลที่ทะลักล้างผลาญชีวิตผู้คนนับพันและทำลายอุโมงค์โรงไฟฟ้าในลุ่มน้ำตรีศุลี ชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อปลายเดือนสิงหาคม2569 อาจถูกบันทึกว่าเป็นเพียง ‘บทนำ’ ของโศกนาฎกรรมธรรมชาติ แต่สิ่งที่ชวนให้อกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่า คือห่างออกไปทางทิศตะวันออกบนเทือกเขาหิมาลัย จีนกำลังเร่งเดินเครื่องมหาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่แพงที่สุดและอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นั่นคือ เขื่อนเมอต็อก (Medog Dam)

ด้วยงบประมาณมหาศาล 1.2 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยราว 5.5 ถึง 6.0 ล้านล้านบาท ปริมาณวัตถุระเบิดอุตสาหกรรมกว่า 2.5 แสนตัน และการขุดเจาะอุโมงค์ยักษ์ยาว 50 กิโลเมตร ทะลุหัวใจของเทือกเขาหิมาลัย รัฐบาลปักกิ่งกำลังท้าทายกฎธรณีวิทยาในพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเปราะบางและมีแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวสูงที่สุดในโลก


โศกนาฎกรรมที่เนปาลได้พิสูจน์แล้วว่า ‘หอเก็บน้ำแห่งเอเชีย’ กำลังสั่นคลอน และคำถามที่ประชาคมโลกต้องตอบในวันนี้คือ เรากำลังนับถอยหลังสู่ภัยพิบัติแบบ “ปิดตาเมินมหาตภัย” ฉบับชีวิตจริงใช่หรือไม่?”

สัญญาณเตือนภัยเชิงระบบ - ฟิสิกส์ “ระเบิดน้ำ”

แม้จุดเกิดเหตุโคลนถล่มในเนปาลและด่านจี๋หลงจะไม่ได้ตั้งอยู่ในพิกัดเดียวกับพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนเมอต็อก แต่ทั้งสองจุดมีความเชื่อมโยงเชิงระบบธรณีวิทยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานวิจัยโดย เฉิน เสี่ยวซ่ง นักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยครูแห่งปักกิ่ง ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ได้คำนวณค่าเอนโทรปี (Entropy) หรือระดับความไม่เป็นระเบียบของระบบความชื้นในดินบนที่ราบสูงทิเบต ผลการวิเคราะห์พบว่า ระบบสมดุลทางอุทกวิทยา ธารน้ำแข็ง และเสถียรภาพทางนิเวศวิทยาของ "หอเก็บน้ำแห่งเอเชีย" กำลังถดถอยและผันผวนอย่างรุนแรงจนสิ้นศตวรรษนี้ ดินที่อมน้ำจนอิ่มตัวบวกกับการละลายของธารน้ำแข็งจากสภาวะโลกร้อน
จะกระตุ้นให้เกิดภัยพิบัติทางธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่อง


ความเสี่ยงนี้ทวีคูณขึ้นเมื่อพิจารณาตำแหน่งของเขื่อนเมอต็อก ซึ่งตั้งอยู่บนแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกหิมาลัยที่ยังคงเคลื่อนตัวตลอดเวลา

ศาสตราจารย์ Brahma Chellaney ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง
ได้ชี้ผ่านบทวิเคราะห์ใน Asialink มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ว่าโครงการนี้กำลังกลายเป็น "ระเบิดน้ำ upstream" เนื่องจากเขื่อนตั้งอยู่บนพื้นที่ต่างระดับความสูงถึง 2,000 เมตร หากโครงสร้างเขื่อนเสียหายจากแผ่นดินไหว หรือเกิดปรากฏการณ์ แผ่นดินไหวจากการกักเก็บน้ำ มวลน้ำมหาศาลจะทะลักทำลายล้างพื้นที่ตอนล่างในอินเดียและบังกลาเทศจนไม่อาจประเมินค่าได้

ถอดรหัส "มอนสเตอร์ทางวิศวกรรม"

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเมอต็อกบนแม่น้ำยาหลู่จั้งปู้ (ต้นน้ำแม่น้ำพรหมบุตร) ในเขตปกครองตนเองทิเบต คือมอนสเตอร์ทางวิศวกรรมอย่างแท้จริง มีกำลังการผลิตติดตั้งสูงถึง 60 กิกะวัตต์ (60,000 เมกะวัตต์) หรือใหญ่กว่าเขื่อนสามผาถึง 3 เท่า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 300,000 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี


