“วิกฤตด้านพลังงานถือเป็นสถานการณ์ร้ายแรงและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลจึงขอให้วุฒิสภาพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ส่วนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสมาชิกวุฒิสภา รัฐบาลจะนำไปประกอบการดำเนินงาน พร้อมยืนยันว่าจะใช้เงินกู้ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด”
นั่นคือคำกล่าวของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่แถลงต่อวุฒิสภา ประกอบการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
แต่ดูเหมือนว่า จะเป็นคำอธิบายที่ยังคงมีคำถามจากสังคม โดยมีความกังวลว่า เงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น มุ่งเน้นซื้อของ ติดตั้งอุปกรณ์ แต่ไม่มีแผนงานระดับโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยประหยัดพลังงาน และไม่มีตัวชี้วัดว่าจะลดคาร์บอนเท่าไร ลดพึ่งพา LNG แค่ไหน ขณะที่ พ.ร.ก. ยังเปิดช่องให้เงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้กับโครงการแจกเงินเช่นไทยช่วยไทยพลัสแทน หากเบิกจ่ายไม่ทันกรอบเวลาที่กำหนด
นอกจากนั้นแล้ว เมื่อเจาะลึกรายละเอียดของแผนงาน กลับพบข้อกังขาใหญ่หลวงว่าเงินมหาศาลนี้กำลังถูกนำไปใช้จัดซื้ออุปกรณ์แบบสะเปะสะปะ มากกว่าการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง
นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา พุ่งเป้าวิจารณ์วงเงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับโครงการ Smart Grid, โซลาร์รูฟท็อป และรถสาธารณะอีวี ว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่โครงการฉุกเฉินเร่งด่วน พร้อมซัดการขอเงินกู้มหาศาลโดยมีรายละเอียดเพียงน้อยนิดว่าเป็นพฤติกรรม “โลภแต่ชุ่ย” และเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดทุกโครงการ ทั้งหลักเกณฑ์ ราคากลาง คู่สัญญา และผลการประเมินต่อสาธารณะ เพื่อลบข้อสงสัยเรื่องการ “เกี้ยเซียะ” เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผู้รับเหมาหรือเครือข่ายธุรกิจพลังงาน
นอกจากนี้ การตั้งเป้าติดโซลาร์เซลล์ 5 แสนถึง 1 ล้านหลังคาเรือนและเปลี่ยนรถอีวีต้องใช้เวลานานหลายปี จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งกู้เงินทั้งก้อนมาดองไว้ อีกทั้งการนำรายจ่ายปกติมาใส่ใน พ.ร.ก. กู้เงินพิเศษ ยังเสี่ยงดันหนี้สาธารณะเข้าใกล้เพดาน 70% ซึ่งเป็นการลดพื้นที่ทางการคลังในการรับมือวิกฤตอนาคต พร้อมเปรียบเปรยอย่างเจ็บแสบว่า เปรียบเสมือนบ้านเรากำลังถังแตก จึงไม่ควร “รูดบัตรเครดิตใบสุดท้ายที่ใกล้เต็มวงเงิน เพื่อติดโซลาร์เซลล์บนหลังคา” แต่ควรดึงเอกชนและการไฟฟ้ามาร่วมลงทุนแทน
สอดคล้องกับมุมมองของ นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด ที่แสดงความห่วงใยว่า เงินกู้ก้อนนี้อาจถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่าเนื่องจากขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุและสร้างปัญหาใหม่ไม่รู้จบจนกลายเป็น “ลิงพันแห”
นายอิศเรศ เสนอว่า การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อหลุดพ้นจากกลุ่มทุนใหญ่ต้องเริ่มจากการกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องและโปร่งใส โดยเสนอให้รัฐบาลกำหนดราคากลางการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของหน่วยงานภาครัฐเป็นเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน และจัดทำระบบ “Approved Vendor List” เพื่อขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการที่ได้มาตรฐาน ป้องกันปัญหาคุณภาพอุปกรณ์และการทุจริตเชิงนโยบาย
นำเข้าโซลาร์ฯ เสี่ยงขาดดุลจีน 4 หมื่นล้าน
สันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย นำเสนอข้อมูลจากการสำรวจการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานว่ากระจายไปอย่างน้อย 5 กระทรวงคือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตร และกระทรวงการคลัง และมีข้อสังเกตว่าเป็นความซ้ำซ้อนกับการใช้งบประมาณประจำปี เพราะในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ก็มีโครงการการใช้งบประมาณที่มีรูปแบบไม่แตกต่างกัน
เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งงบประมาณโครงการประปาโซลาร์ในร่างงบปี 2570 เอาไว้อยู่แล้ว หรือกระทรวงการคลังที่ก็มีงบประมาณในโครงการเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2567-2570) อยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีคำถามกับความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้ากว่า 40,000 ล้านบาท จากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์จากจีน เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะใช้งบเงินกู้ 2 แสนล้านนั้น เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานแสงอาทิตย์ โดยที่โครงการทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีคำอธิบายไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านโดยลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การวางโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน
ตัวชี้วัดเงินกู้ 2 แสนล้านต้องแลกกับอะไร
ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เป้าหมายในการกู้เงินสองแสนล้านบาทครั้งนี้ควรเป็นการป้องกันมากกว่าการบรรเทาปัญหา ซึ่งวงจรการเกิดวิกฤติพลังงานมักจะเกิดขึ้นทุก 8-10 ปี แต่ประเทศไทยมักใช้วิธีบรรเทาปัญหา แทนที่จะป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
ศุภโชติตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของโครงการด้านพลังงานที่อยู่ในงบประมาณเงินกู้สองแสนล้านบาท เนื่องจากพบว่า มีหลายโครงการที่ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ พร้อมยกตัวอย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมชลประทานที่ของบฯ 20,000 ล้านบาท เมื่อถามว่าเอาไปทำอะไรก็บอกว่ายังไม่มีรายละเอียดโครงการ มีแต่ชื่อและยอดเงิน แต่รายละเอียดโครงการยังไม่มีเลย นี่คือความไม่ชัดเจนของหน่วยงาน เราจะเห็นถึงความกระจัดกระจาย ความสะเปะสะปะในการทำโครงการขึ้นมาเพื่อขอเงินกู้ก้อนนี้”
ศุภโชติเสนอว่า ตั้งคำถามกับโครงการต่างๆ ว่า มีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน อยากให้รัฐบาลมองไปที่ตัวชี้วัดว่าถ้าใช้เงินสองแสนล้านบาทเข้าระบบแล้วจะได้อะไรคืนกลับมา ควรมีตัวชี้วัดที่ดีเพื่อให้การใช้เงินและการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด
นอกจากนี้ ศุภโชติยังตั้งข้อสังเกตว่า หากใช้งบ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่หมด ก็อาจจะมีการโยกมาใช้กับโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟสต่อไปก็ได้ เพราะกระทรวงการคลังให้ข้อมูลว่า หากมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 3 เกิดขึ้น จะต้องใช้เงินเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากเงินเหลือจากเงินกู้สองแสนล้านก้อนแรก 25,000 ล้านบาท แต่ยังต้องการอีก 25,000 ล้านบาท ที่อาจจะเอามาจากงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เหลือได้
ขณะที่ “นายศุภโชค ศาลากิจ” สว. ในฐานะประธาน กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา เรียกร้องให้รัฐบาลประเมินผลการใช้เงินทั้งด้านคุณภาพชีวิตประชาชน สภาพคล่องของผู้ประกอบการ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกำชับแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ต้องคัดเลือกโครงการที่เกิดประโยชน์จริง กำหนดราคากลางเหมาะสม ป้องกันส่วนต่างและการทุจริต รวมถึงเลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและรับประกันถึงจุดคุ้มทุน
พร้อมเตือนว่าหากประชาชนพบว่า “กู้มาให้คนโกง” ย่อมเกิดความไม่พอใจ พร้อมฝากรัฐบาล “ต้องท่องไว้ว่า จะไม่ยอมเสียค่าโง่ให้ใครอีกแล้ว” แต่หากบริหารเงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้ดี ก็สามารถเป็นเครื่องมือสร้างศรัทธาให้รัฐบาลได้เช่นกัน
เป้าโซลาร์ล้านหลังคาปี 2570 เป็นไปไม่ได้
ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด ชี้ว่า เป้าหมายที่จะสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน (ประมาณ 5,000 MW) ให้เสร็จภายในปี 2570 ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เนื่องจากตลาดกำลังเผชิญปัญหาอุปทานขาดแคลน โดยเฉพาะ “อินเวอร์เตอร์” (Inverter) ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเจอปัญหาขีดความสามารถที่มีช่างติดตั้งทั่วประเทศไม่เพียงพอ ต่อการติดตั้งวันละ 2,800 หลังคาเรือน ซึ่งเป็นไปไม่ได้
“1 ล้านหลังคาเรือนไม่น่าเป็นไปได้ ผมได้คุยกับบริษัทผลิต Inverter เขาไม่ได้มีของมากขนาดนั้น ปีนี้ประเทศไทยมีการติดโซลาร์ 700 MW แต่จากโครงการนี้ 1 ล้านหลังคา คือประมาณ 5,000 MW สต๊อกมีไม่ถึงแน่นอน หากเราจะติด 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เราต้องติดวันละประมาณ 2,800 หลังคาเรือน เราจะมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาขนานไฟพอไหมวันละ 2,800 หลัง ไม่มีทาง ผมให้เต็มที่ 200,000-250,000 ครัวเรือน”
นอกจากนี้ หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน หรือระบบแบตเตอรี่ จะยิ่งซ้ำเติมปรากฏการณ์ California’s duck curve ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลักต้องหยุดเดินเครื่องช่วงกลางวัน แต่ประชาชนที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ต้องมาร่วมแบกรับภาระต้นทุนค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ในช่วงค่ำ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากเป้าหมายโซลาร์รูฟท็อปทำไม่ทัน งบประมาณอาจจะถูกหว่านไปจัดซื้ออุปกรณ์ปลีกย่อย เช่น ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถเมล์ EV หรือเสาไฟโซลาร์เซลล์ ซึ่งเสี่ยงต่อการล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง มากกว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน
ตรีรัตน์เสนอว่า แทนที่รัฐบาลจะมุ่งกู้เงินมาจัดซื้อครุภัณฑ์ รัฐบาลควรนำงบประมาณไปปรับโครงสร้างพื้นฐานและคิดเรื่องแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เช่น การเจรจาปลดระวางหรือแก้ไขสัญญาโรงไฟฟ้าเก่าที่รับซื้อในราคาแพง ตลอดจนเปิดเสรีระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access / TPA) เพื่อลดการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจ และการบูรณาการข้อมูลผ่านผู้ควบคุมระบบโครงข่าย (System Operator: SO)


