xs
xsm
sm
md
lg

แกะรอย “เส้นทางฮุมมุส” ยุทธการยึดเมืองท่องเที่ยวระดับโลกของยิว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แกะรอย “เส้นทางฮุมมุส” ยุทธการยึดเมืองท่องเที่ยวโลก! บทเรียนศรีลังกาต้านชาบัดเถื่อน แฉไทยถูกตั้งเป็นเมือหลวงการเงิน-อสังหาฯ ของทุนยิวใน SEA

ปรากฏการณ์สถาปนา "อาณาจักรเงินปิด" หรือระบบนิเวศเศรษฐกิจขนาน (Parallel Economy) ของกลุ่มทุนและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลจาก “ปายโมเดล” สู่ทำเลไข่แดง กรุงเทพฯ-ป่าตอง ภูเก็ต หรือเกาะพะงัน ถือเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเชิงพฤติกรรมและวัฒนธรรมระดับโลก ที่แวดวงสังคมศาสตร์ขนานนามปรากฏการณ์นี้ว่า "Hummus Trail" หรือ เส้นทางฮุมมุส

"Hummus Trail" คือเส้นทางเคลื่อนย้ายของวัยรุ่นและอดีตทหารอิสราเอลที่เพิ่งปลดประจำการ พวกเขาออกเดินทางพำนักระยะยาวเพื่อแสวงหาพื้นที่ฟื้นฟูจิตใจ เยียวยาบาดแผลสงคราม โดยมีเป้าหมายเจาะจงไปที่เมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ค่าครองชีพต่ำ และที่สำคัญที่สุดคือการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นต้องหละหลวม เพื่อให้ง่ายต่อการแทรกซึมและสร้างรัฐซ้อนรัฐ


"มินิอิสราเอล" ปักหมุดหมายเอเชีย

ภาพสะท้อนของการกินรวบห่วงโซ่เศรษฐกิจบนเส้นทาง Hummus Trail ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ มีรูปแบบการรุกคืบที่แทบจะก๊อปปี้พิมพ์เขียวเดียวกันมาวาง:

•อินเดีย (หุบเขาปารวตี/ กาซอล/ โกอา): นี่คือ “มินิอิสราเอล” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก หุบเขาในรัฐหิมาจัลประเทศถูกเปลี่ยนสภาพเป็นชุมชนพำนักยาว ป้ายร้านค้าสองข้างทางกลายเป็นภาษาฮีบรูเกือบทั้งหมด เกิดระบบนิเวศปิดที่มีทั้งบ้านเช่าระยะยาว เครือข่ายอาหาร Kosher และระบบแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบสมบูรณ์แบบที่รัฐบาลอินเดียแตะไม่ถึง

oความหนักเบาเมื่อเทียบกับไทย: อินเดียหนักกว่าเรื่องการยึดพื้นที่กายภาพเชิงปริมาณ แต่ไทยหนักกว่าเชิงโครงสร้างการเงิน เพราะไทยถูกใช้เป็นฐานกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูระดับพันล้านผ่านนิติกรรมอำพราง

•ศรีลังกา (อารูกัม เบย์ & หมู่บ้านหิริเกติยา): จากเดิมที่เป็นเพียงย่านโต้คลื่นทางตะวันออก ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2569 สัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตได้ปะทุขึ้นทางตอนใต้ในหมู่บ้านชาวประมง "หิริเกติยา" ใกล้วัดเก่าแก่ศตวรรษที่ 18 อย่างวัดเววูรุกันนาลา วิหารยา เมื่อพระสงฆ์ศรีลังกากับชาวบ้านกว่า 300 คน ลุกขึ้นมาประท้วงต้านกลุ่มอดีตทหารอิสราเอล IDF ที่เข้ามาพักผ่อนหลังผ่านสนามรบในกาซา กลุ่มผู้ชุมนุมแฉแหลกว่ามีการแอบเปิดศูนย์ "ชาบัด" (Chabad) โดยไม่ได้รับอนุญาต ตั้งธุรกิจนอกกฎหมาย จ้างแรงงานชาติเดียวกันโดยไม่มีวีซ่าทำงาน กร่างใส่คนท้องถิ่น และทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวชาติอื่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด จนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องออกมารับลูกสั่งตรวจสอบการดำเนินงานที่ผิดกฎหมายทันที

oความหนักเบาเมื่อเทียบกับไทย: ศรีลังกาเดือดเชิงการประท้วงทางสังคมและศาสนาตรงๆ แต่ไทยซับซ้อนและเน่าเฟะกว่าด้วยระบบนอมินีและวิศวกรรมการเงินซ้อนหลายชั้น