โครงการนี้เข้าสู่เฟสการก่อสร้างและมีพิธีวางศิลาฤกษ์อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 19กรกฎาคม2025 โดยนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ของจีน และทางการจีนยกย่องโครงการนี้ว่าเป็น "โครงการแห่งศตวรรษ"

มหาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเมอต็อก สะท้อนถึงสเกลเงินทุนและทรัพยากรอันมหาศาลที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง1.2 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยราว 5.5 ถึง 6.0 ล้านล้านบาท นับเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้เงินทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเป็นงบประมาณสำหรับงานโยธาและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานมากถึงครึ่งหนึ่ง คิดเป็นมูลค่า 600,000 ล้านหยวน (ราว 2.7 ถึง 3.0 ล้านล้านบาท) ขณะที่งบประมาณเฉพาะงานเจาะระเบิดเปิดหน้าหินและอุโมงค์ลึกใต้ดินเพียงอย่างเดียว ก็มีวงเงินสูงถึง 60,000 ล้านหยวน (ราว 2.7 ถึง 3.0 แสนล้านบาท)

ด้วยชั้นหินอันซับซ้อนและข้อจำกัดทางภูมิประเทศ ไม่สามารถขนส่งเครื่องจักรเจาะอุโมงค์ขนาดใหญ่ได้เต็มประสิทธิภาพ งานก่อสร้างจึงต้องพึ่งพาการระเบิดเจาะภูเขาเป็นหลัก โครงการนี้จึงต้องใช้วัตถุระเบิดอุตสาหกรรมมากถึง 250,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าการก่อสร้างเขื่อนสามผาถึง 5 เท่า ควบคู่กับการใช้ชนวนระเบิดอิเล็กทรอนิกส์อีกกว่า 360 ล้านชิ้น โดยปักกิ่งได้วางกรอบระยะเวลาการดำเนินงานรวม10 ปี เริ่มต้นเข้าพื้นที่ก่อสร้างอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงปี2568 และมีเป้าหมายแล้วเสร็จสมบูรณ์เปิดใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2576


เบื้องหลังอภิมหาโครงการนี้คือ เครือข่ายกลุ่มทุนและรัฐวิสาหกิจจีน เช่น PowerChina และ China Energy Engineering Corporation (CEEC) โดยมีบริษัท Gaozheng Civil Explosives รับสิทธิ์ผูกขาดการจัดหาสารระเบิดภายในทิเบตแต่เพียงผู้เดียว พร้อมรับเนื้อเค้กมูลค่างานระเบิดไปกว่า 30,000 ล้านหยวน (ประมาณ 1.35-1.5 แสนล้านบาท) สะท้อนว่าโครงการนี้มีแรงขับเคลื่อนทางการเมืองและทุนรัฐอย่างเข้มข้นจนยากที่จะหยุดยั้ง แม้จะมีเสียงเตือนทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีวาระซ่อนเร้นทางยุทธศาสตร์ โดยถูกวางไว้เป็น "จุดเริ่มต้นของมหาโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ" ปริมาณ 26,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อเปลี่ยนเส้นทางน้ำจากทิเบตไปเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ทะเลทรายในเขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลข้ามพรมแดนไปยังอินเดียและบังกลาเทศลดลงอย่างมหาศาลในระยะยาว ควบคู่ยุทธศาสตร์การตัดเส้นทางคมนาคมทางทหารเข้าสู่พื้นที่พรมแดนติดกับอินเดีย 

เสี่ยงเกิดดินโคลน-หินถล่ม

การเตือนภัยที่น่ากลัวที่สุดไม่ได้มาจากชาติตะวันตก แต่มาจากนักวิทยาศาสตร์จีนเอง โดยผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sedimentary Geology and Tethyan Geology ของจีนได้ตรวจสอบและระบุอย่างชัดเจนว่า ชั้นหินและดินบริเวณพื้นที่สร้างเขื่อนเมอต็อกมี "โครงสร้างหลวมและมีแรงยึดเกาะต่ำ" ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดดินโคลนและหินถล่มขนาดใหญ่ลงสู่อ่างเก็บน้ำทันทีหากเกิดแรงสั่นสะเทือน


