กทม. ร่วมกับกระทรวงพลังงานสั่งชะลออนุมัติ Data Center รายใหม่กลางกรุง เร่งตรวจเข้มการกักตุนน้ำมันสำรองย่านพระราม 9 พร้อมปรับเกณฑ์ผังเมืองและ EIA อุดช่องโหว่กฎหมาย
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยตัวแทนจากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) การประปานครหลวง (กปน.) และตัวแทนกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกันแถลงข่าวเร่งด่วนเพื่อชี้แจงและลดข้อกังวลของสังคมกรณีการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center กลางพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่า ปัจจุบันสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศคำนิยามของ Data Center เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปรับปรุงกฎหมายผังเมือง ควบคุมอาคาร และ EIA ให้สอดรับกับบริบทเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมสั่งชะลอการออกใบอนุญาตโครงการใหม่ชั่วคราว เพื่อรอเกณฑ์การกำกับดูแลที่ชัดเจนจากบอร์ด Data Center แห่งชาติ
“โครงการขนาดใหญ่ตอนนี้ก็ต้องไม่ให้อนุญาตเพิ่มเติมนะ... ตอนนี้เรารู้ เราก็ไม่ได้อนุมัติเพิ่มเติม แล้วที่ผ่านมาก็มีการดูแลอย่างเข้มข้น...
“ครั้งแรกเราก็ชะลอทุกอย่างที่อยู่ในขบวนการ และให้แต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบเนี่ยไปตรวจสอบอย่างเข้มข้นเลยว่าจะมีปัญหาอะไร ผมคิดว่าอันนี้คือสิ่งที่จะต้องย้ำว่ามันมีคนรับผิดชอบในแต่ละเรื่องอยู่แล้ว" นายชัชชาติ กล่าว
ในการแถลงข่าวดังกล่าว นายชัชชาติได้ส่งไม้ต่อให้ ตัวแทนกระทรวงพลังงาน กระทรวงพลังงาน ขยายความมาตรการสั่งหยุดการออกใบอนุญาตคลังน้ำมันสำรองฉุกเฉินสำหรับ Data Center รายใหม่ตามนโยบายรัฐบาล โดยตัวแทนกระทรวงพลังงาน ระบุคำสั่งตรงกันว่า "ที่จะขออนุญาตใหม่ไม่อนุญาตนะคะ... ใครจะมาขอคลังน้ำมันเพื่อการสำรองปั่นไฟฉุกเฉินสำหรับ Data Center หยุดไว้ก่อนเช่นกัน เพราะเรากำลังมีบอร์ด Data Center ที่กำลังกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อที่จะพิจารณาในเรื่องของการใช้น้ำ ใช้ไฟ และรวมถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม"
ในมิติของทรัพยากรและการสาธารณูปโภค ตัวแทนจากการไฟฟ้านครหลวง ชี้แจงว่า Data Center ในเขต กทม. ส่วนใหญ่ใช้ไฟราว 8 ถึง 20 เมกะวัตต์ และมีสายจ่ายไฟแยกเฉพาะ ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบไฟของประชาชน ต่างจากพื้นที่ EEC ที่ใช้สูงระดับหลายร้อยเมกะวัตต์
ขณะที่ ตัวแทนจาก กปน. ระบุว่าใช้น้ำหล่อเย็นเฉลี่ยเพียง 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งน้อยกว่าโรงพยาบาลหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่มาก ยังไม่กระทบต่อการให้บริการน้ำประปาต่อประชาชน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือการกักเก็บน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟสำรองฉุกเฉิน 48 ชั่วโมง โดยกฎหมายเดิมกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 500,000 ลิตร หากเกินจะเข้าข่ายคลังน้ำมันซึ่งผิดผังเมืองทันที ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน และ กทม. ยืนยันว่าได้สั่งระงับการออกใบอนุญาตคลังน้ำมันเพื่อการปั่นไฟฉุกเฉินรายใหม่ทั้งหมดแล้ว
สำหรับกรณีข้อสงสัยในพื้นที่ เช่น ซอยรามคำแหง 28 พบว่าใบอนุญาตจริงอยู่ที่ 200,000 ลิตร ส่วนโครงการย่านพระราม 9 ตรวจสอบแล้วยังไม่ได้รับใบอนุญาต หากพบการลักลอบกักเก็บน้ำมันจริงจะดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ทั้งนี้ หากสรุปเนื้อหาเจาะลึก 5 ประเด็นหลัก มีดังนี้
⚡ 1) การใช้ไฟฟ้าและผลกระทบต่อประชาชน
•ขนาดการใช้ไฟ: Data Center ใน กทม. ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก-กลาง (ใช้ไฟประมาณ 20 เมกะวัตต์ (MW) ใช้งานจริงราว 8 MW) ซึ่งต่างจาก Data Center ขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC หรือต่างจังหวัดที่ใช้ไฟสูงถึงหลายร้อย MW
•ผลกระทบ:MEA ยืนยันว่ามีการแยกสายจ่ายไฟเฉพาะ ไม่กระทบกับการใช้วงไฟของประชาชน ปริมาณการใช้ไฟถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือโครงการมิกซ์ยูส
•มาตรการ: ระงับการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติมในพื้นที่ กทม. ชั่วคราว
💧 2) ทรัพยากรน้ำและระบบหล่อเย็น