•อินโดนีเซีย (บาหลี - จังกู / อูลูวาตู): แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล แต่นักท่องเที่ยวและแรงงานอิสระยุคดิจิทัล (Digital Nomad) กลุ่มนี้ใช้วิธีพลิกแพลงเข้าเมืองด้วย "หนังสือเดินทางเล่มที่สอง" (เช่น ยุโรปหรือสหรัฐฯ) เข้าไปแทรกซึมกว้านซื้อวิลล่าหรู และตั้งธุรกิจ Wellness ผ่านบริษัทนอมินีท้องถิ่นอย่างแนบเนียน

oความหนักเบาเมื่อเทียบกับไทย: ไทยหนักกว่ามาก เพราะเปิดเสรีเกินขอบเขต ชุมชนขนานเติบโตอย่างเปิดเผย และมีศูนย์กลางบริหารจัดการเงินรองรับชัดเจน

•ฟิลิปปินส์ (เซียร์เกา /เอลนิโด): แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและชุมชนโต้คลื่น กำลังถูกขยายอิทธิพลตามรอย "เกาะพะงันโมเดล" มีการตั้งธุรกิจบริการนำเที่ยว ร้านอาหาร และบ้านเช่าระยะยาวเพื่อเสิร์ฟคนภาษาฮีบรูด้วยกันเอง

•เวียดนาม (เกาะฟู้โกว๊ก / ดานัง): กลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่กำลังถูกเจาะไข่แดง มีการจัดตั้งศูนย์ Chabad เข้าไปฝังตัวเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานด้านศาสนาและเครือข่ายอาหาร รองรับกลุ่มทุนที่จะตามมาในอนาคต

oความหนักเบาเมื่อเทียบกับไทย: เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์-เวียดนาม นับว่าไทยเดินหน้าไปไกลกว่ามากและเป็นต้นแบบเชิงลบที่ถลำลึกไปถึงขั้นเป็นศูนย์กลางบริหารจัดการเงินและย้ายถิ่นฐานแบบครอบครัว


เครือข่ายข้ามทวีป: ละตินอเมริกากับรอยร้าวทางวัฒนธรรม

เครือข่าย Hummus Trail ไม่ได้หยุดแค่ในเอเชีย แต่ยังฝังรากลึกในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลักของการเดินทางเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังสงคราม:

•กัวเตมาลา (ซานเปโดรลาลากูนา): เมืองริมทะเลสาบอาติตลัน ที่ถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นฐานที่มั่นเฉพาะกลุ่มชาวอิสราเอลขนาดใหญ่ ร้านค้า โฮสเทล และป้ายประกาศถูกยึดครองด้วยภาษาฮีบรู การสร้างชุมชนปิดที่แข็งกร้าว ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงกับผู้นำชุมชนท้องถิ่นในประเด็นการไม่เคารพวิถีชีวิตดั้งเดิม

•เปรู (กุสโก & วารัซ): ศูนย์กลางการเดินป่า ถูกแทรกแซงโดยอดีตนักท่องเที่ยวที่ผันตัวมาย้ายถิ่นฐานถาวร เปิดเอเจนซีทัวร์ โฮสเทล และร้านอาหารเฉพาะกลุ่มแบบครบวงจร

•โคลอมเบีย (ตากังกา & เมเดยิน): เมืองท่องเที่ยวชายหาดและเมืองใหญ่ กลายเป็นฮับนัดพบของวัยรุ่นอิสราเอล มีการสร้างเครือข่ายที่พักและกิจกรรมบันเทิงเฉพาะกลุ่มที่คนนอกหมดสิทธิ์เข้าถึง

oความหนักเบาเมื่อเทียบกับไทย: ละตินอเมริกาหนักเชิงรอยร้าวทางวัฒนธรรม แต่ไทยหนักเชิงการสูญเสียอธิปไตยทางภาษีและอสังหาริมทรัพย์


4 ปัจจัยร่วม - 3 ดรรชนีชี้วัดวิกฤตของไทย

หากเจาะลึกเชิงโครงสร้าง การเลือกตั้งทำเลอาณาจักรเศรษฐกิจซ้อนรัฐของชาวอิสราเอลในทุกมุมโลก มีปัจจัยร่วม 4 ประการที่ขบวนการนี้ใช้ประเมินความคุ้มค่า นั่นคือ

•ช่องโหว่กฎหมายและอิสรภาพเหนือกฎเกณฑ์: ต้องเป็นเมืองท่องเที่ยวชายขอบ หรือพื้นที่เกาะที่อำนาจรัฐส่วนกลางเข้าไม่ถึง หรือเจ้าหน้าที่ซื้อได้ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้นอมินีและการทำธุรกิจนอกระบบ

•พื้นที่ซับน้ำตาจากสงคราม: ต้องเป็นทำเลที่มีธรรมชาติเยียวยาจิตใจ เช่น ภูเขา, ทะเล เพื่อตอบสนองการสลัดความเครียดและอาการภาวะผิดปกติทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรงในสมรภูมิ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งอดีตทหารและพลเรือนอย่างรุนแรง

