xs
xsm
sm
md
lg

ถอดสลักปฏิรูปราชการ EP.2: ลดคนงบไม่ลด! แฉช่องโหว่เอาท์ซอร์สฟันเงินทอน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ชำแหละมติ ครม. ลดข้าราชการ 30,000 อัตรา ซุกงบ "จ้างเหมาบริการ" สถาปนาศักดินา 2 ชนชั้น กดทับแรงงานเงา 1.28 ล้านคน พร้อมแฉวงจรเงินทอนและพนักงานผี

ซีรี่ย์ ถอดสลักปฏิรูปราชการ EP.2 (จบ) ลดคนงบไม่ลด! แฉช่องโหว่ เอาท์ซอสบูม ใต้โต๊ะเบ่งบาน

มติคณะรัฐมนตรีที่หมายมั่นจะหั่นงบประมาณรายจ่ายประจำลงให้เหลือ 30% ด้วยการตั้งเป้าแช่แข็งและลดข้าราชการประจำ 30,000 อัตรา กำลังสร้างภาพลวงตาทางการคลังให้สังคมเข้าใจผิดว่ารัฐข้าราชการจะเล็กลงและประหยัดเงินภาษีมหาศาล แต่เมื่อชำแหละถึงโครงสร้างงบแผ่นดิน จะพบว่าการลดอัตราข้าราชการเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ แต่เงินภาษีที่จ่ายโป่งพองเท่าเดิม โดยการโยกไปซุกไว้ในกระเป๋าใบใหม่ นั่นคือ “จ้างเหมาบริการ” เปิดทางให้ “วงจรเอาท์ซอร์ส” เบ่งบาน และกลายเป็นขุมทรัพย์เงินทอนแสนล้านบาทหวานอร่อย

เล่นกลโยกย้ายกระเป๋าเงิน

เหตุใดการลดข้าราชการประจำ 30,000 อัตรา จึงไม่ได้ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินจริง? คำตอบง่ายๆ คือ เพราะรัฐบาล "ลดคน แต่ไม่ยอมลดงาน"


กล่าวคือ เมื่อสั่งแช่แข็งไม่ให้บรรจุข้าราชการประจำใหม่ ทางออกของส่วนราชการต่างๆ จึงเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจเลี่ยงไปทำสัญญาจ้างเหมาบริการ ดึงคนนอกเข้ามาทำงานแทน

ผลลัพธ์ทางบัญชีงบประมาณจึงเป็นเพียงละครตบตา นั่นเพราะว่า งบบุคลากร ซึ่งเป็นหน้าฉาก ตัวเลขข้าราชการประจำลดลง งบเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการใหม่ดูเหมือนจะถูกควบคุมได้ตามภาพที่ ก.พ. และ ก.พ.ร. นำเสนอ

ทว่า งบดำเนินงาน ที่เป็นหลังฉาก กลับปรากฏว่า เงินภาษีกลับถูกโยกไปเบิกจ่ายซุกซ่อนอยู่ในหมวด "งบดำเนินงาน" (ค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ) ผ่านสัญญาจัดซื้อจัดจ้างเพื่อจ่ายเป็นค่าเอาท์ซอร์ส

เมื่อนำงบประมาณทั้งสองกระเป๋ามารวมกัน งบประมาณรายจ่ายประจำที่แบกรับโครงสร้างภาครัฐราว 70% จึงยังคงโป่งพองและเทอะทะเท่าเดิม ไม่ได้ประหยัดลงเลยแม้แต่บาทเดียว

รัฐราชการ 2 ชนชั้น ฝังลึก

ความแยบยลของการย้ายกระเป๋าจ่ายทางบัญชี ได้สถาปนา "ระบบรัฐราชการ 2 ชนชั้น" ให้หยั่งรากลึกในสังคมไทยอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านการกระจายสิทธิและงบประมาณที่เหลื่อมล้ำสุดขั้ว โดยเมื่อตรวจสอบจาก รายงานสถิติกำลังพลภาครัฐ โดย สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) จะพบโครงสร้างกำลังคนภาครัฐรวมทั้งสิ้น 3,037,803 คน

กลุ่มแรกคือ กลุ่มข้าราชการประจำ 1.76 ล้านคน

ข้าราชการประจำกลุ่มนี้ใช้งบประมาณแผ่นดินก้อนใหญ่ที่สุดสูงถึง 1.15 – 1.20 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงบรายจ่ายประจำรวม โดยสามารถแจกแจงออกมาได้ดังนี้

1.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สังกัด ศธ. และ อว.): 40,000 คน (ครองสัดส่วนสูงสุดในระบบราชการไทย)
2.ข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงฝ่ายบริหารและปกครอง มหาดไทย, คลัง, เกษตรฯ ฯลฯ): ~410,000 คน
3.ข้าราชการทหาร (กระทรวงกลาโหม): ~360,000 – 380,000 คน
4.ข้าราชการตำรวจ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ): 213,510 คน
5.ข้าราชการพลเรือนสายสาธารณสุข (เฉพาะแพทย์และพยาบาลที่บรรจุถาวร): ~210,000 คน
6.ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท. และ กทม.): ~150,000 – 170,000 คน

ในทางกันข้าม สิ่งท้าทายความรู้สึกของสังคมที่สุด คือผลสัมฤทธิ์ของงานที่คืนกลับสู่ประชาชนมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ภายใต้การบริหารงานของสำนักงาน ก.พ. ตลอดเกือบศตวรรษ การจัดสรรกำลังคน 1.76 ล้านคน ยังเกิดสภาวะ "หัวโต ขาลีบ" อัตรากำลังถูกอนุมัติเพิ่มในตำแหน่งบริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาระดับ C9–C11 ในกระทรวงส่วนกลาง ณ กรุงเทพมหานคร จนเทอะทะ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์และอำนาจดุลพินิจในการอนุมัติ/อนุญาต แต่กลับไม่ยอมอนุมัติอัตรากำลังบรรจุถาวรแก่พยาบาลวิชาชีพ หมออนามัย และครูในโรงเรียนชนบท โดยอ้างภาระงบประมาณระยะยาว ปล่อยให้ภาระงานด่านหน้าตกอยู่กับพนักงานสัญญาจ้าง

