xs
xsm
sm
md
lg

เอไอแจกฟรีสะดุดคนแห่ลงทะเบียนวันแรกน้อยกว่าคนละครึ่ง สะท้อนโจทย์ใหญ่เรื่องความเชื่อมั่นข้อมูล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การเปิดลงทะเบียนโครงการสนับสนุนการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ฟรีของภาครัฐในวันแรก แม้จะได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนกว่า 500,000 คน แต่ตัวเลขผู้ลงทะเบียนกลับไม่ร้อนแรงเท่ากับโครงการ “คนละครึ่ง” ในช่วงเริ่มต้นที่ผ่านมา

จนเกิดข้อสังเกตุว่าทำไมมาตรการที่ถูกนำเสนอว่าเป็นการยกระดับทักษะดิจิทัลของคนไทย จึงไม่สามารถดึงดูดประชาชนได้ในระดับเดียวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยประสบความสำเร็จ

ข้อมูลล่าสุดพบว่า วันแรกของการเปิดระบบมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ AI ฟรีกว่า 500,000 ราย ฃึ่งรัฐเปิดให้ใช้ฟรีถึง5 ล้านราย
ฃึ่งการลงทะเบียนวันแรกคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10 เปอรเฃ็นต์เท่านั้น

หากย้อนหลังไปดูโครงการคนละครึ่งในอดีตสามารถดึงดูดผู้ลงทะเบียนได้เป็นหลักล้านคน และปิดจบภายในเวลาอันรวดเร็ว ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของโครงการ แต่ยังสะท้อนพฤติกรรมและความคาดหวังของประชาชนที่เปลี่ยนไป

สำหรับเหตุผลสำคัญประการแรกคือ ผลประโยชน์ที่จับต้องได้คนละครึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนเห็นผลทันที เพราะสามารถนำไปใช้ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าอุปโภคบริโภค จึงกลายเป็นแรงจูงใจโดยตรงให้ประชาชนรีบลงทะเบียน

ในทางกลับกัน โครงการ AI ฟรี แม้จะมีคุณค่าในระยะยาว แต่ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับยังเป็นเรื่องนามธรรม คนจำนวนมากยังมองว่า AI เป็นเครื่องมือเฉพาะกลุ่ม เช่น นักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ หรือผู้ประกอบการ ขณะที่ประชาชนทั่วไปจำนวนไม่น้อยยังไม่เห็นว่าการสมัครใช้งานจะช่วยลดภาระค่าครองชีพหรือเพิ่มรายได้ในทันที

อีกปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ปัจจุบันประชาชนเผชิญปัญหามิจฉาชีพออนไลน์ การหลอกลวงทางดิจิทัล และข่าวข้อมูลรั่วไหลจากทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความระแวงในการเชื่อมโยงข้อมูลส่วนตัวกับระบบดิจิทัลใหม่ ๆ
ที่สำคัญ นักวิชาการหลายคนมองประเด็นความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการว่าสิ้นเปลืองงบประมาณ ปัจจุบันมีเอไอหลายตัวที่เปิดให้ใช้ฟรี เหตุใดรัฐบาลจึงนำงบประมาณมาใช้ไม่เกิดประโยชน์ น่าจะนำงบประมาณไปพัฒนาด้านอื่นที่เกิดประโยชน์กว่านี้
ถึงแม้หน่วยงานรัฐจะยืนยันว่าระบบมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลตามมาตรฐาน แต่สำหรับประชาชนจำนวนหนึ่ง คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า ข้อมูลที่กรอกเพื่อสมัครจะถูกนำไปใช้อย่างไร ใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้บ้าง และจะมีความเสี่ยงถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์หรือไม่ ความไม่มั่นใจดังกล่าวทำให้หลายคนเลือก “รอดูสถานการณ์” มากกว่าที่จะรีบลงทะเบียนทันที

นอกจากนี้ AI ยังเผชิญปัญหาด้านการรับรู้ของสังคม คนไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจขอบเขตการใช้งานของเทคโนโลยีนี้อย่างชัดเจน หลายคนมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน ใช้งานยาก หรือเกี่ยวข้องกับคนทำงานสายเทคโนโลยีเท่านั้น ส่งผลให้แรงกระตุ้นในการสมัครต่ำกว่ามาตรการที่เกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าโดยตรง

ในอีกมุมหนึ่ง ตัวเลขลงทะเบียนวันแรก ยังอาจไม่ได้สะท้อนความล้มเหลวของโครงการ แต่สะท้อนว่ารัฐกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ คือการสร้าง “ความเชื่อมั่นดิจิทัล” ให้กับประชาชน เพราะในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลมีมูลค่าสูง ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่าข้อมูลของตนจะได้รับการคุ้มครองอย่างปลอดภัย

ในที่สุด หากภาครัฐต้องการผลักดันให้ AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย การประชาสัมพันธ์เพียงว่า “ใช้ฟรี” อาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ที่จับต้องได้ และตอบคำถามเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลอย่างโปร่งใส เพราะตราบใดที่ความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหวยังไม่ถูกคลี่คลาย ตัวเลขผู้ลงทะเบียนก็อาจเติบโตได้ช้ากว่าที่คาดหวัง แม้โครงการนั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายก็ตาม