“มอส “ พี่ชายฮลุน เล่าบทเรียนชีวิตลาออกจากงาน หลังเจอคำพูดผู้จัดการในวันที่สูญเสียน้อง ลั่น “วันนี้ผมเลือกครอบครัวก่อน”
วันนี้ 1 กันยายน 2569 พี่มอส พี่ชายของ "ฮลุน โซโล่" ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของ “น้อง” ในต่างประเทศ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติม โดยครอบครัวยังคงเดินหน้าประสานงานด้านคดี เอกสาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
พี่ชายของฮลุนได้โพสต์ข้อความเปิดใจถึงการตัดสินใจลาออกจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงที่น้องเสียชีวิตในต่างประเทศ ทำให้ต้องเปลี่ยนชีวิตประจำวันทั้งหมด เดินทางไปจัดการเรื่องต่างๆ ประสานหลายหน่วยงาน ติดต่อสถานทูต จัดการเอกสาร และดำเนินการทุกทางเพื่อให้น้องได้กลับบ้าน
เจ้าตัวระบุว่า ช่วงเวลาดังกล่าวแทบไม่ได้นอน เพราะต้องประสานงานทั้งเรื่องของน้องและขอความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ขณะเดียวกันก็พยายามจัดการเรื่องงานให้เรียบร้อย โดยมีการแจ้งลาเป็นลายลักษณ์อักษรและพูดคุยเรื่องระยะเวลาการลาตามขั้นตอนของบริษัท ยืนยันว่าไม่ได้ขาดงานหรือลาเกินระเบียบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เจ้าตัวได้เห็น “ทัศนคติและวิธีคิด” ของผู้จัดการคนหนึ่งอย่างชัดเจน โดยอ้างว่ามีคำพูดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เช่น “มึงเป็น ตม. เหรอ” “คุณไปแล้วจะทำอะไรได้” “เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันเหรอ” และ “ไม่มีคนอื่นทำให้เหรอ”
รวมถึงการถูกถามว่าเรื่องดังกล่าวเร่งด่วนมากน้อยเพียงใด และสามารถกลับมาทำงานก่อนได้หรือไม่ ทั้งที่เจ้าตัวกำลังอยู่ในสถานการณ์สูญเสียบุคคลในครอบครัว
พี่ชายของน้องยังเล่าด้วยว่า หลังร่างของน้องเดินทางกลับถึงบ้าน ครอบครัวเพิ่งมีโอกาสบำเพ็ญกุศลให้น้องที่บ้านเพียง 2 วัน ขณะที่ตนเองยังอยู่ในช่วงจัดการความสูญเสียและภารกิจต่างๆ แต่กลับได้รับโทรศัพท์ติดตามเรื่องการกลับไปทำงาน พร้อมคำพูดในลักษณะว่า “รู้ว่ายุ่งแล้วงานคุณล่ะ” ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้มีงานค้างหรือภารกิจใดที่ต้องเร่งรีบเป็นพิเศษ
เจ้าตัวระบุว่า ประเด็นสำคัญสำหรับตนไม่ได้อยู่เพียงว่า “พูดอะไร” แต่อยู่ที่ว่า “คิดอย่างไร” จึงสามารถพูดหรือแสดงออกกับคนที่กำลังสูญเสียคนในครอบครัวได้เช่นนั้น
“ผมไม่ได้คาดหวังว่าผู้จัดการจะต้องมาช่วยจัดการเรื่องของครอบครัวผม และไม่ได้คาดหวังสิทธิพิเศษอะไรจากองค์กร ผมเข้าใจเรื่องงาน และเข้าใจว่าผู้จัดการมีหน้าที่ต้องดูแลงานขององค์กร”
แต่ในมุมมองของเจ้าตัว การเป็นผู้จัดการหรือผู้นำในองค์กร ไม่ควรวัดเพียงความสามารถในการบริหารงานหรือทำให้คนทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่ควรสะท้อนถึงวุฒิภาวะ วิธีคิด การรู้จักแยกแยะสถานการณ์ และการให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของคนที่อยู่ตรงหน้า โดยเฉพาะในวันที่ใครคนหนึ่งกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่หนักที่สุดในชีวิต
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าตัวตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากต้องทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติลักษณะนี้ต่อไป จะสามารถอยู่กับมันได้หรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่า “ผมอยู่ไม่ได้”
หลังเสร็จสิ้นภารกิจบำเพ็ญกุศลของน้อง เจ้าตัวจึงตัดสินใจลาออกจากงาน โดยวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา กลับไปทำงานตามปกติและตั้งใจทำงานให้ครบถ้วนจนถึงสิ้นเดือน เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยที่สุด
กระทั่งวันที่ 23 ส.ค. ซึ่งเป็นวันเกิดของตัวเอง เจ้าตัวได้เปิดใจกับแม่และยายว่าไม่ไหวกับบุคคลประเภทนี้ และไม่สามารถทำงานต่อในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติดังกล่าวได้
