xs
xsm
sm
md
lg

กรมเชื้อเพลิงฯ วางแผนรับสัมปทานหมดอายุ ป้องกันการผลิตสะดุดซ้ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติชี้กรณีเปลี่ยนผ่านสัมปทานแหล่งปิโตรเลียม “เอราวัณ-บงกช” เป็นบทเรียนสำคัญ หลังส่งผลต่อการจัดหาก๊าซของประเทศ เดินหน้าวางแผนล่วงหน้ารับสัมปทานรุ่นต่อไปทยอยหมดอายุ ย้ำต้องรักษาความต่อเนื่องของการลงทุนและการผลิต ไม่ปล่อยให้เกิดความชะงักงัน พร้อมผลักดันแก้กฎหมายเพิ่มทางเลือกรัฐบริหารแหล่งที่ยังมีศักยภาพ

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า กรณีแหล่งเอราวัณและบงกชถือเป็น Lesson Learned สำคัญของการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียม โดยยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านในช่วงดังกล่าวมีผลต่อการจัดหาก๊าซของประเทศ และเป็นสถานการณ์ที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก

บทเรียนสำคัญคือ การบริหารแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานจำเป็นต้องตัดสินใจและเตรียมกระบวนการล่วงหน้าก่อนถึงวันสิ้นสุดสิทธิ เพราะผลจากความไม่ชัดเจนอาจเกิดขึ้น ตั้งแต่ช่วงก่อนสัมปทานหมด ผ่านการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการ ไม่ใช่รอให้สิทธิสิ้นสุดแล้วจึงเริ่มจัดการ

การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และต้องมีระยะเวลาเพียงพอสำหรับการพัฒนา ผลิต และสร้างความคุ้มค่าจากเงินลงทุน หากผู้ประกอบการเข้าสู่ช่วงท้ายสัมปทาน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถดำเนินงานต่อไปได้หรือไม่ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม เพราะระยะเวลาที่เหลืออาจไม่เพียงพอที่จะสร้างผลตอบแทนกลับมา ดังนั้น ความเสี่ยงจึงอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสัมปทานหมด หากความไม่ชัดเจนทำให้การลงทุนเพื่อรักษาหรือเพิ่มกำลังผลิตชะลอตัวลง
อีกปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาคือ หากสิทธิเดิมสิ้นสุดลงและต้องเริ่มกระบวนการพัฒนาใหม่ ยังมีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและหน่วยงานหลายแห่ง นายวรากร ยกตัวอย่างว่า การดำเนินงานอาจเกี่ยวข้องตั้งแต่การขอใช้พื้นที่ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการอนุญาตอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละกระบวนการต้องใช้เวลา

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจึงอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้กฎหมายและกระบวนการอนุญาตที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินไปอย่างสอดคล้องกัน และลดความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องในการพัฒนาแหล่ง


หนึ่งในแนวทางที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังผลักดัน คือการปรับปรุงพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้รัฐบริหารแหล่งที่สิ้นสุดกรอบเวลาสัมปทาน แต่ยังมีศักยภาพพัฒนาต่อ เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันกำหนดกรอบการขยายระยะเวลาการผลิตไว้ ทำให้รัฐมีข้อจำกัดในการบริหารแหล่งที่ยังมีทรัพยากรเหลืออยู่

นายวรากร ย้ำว่า การแก้กฎหมายไม่ได้หมายถึงการต่อสัมปทานให้ผู้ประกอบการรายเดิมโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้รัฐสามารถพิจารณาและเจรจาเงื่อนไขเพื่อประโยชน์ของประเทศ ทั้งผลประโยชน์ทางการเงิน และการเพิ่ม Local Content หรือการใช้สินค้า บริการ และผู้ประกอบการภายในประเทศมากขึ้น

สำหรับแหล่งที่ต้องเตรียมความพร้อมในระยะต่อไป นายวรากรกล่าวถึง แหล่งสินภูฮ่อม ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมองว่ายังมีศักยภาพพัฒนาต่อ และมีความสำคัญต่อการจัดหาก๊าซธรรมชาติให้โรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางพลังงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ซึ่งมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ยังมีบางพื้นที่ที่มีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติม จึงต้องพิจารณาไม่เพียงแต่กรอบเวลาของสัมปทาน แต่รวมถึงศักยภาพของทรัพยากรที่ยังเหลืออยู่ และแนวทางที่จะนำทรัพยากรดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

โจทย์สำคัญของการบริหารสัมปทานรุ่นต่อไปจึงอยู่ที่ เวลา เพราะความชัดเจนก่อนถึงวันสิ้นสุดสิทธิมีผลต่อการวางแผนลงทุน การพัฒนาแหล่ง และความต่อเนื่องของการผลิต บทเรียนจากเอราวัณและบงกชจึงไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องเลือกผู้ประกอบการเดิมหรือเปลี่ยนผู้ดำเนินการ แต่ไม่ว่าจะเลือกแนวทางใด จำเป็นต้องเตรียมกระบวนการให้พร้อมล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ช่วงเปลี่ยนผ่านกลายเป็นความเสี่ยงต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ

อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติย้ำว่า เป้าหมายคือการนำทรัพยากรปิโตรเลียมที่ประเทศไทยมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมรักษาความต่อเนื่องของการลงทุนและการผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาทรัพยากรภายในประเทศในระยะยาว