MGR Online: อนุทินเสนอขยายความร่วมมือไทย–ออสเตรเลียให้ครอบคลุมทั้งระดับทวิภาคีและภูมิภาค พร้อมเน้นบทบาทอาเซียน สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหลายประเทศ และเชื่อมโยงจุดแข็งทางเศรษฐกิจ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17–20 สิงหาคม 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความมั่นคง นับเป็นการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี และสองประเทศจะฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570
นายอนุทินได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศที่ Lowy Institute ซึ่งเป็นคลังสมองด้านนโยบายระหว่างประเทศชั้นนำของออสเตรเลีย ที่เป็นอิสระและไม่ฝักใฝ่พรรคการเมือง ตั้งอยู่ในนครซิดนีย์ ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและนำเสนอบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการต่างประเทศ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และแนวโน้มระหว่างประเทศที่มีผลต่อออสเตรเลียและภูมิภาค
นายอนุทินเริ่มต้นการกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า การเยือนครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงพิจารณาว่าไทยและออสเตรเลียจะทำอะไรเพิ่มเติมร่วมกันในระดับทวิภาคี แต่ยังรวมถึงบทบาทของทั้งสองประเทศต่อภูมิภาคและระเบียบระหว่างประเทศที่ต่างฝ่ายต่างพึ่งพากัน
นายกฯ ไทยกล่าวถึงโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเชื่อมโยงกันมากขึ้น ขณะที่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กำลังปรับเปลี่ยนทิศทางการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน ความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลางยังส่งผลต่อราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และระบบโลจิสติกส์ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคาดการณ์ได้ยากขึ้น
“สำหรับไทยและออสเตรเลีย เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเราต่างได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปิดกว้าง มีเสถียรภาพ และคาดการณ์ได้” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินระบุว่า ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดหลักกติกาไม่อาจถูกมองว่าเป็นสิ่งที่จะดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง และความรับผิดชอบในการรักษาระบบดังกล่าวไม่ควรตกอยู่กับประเทศมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว
นายกรัฐมนตรีไทยจึงเสนอแนวทาง 3 ประการ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คือ สร้างกลไกความร่วมมือภูมิภาคและอาเซียน, ขยายทางเลือกของประเทศ และ สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและความร่วมมือทางการค้า
นายอนุทินพูดถึง การรักษา “ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์” หรือ strategic autonomy ผ่านการขยายและกระจายความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ โดยอธิบายว่า ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากประเทศอื่น หรือการวางตัวเป็นกลางในทุกประเด็น แต่หมายถึงการรักษาความสามารถในการตัดสินใจด้วยตนเอง ทำงานกับพันธมิตรที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละเรื่องตามข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ
ในด้านการค้า ไทยและออสเตรเลียมีพื้นฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ข้อตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลียมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2548 และมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี2568 อยู่ที่ประมาณ 32,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่า ขั้นต่อไปคือการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไปสู่ “หุ้นส่วนที่มีความยืดหยุ่น” โดยนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเชื่อมโยงกัน ออสเตรเลียมีศักยภาพด้านแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยี และเงินทุน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านการผลิตขั้นสูง การผลิตอาหาร ความเชื่อมโยงภายในภูมิภาค ตลอดจนอุตสาหกรรมสีเขียวและดิจิทัลที่กำลังเติบโต
นายอนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า “ไทยและออสเตรเลียอาจไม่ใช่ประเทศที่กำหนดดุลอำนาจของโลก แต่เราสามารถช่วยกำหนดได้ว่า อำนาจจะถูกใช้ในภูมิภาคของเราอย่างไร”.