•โครงสร้างพื้นฐานทางความเชื่อ: มีการส่งศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมเข้ามาเป็น "หัวหอก" ปักหมุดล่วงหน้า เพื่อการันตีว่าคนของเขาจะมีเครือข่ายอาหารและระบบรักษาความปลอดภัยรองรับ

•ส่วนต่างของความเหลื่อมล้ำ: เลือกประเทศที่ค่าครองชีพต่ำกว่าอิสราเอลอย่างมหาศาล เพื่อให้เงินเก็บจากการเป็นทหารสามารถนำมาใช้ชีวิตแบบราชา กว้านเช่าและซื้ออสังหาริมทรัพย์ตัดหน้าคนท้องถิ่นได้อย่างง่ายดาย

ทว่า เมื่อเอ็กซเรย์ลงลึก ประเทศไทยกลับเผชิญวิกฤตหนักหน่วงที่สุดด้วย 3 ดรรชนีชี้ชัด:

•1. ระดับความซับซ้อนทางการเงิน: ในประเทศอื่นๆ บนเส้นทางฮุมมุส ปัญหาหยุดอยู่แค่การเปิดร้านอาหาร โฮสเทล หรือการแลกเปลี่ยนเงินสดนอกระบบ แต่ในประเทศไทย ปัญหาถูกยกระดับเป็น "วิศวกรรมการเงินข้ามชาติ" มีการใช้มูลนิธิ 501(c)(3) ในสหรัฐฯ เป็นท่อส่งเงินล่องหนกว่า 24.33 ล้านดอลลาร์ (800–1,000 ล้านบาท) และแปลงสภาพเป็นเงินกู้ระยะยาวต่างชาติซุกในบริษัทนอมินีกว่า 713 ล้านบาท โดยมีกรรมการคนเดียวนั่งบริหาร 28 บริษัท เพื่อสูบเงินออกในรูปดอกเบี้ยโดยที่รัฐไทยไม่ได้ภาษีสักบาท

•2. มูลค่าและการยึดครองอสังหาริมทรัพย์: ประเทศอย่างอินเดีย ศรีลังกา หรือกัวเตมาลา ส่วนใหญ่เป็นการเช่าพื้นที่ทำธุรกิจระดับรายย่อย แต่ในไทย เช่น ภูเก็ต พะงัน สมุย เกิดการกว้านซื้อพูลวิลล่า คอนโดมิเนียม และที่ดินทำเลทองระดับพรีเมียม ผ่านนิติกรรมอำพราง พร้อมทำการตลาดภาษาฮีบรูการันตีผลตอบแทน 6–10% และโอนเงินผ่านระบบคริปโตเคอเรนซี่/บัญชีนอกประเทศ

•3. การแทรกซึมและช่องโหว่ของอำนาจรัฐ: ในศรีลังกา สภาเมืองและตำรวจท้องถิ่นเข้าตรวจสอบทันทีเมื่อประชาชนประท้วง แต่ในประเทศไทย ระบบราชการเกิดสภาวะ "เงินง้างได้ทุกข้อจำกัด" มีการใช้นอมินีระดับ รปภ. เงินเดือน 14,000 บาท และการสวมสิทธิ "บัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 8" ถือหุ้นแทนในบริษัทเสี่ยงสูงนับพันแห่ง โดยเจ้าหน้าที่รัฐเลือกที่จะเกียร์ว่าง ปล่อยปัญหาลุกลามกว่าจะกวาดล้าง

บทเรียนจากศรีลังกาที่พุทธศาสนิกชนและพระสงฆ์ต้องลงถนนประท้วงต่อต้านการเข้ามาพักอาศัยอยู่ของนักท่องเที่ยวอิสราเอล คือการย้ำเตือนอีกครั้งว่า "ไทยอย่านิ่งเฉย!" เพราะพฤติการณ์เปิดชาบัดเถื่อน การตั้งธุรกิจนอมินีอำพราง และการกร่างข่มขู่คนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในศรีลังกา คือภาพสะท้อนเดียวกันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ปาย พะงัน และภูเก็ต

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบความหนักเบาของปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศบนเส้นทางฮุมมุส ประเทศไทยยังถูกวางโครงข่ายให้เป็น "เมืองหลวงทางการเงินและอสังหาริมทรัพย์" ของเส้นทาง Hummus Trail ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่งผลกระทบกัดเซาะอธิปไตยทางเศรษฐกิจรุนแรงที่สุด

คำถามสำคัญที่ต้องส่งตรงถึงรัฐบาลไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็คือรัฐบาลไทยจะยังคงกอดนโยบายเกรงใจต่างชาติตามคำอ้าง Soft Diplomacy หรือ “การทูตแบบผ่อนปรนไร้กระดูกสันหลัง” ปล่อยให้ "เงินง้างได้ทุกข้อจำกัด" ต่อไปอีกหรือ?.