กลุ่มที่สองคือ กลุ่มพนักงานสัญญาจ้าง 1.28 ล้านคน

คนกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 42.19 ของกำลังพลภาครัฐทั้งหมด แต่กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมกันเพียง 1.8 – 2.5 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าข้าราชการประจำถึง 4–5 เท่า ชะตากรรมของแรงงานกลุ่มนี้ต้องถูกแขวนไว้บนสัญญาจ้างปีต่อปี หรือสัญญาจ้างเหมารายเดือน ไร้บำนาญ ไร้โบนัส และไร้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ แถมต้องควักเงินตัวเองจ่ายประกันสังคมหรือใช้สิทธิบัตรทอง

เพื่อเลี่ยงการจ่ายสวัสดิการให้แรงงานเงา 1.28 ล้านคน รัฐบาลใช้นักกฎหมายภาครัฐทำ "นิติกรรมอำพราง" ผ่านช่องโหว่ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ด้วยการบิดเบือนสัญญาจ้างแรงงาน ให้กลายเป็น "สัญญาจ้างทำของ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587

รัฐบาลอ้างข้อยกเว้นใน มาตรา 4(1) แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ระบุไม่ให้บังคับใช้แก่ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าล่วงเวลา (OT) วันหยุดประเพณี ค่าชดเชยการเลิกจ้าง และปฏิเสธการจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม 5% ในฐานะนายจ้าง

ทั้งที่ในความเป็นจริง พฤติกรรมหน้างานของส่วนราชการขัดแย้งกับรูปแบบสัญญาอย่างสิ้นเชิง ลูกจ้างจ้างเหมาต้องมาสแกนนิ้วเข้า-ออกงานตามเวลาราชการ 08.30–16.30 น. ทำงานตามคำสั่งรูทีนของข้าราชการ และถูกลงโทษทางวินัยหากทำผิดกฎ ซึ่งในทางกฎหมายถือเป็นสัญญาจ้างแรงงานชัดเจน การกระทำของรัฐจึงเป็นการฟอกขาวการกดทับแรงงานอย่างบิดเบี้ยว

ขุมทรัพย์เงินทอนแสนล้าน

งบจัดซื้อจัดจ้างเอาท์ซอร์สมูลค่านับแสนล้านบาทต่อปี ไม่เพียงแต่ทำลายคุณภาพชีวิตแรงงาน แต่ยังกลายเป็น "ท่อน้ำเลี้ยงคอร์รัปชัน" ที่ตรวจสอบยากที่สุด ผ่านสมการหัก 3 ต่อ

• ต่อที่ 1 ล็อกสเปก TOR: คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างใช้อำนาจดุลพินิจเขียน TOR ล็อกคุณลักษณะเฉพาะ เพื่อให้บริษัทนอมินีหรือเอกชนในเครือข่ายข้าราชการระดับสูงเป็นผู้ชนะการประมูล

• ต่อที่ 2 หักหัวคิวและเงินทอน: สำนักงบประมาณจัดสรรงบค่าจ้างเหมาในอัตรา 15,000–18,000 บาท/คน/เดือน แต่เมื่อบริษัทเอาท์ซอร์สได้รับงบไป จะทำการหักกำไรและค่าบริหารจัดการ 15–20% พร้อมจ่าย "เงินทอนใต้โต๊ะ 10–15%" ย้อนกลับมาให้ข้าราชการผู้บริหารและคณะกรรมการตรวจรับงาน เพื่อแลกกับการตรวจรับงานง่ายๆ และการได้รับการต่อสัญญาในรอบปีถัดไป

• ต่อที่ 3 รีดเค้นแรงงานหน้างาน: เงินภาษีงวดสุดท้ายที่ตกถึงมือลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานจริง จึงถูกรีดเค้นเหลือเพียง 9,000–11,000 บาท/เดือน โดยไม่มีสวัสดิการใดๆ เหลืออยู่เลย

ซ้ำร้าย วงจรนี้ยังเปิดช่องให้เกิด "พนักงานผี" โดยบริษัทเอกชนสมรู้ร่วมคิดกับกรรมการตรวจรับงาน ยื่นเบิกงบประมาณตามสัญญากรอกเต็มจำนวน เช่น สัญญาจ้าง 100 อัตรา แต่ในพื้นที่จริงส่งคนมาทำงานเพียง 70 อัตรา ส่วนงบประมาณค่าจ้างของ 30 ตำแหน่งผีที่เหลือ จะถูกนำมาตกลงหารครึ่งแบ่งกันระหว่างเอกชนกับข้าราชการผู้ลงนามตรวจรับงาน

แผนการลดข้าราชการประจำ 30,000 อัตรา ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงไม่ใช่การปฏิรูประบบราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการคลัง แต่เป็นเพียงการ "เปิดตู้เซฟงบแผ่นดิน" ให้ร่วมกันสูบกินเงินภาษี ผ่านช่องโหว่การจ้างเหมาบริการ โดยเค้นเอาจากแรงงานและหยาดเหงื่อของคนทำงานระดับล่าง 1.28 ล้านคนอย่างเลือดเย็น.


ย้อนอ่าน >> ถอดสลักปฏิรูปราชการ EP.1 : 8 ปีลดข้าราชการ 3 หมื่นอัตรา ทำได้จริงหรือแค่คุยโม้