•ปริมาณการใช้น้ำ: กปน. ระบุว่า Data Center ขนาดใหญ่ใน กทม. ใช้น้ำหล่อเย็นเฉลี่ยประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตร/เดือน ซึ่งน้อยกว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (20,000 ลบ.ม./เดือน) หรือห้างสรรพสินค้า (30,000–40,000 ลบ.ม./เดือน) จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการจ่ายน้ำประปาแก่ประชาชน
•การระบายน้ำเสีย:น้ำหล่อเย็นส่วนใหญ่หมุนเวียนและระเหยเป็นไอ ไม่มีการปล่อยมลพิษทางสารเคมี แต่ กทม. จะคอยตรวจวัดอุณหภูมิน้ำก่อนปล่อยลงคูคลองเพื่อป้องกันความร้อนสะสม
🛢️ 3) การกักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองฉุกเฉิน
•ข้อกำหนดสากล: Data Center จำเป็นต้องมีเครื่องปั่นไฟสำรอง 48 ชั่วโมง กรณีเกิดไฟฟ้าดับ จึงต้องมีการกักเก็บน้ำมันดีเซล
•ขีดจำกัดตามกฎหมาย:กรมธุรกิจพลังงาน กำหนดให้กักเก็บใช้เองภายในได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร หากเกินกว่านี้จะเข้าข่ายเป็น "คลังน้ำมัน" ซึ่งผิดกฎหมายผังเมือง
•สั่งชะลอใบอนุญาต:กระทรวงพลังงานและ กทม. สั่งระงับการออกใบอนุญาตคลังน้ำมันสำรองสำหรับ Data Center รายใหม่ชั่วคราว เพื่อรอ Board Data Center แห่งชาติกำหนดเกณฑ์ชัดเจน
•การตรวจสอบจุดร้องเรียน:
oรามคำแหง 28: ได้รับอนุญาตที่ 200,000 ลิตร (ไม่ถึง 400,000 ลิตรตามข่าว) หากตรวจพบว่าเก็บเกินจะถูกดำเนินคดีทันที
oพระราม 9: ยังไม่ได้รับใบอนุญาต หากลักลอบเก็บน้ำมันถือเป็นความผิดอาญา (โทษจำคุกสูงสุด 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท)
•ภาพรวมคลังน้ำมันใน กทม.:ปัจจุบันมีสถานที่กักเก็บน้ำมันเพื่อใช้ในกิจการตนเอง (รวมหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ดาต้า เซ็นเตอร์ ทั้งหมด 56 แห่ง อยู่ภายใต้การกำกับของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน
🌐 4) เหตุผลที่ Data Center ต้องตั้งอยู่ในเขตเมือง
•ลดความหน่วงสัญญาณ:ย่านเศรษฐกิจอย่างพระราม 9 มีโครงข่าย Fiber Optic หนาแน่น การตั้งอยู่ใกล้แหล่งข้อมูลช่วยลดระยะเวลาส่งผ่านข้อมูล เหมาะสำหรับระบบ AI และ Edge Computing
•ความมั่นคงของระบบ:มีโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่เสถียร และสะดวกต่อการส่งบุคลากรเข้าบำรุงรักษา
📜 5) ช่องโหว่ทางกฎหมายและการปรับปรุงผังเมือง
•ที่มาของปัญหา:เดิม Data Center เป็นเพียงส่วนหนึ่งในอาคารสำนักงาน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบเป็นอาคารเดี่ยวขนาดใหญ่ (ใน กทม. มีแบบอาคารเดี่ยว 6 แห่ง จากแบบทั่วไป 30–40 แห่ง) ทำให้กฎหมายเดิมตามไม่ทัน
•แนวทางแก้ไข: เมื่อสำนักนายกรัฐมนตรีออกคำนิยาม ของ Data Center แล้ว กทม. จะนำไปปรับปรุงกฎหมายผังเมืองการควบคุมอาคาร และการทำ EIA เฉพาะสำหรับ Data Center ในอนาคต
การแถลงข่าวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความผวาของชาวบ้านย่านพระราม 9 ที่ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อและหน่วยงานรัฐ
หลังต้องทนสูดกลิ่นน้ำมันรุนแรงต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 เดือน โดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่ 05.00-11.00 น.รวมทั้งยังพบปราบคราบน้ำมันปะปนมากับน้ำในท่อระบายน้ำสาธารณะ ส่งผลให้เกิดความหวาดหวั่นเรื่องสารเคมีและแก๊สหมักหมมที่อาจระเบิดหรือส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว
นอกจากนี้ อาคาร Data Center ดังกล่าวยังตั้งอยู่ใกล้ชิดชุมชนและโรงพยาบาล โดยที่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยผ่านกระบวนการทำประชาพิจารณ์หรือรับทราบข้อมูลโครงการมาก่อน นำไปสู่ข้อสงสัยว่าเป็นการฉวยโอกาสจดทะเบียนก่อสร้างในลักษณะ "คลังสินค้า" เพื่อหลีกเลี่ยงการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
แรงกดดันดังกล่าวยังสะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของฝ่ายสภา โดยทีมงานของ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อจี้อุดช่องโหว่ทางกฎหมาย โดยเรียกร้องให้ กทม. เร่งออกกฎหมายควบคุมอาคารตามนิยามใหม่ และปรับปรุงผังเมืองรวม กทม. เพื่อทำโซนนิ่ง ห้ามตั้ง Data Center ใกล้ชุมชนและโรงพยาบาล
นอกจากนั้น ยังเรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรฯ สั่งการให้ Data Center ต้องจัดทำ EIA และผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนสร้างเสมอ เพื่อสร้างบรรทัดฐานการลงทุนที่โปร่งใส ปกป้องคุณภาพชีวิตของคนกรุงอย่างยั่งยืน และยุติการเปิดช่องให้ทุนต่างชาติสวมรอยใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายกลางเมือง.