บทวิเคราะห์ของศาสตราจารย์ Brahma Chellaney ใน Asialink ตีแผ่ว่า จีนกำลังสถาปนาความเป็น "ผู้ครองอำนาจเหนือสายน้ำ" โดยใช้อ่างเก็บน้ำเป็นอาวุธทางอุทกวิทยาในสภาวะปกติ ปักกิ่งสามารถกักน้ำเพื่อสร้างความแห้งแล้งแก่การเกษตรตอนล่าง หรือในสภาวะตึงเครียดทางการเมือง ก็สามารถปล่อยน้ำปริมาณมหาศาลเพื่อสร้างอุทกภัยเทียมในอินเดียและบังกลาเทศ ทั้งหมดนี้ดำเนินไปท่ามกลาง "ภาวะขาดแคลนข้อมูลเชิงวิศวกรรมที่โปร่งใส" เนื่องจากจีนปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลการออกแบบเขื่อนหรือแชร์ข้อมูลอุทกวิทยาแบบเรียลไทม์แก่ประเทศเพื่อนบ้าน

สงครามเขื่อนกับหายนะข้ามพรมแดน

โครงการนี้จุดกระแสความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงในอินเดีย Pema Khandu มุขมนตรีรัฐอรุณาจัลประเทศ ออกมาเตือนว่าเขื่อนแห่งนี้คือ "ภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ" ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ได้ยื่นเรื่องคัดค้านต่อรัฐบาลจีนอย่างเป็นทางการเพื่อปกป้องสิทธิของประเทศตอนล่าง

ทางด้านสิ่งแวดล้อม ศาสตราจารย์ Robert Wasson นักธรณีสัณฐานวิทยา ชี้ว่าการกัดเซาะตามธรรมชาติในแคนยอนทิเบตคือแหล่งกำเนิดตะกอนสารอาหารสูงถึง45% ของแม่น้ำพรหมบุตร การสร้างเขื่อนกักดักตะกอนกะทันหันจะทำให้พื้นที่เกษตรกรรมและประมงตอนล่างสูญเสียความสมบูรณ์ ตะกอนที่หายไปจะส่งผลให้ชายฝั่งถูกกัดเซาะอย่างหนัก และเร่งให้พื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำในบังกลาเทศจมอยู่ใต้น้ำทะเลเร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้ ไบรอัน ไอเลอร์ ผู้อำนวยการสถาบัน Stimson Center สหรัฐฯ ยังชี้ว่าเขื่อนเมอต็อกจะกลายเป็นอุปสรรคถาวรที่ปิดกั้นการเดินทางของฝูงปลาและตัดขาดการไหลของตะกอนดินอุดมสมบูรณ์ลงสู่ตอนล่าง


ขณะที่ เทมปา กยัลต์เซน ซัมลา จากสถาบันนโยบายทิเบต เตือนถึงหายนะทางวัฒนธรรมว่า อ่างเก็บน้ำจะจมชุมชนดั้งเดิมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมทิเบต ผลักดันให้ชาวบ้านต้องละทิ้งถิ่นฐานโบราณ พร้อมๆ กับการทะลักเข้ามาของแรงงานชาวจีนฮั่นจำนวนมหาศาล ซึ่งเข้ามากระทบต่อโครงสร้างประชากรศาสตร์ในทิเบตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แรงกดดันจาก'ระเบิดเวลาทางน้ำ' ของปักกิ่ง ได้บีบให้อินเดียต้องวางแผนตั้งรับด้วยการเตรียมสร้างเขื่อนยักษ์ของตนเองบoแม่น้ำพรหมบุตรเพื่อสำรองน้ำและคานอำนาจ สะท้อนให้เห็นว่ามหาโครงการเขื่อนเมอต็อก ไม่เพียงแต่สร้างความเปราะบางทางนิเวศวิทยา แต่กำลังจุดชนวน'สงครามแย่งชิงและกักเก็บน้ำข้ามพรมแดน' ที่เร่งให้เกิดการแข่งขันสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางอุทกวิทยาในเทือกเขาหิมาลัยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

โศกนาฎกรรมโคลนถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบตในเดือนสิงหาคม 2569 คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าธรรมชาติบนเทือกเขาหิมาลัยกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด การที่จีนยังคงทุ่มงบประมาณนับล้านล้านหยวน เพื่อเอาชนะธรรมชาติบนพื้นที่รอยเลื่อนแผ่นดินไหวจึงไม่ต่างอะไรจากการแขวน “ชนวนระเบิดน้ำขนาดใหญ่” ไว้เหนือหัวประชากรนับร้อยล้านคน แล้วชาวโลกจะร่วมกันหยุดยั้งสภาวะ ‘ปิดตาเมินมหันตภัย’ ก่อนที่ "ระเบิดน้ำupstream" ลูกนี้จะพังทลายลงมาเป็นหายนะได้อย่างไร?.