สิ่งที่กังวลที่สุดคือกลัวแม่และยายจะเครียด เนื่องจากยังมีหน้าที่ต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัว แต่คำตอบของแม่และยายกลับทำให้รู้สึกโชคดี โดยบอกว่า
“ไม่เป็นไรลูก เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด กลับมาอยู่บ้านเราก็ได้ บ้านเราก็มีไม่ได้เช่า ข้าวเราก็มีกิน ปลาร้าก็มีอยู่ในไห ไม่ต้องคิดมาก ออกมาพักก่อน”
เจ้าตัวยอมรับว่ายังคงกังวลเรื่องอนาคต เพราะยังต้องหาเงินและดูแลครอบครัว แต่ที่ผ่านมาได้วางแผนชีวิตและการเงินมาโดยตลอด รวมถึงมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เตรียมไว้สำหรับช่วงว่างงานประมาณ 1-2 ปี หรืออาจนำไปเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ
“อย่างน้อยผมยังมีทางเลือกที่จะกลับมาอยู่บ้าน อยู่กับยาย และค่อยๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่”
สำหรับอนาคต เจ้าตัวยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินไปในทิศทางใด เนื่องจากขณะนี้ยังมีเรื่องของน้องอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องคดี เอกสาร การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และภารกิจที่ยังไม่สิ้นสุด โดยหลังจากนี้จะทุ่มเวลาและกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อจัดการเรื่องของน้องให้ดีที่สุด ส่วนอนาคตของตัวเองค่อยคิดกันอีกครั้ง
“วันนี้ผมเลือกครอบครัวก่อน”
อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวย้ำว่าไม่ได้มองว่าทุกคนในองค์กรเป็นแบบเดียวกัน และสิ่งหนึ่งที่รู้สึกเสียใจที่สุดจากการตัดสินใจลาออก คือการต้องจากเพื่อนร่วมงานที่ดีหลายคน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือ กำลังใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเพื่อนร่วมงานเหล่านั้น และยังคงเคารพและรู้สึกดีกับทุกคนเช่นเดิม
ท้ายที่สุด เจ้าตัวฝากข้อคิดถึงคนที่มีลูก มีพ่อแม่ หรือมีสมาชิกครอบครัวทำงานอยู่ในองค์กรต่างๆ ว่า ไม่มีใครรู้ว่าวันหนึ่งคนในครอบครัวจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ใด อาจต้องสูญเสียคนสำคัญโดยไม่ทันตั้งตัว ต้องเดินทางไปจัดการเรื่องสำคัญ หรือจำเป็นต้องหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวในวันที่ชีวิตกำลังพังลงมา
พร้อมตั้งคำถามว่า หากวันหนึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับลูกหรือคนในครอบครัว และพวกเขากลับมาเล่าว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไรในวันที่กำลังสูญเสีย คนเป็นพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร
เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เขียนเรื่องดังกล่าวเพื่อเรียกร้องความสงสาร หรือให้ใครไปโจมตีใคร แต่ต้องการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตและฝากเป็นข้อคิดว่า
“ตำแหน่งไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้นำ”
การเป็นผู้นำไม่ใช่เพียงการบริหารงาน แต่ต้องมีวุฒิภาวะ มีทัศนคติที่ดี รู้จักแยกแยะสถานการณ์ และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ลืมว่า คนที่อยู่ภายใต้การบริหารก็เป็น “มนุษย์” เช่นเดียวกัน
“ในวันที่ครอบครัวของใครสักคนกำลังสูญเสีย เขาอาจไม่ได้ต้องการอะไรจากองค์กรเลย เขาอาจต้องการเพียงพื้นที่เล็กๆ ให้เขาได้กลับไปจัดการชีวิตและครอบครัวของเขาก่อน”
สำหรับเจ้าตัว นี่คือบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงาน และการลาออกครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความเกลียดงาน ไม่ได้เกลียดเพื่อนร่วมงาน และไม่ได้เสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยทำงานที่นั่น แต่เป็นการเลือกกลับมาอยู่กับครอบครัว ในวันที่ครอบครัวต้องการเขามากที่สุด


