การลงพื้นที่ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะรัฐมนตรี ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อหารือแนวทางยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวและลดปัญหาความแออัดบริเวณผู้โดยสารขาเข้า สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขหนึ่งในปัญหาที่กระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยมาอย่างยาวนาน นั่นคือภาพคิวตรวจคนเข้าเมืองที่ทอดยาวจนกลายเป็นข้อร้องเรียนอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
มาตรการสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในครั้งนี้ คือการขยายการใช้งานระบบ Auto Gate ให้รองรับผู้ถือหนังสือเดินทางจาก 33 สัญชาติ เพื่อเร่งการระบายผู้โดยสารและลดภาระของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แต่หากมองลึกลงไปในเชิงโครงสร้าง คำถามสำคัญคือ รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาที่ต้นตอ หรือกำลังแก้เพียงปลายเหตุของคอขวดที่สะสมมานาน ดังนั้นการแก้ปัญหาแบบนี้อาจเรียกได้ว่า“เกาไม่ถูกทึ่คัน”
ปัจจุบันสุวรรณภูมิกลับมาเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของภูมิภาคอีกครั้ง ในช่วงเวลาเร่งด่วนมีผู้โดยสารขาเข้ามากกว่า 5,000-6,000 คนต่อชั่วโมง และในฤดูกาลท่องเที่ยวสามารถรองรับผู้โดยสารได้เกือบ 100,000 คนต่อวัน ขณะที่นโยบายฟรีวีซ่า การเปิดตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ และการผลักดันไทยเป็นฮับการท่องเที่ยว ล้วนทำให้ปริมาณผู้เดินทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่สิ่งที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน คือจำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริหารสนามบินและภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวสะท้อนตรงกันว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่จำนวนช่องตรวจหรือพื้นที่บริการ แต่อยู่ที่กำลังพลที่ไม่เพียงพอต่อปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีและขยายพื้นที่รองรับอย่างต่อเนื่อง แต่หากไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอ ระบบทั้งหมดก็ยังคงติดอยู่กับข้อจำกัดเดิม
แม้ Auto Gate จะช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบเหลือเพียงประมาณ 24-30 วินาทีต่อคน และมีประสิทธิภาพสูงกว่าการตรวจเอกสารแบบปกติ แต่ในความเป็นจริง ผู้โดยสารจำนวนมากยังไม่สามารถใช้ระบบดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหนังสือเดินทางบางประเทศ ผู้ที่ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม หรือกรณีที่ระบบไม่สามารถยืนยันตัวตนได้สมบูรณ์
นั่นหมายความว่า ต่อให้ผู้โดยสารส่วนหนึ่งถูกส่งเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ ผู้โดยสารอีกจำนวนมากก็ยังต้องรอรับบริการจากเจ้าหน้าที่ ตม. เช่นเดิม
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า หากจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น การลดภาระจากผู้โดยสารเพียงบางส่วนจะช่วยลดเวลารอคอยได้มากเพียงใด จากบทเรียนจากสนามบินชั้นนำทั่วโลกชี้ตรงกันว่า เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ แต่ไม่สามารถทดแทนกำลังคนทั้งหมดได้ โดยเฉพาะภารกิจด้านความมั่นคงชายแดนที่ยังต้องอาศัยดุลยพินิจ การสัมภาษณ์ และการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของเจ้าหน้าที่
ยิ่งไปกว่านั้น ในการใช้งานจริง Auto Gate ยังมีข้อจำกัดตั้งแต่การสแกนใบหน้าไม่ผ่าน ปัญหาการอ่านข้อมูลหนังสือเดินทาง ความขัดข้องของระบบ ไปจนถึงกรณีที่ระบบแจ้งเตือนให้ตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งท้ายที่สุดก็ยังต้องอาศัยเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการอยู่ดี
ดังนั้น การเพิ่มจำนวน Auto Gate จึงเป็นเพียงการเพิ่ม “ประสิทธิภาพของกระบวนการ” แต่ยังไม่ใช่การเพิ่ม “กำลังการให้บริการ” ของระบบทั้งหมด
ทั้งนี้หากต้องการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สิ่งที่จำเป็นอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องจักร แต่ต้องรวมถึงการจัดสรรอัตรากำลังใหม่ การเพิ่มเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลาเร่งด่วน การบริหารเวรให้สอดคล้องกับตารางบิน และการเชื่อมโยงข้อมูลผู้โดยสารล่วงหน้าเพื่อให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกมิติหนึ่งที่ถูกกล่าวในแวดวงท่องเที่ยว คือผลจากการคุมเข้มด้านความมั่นคงของภาครัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังมีการปราบปรามเครือข่ายทุนสีเทาและตรวจสอบการใช้สิทธิ Fast Track อย่างจริงจัง ซึ่งในอดีตมีการกล่าวถึงการซื้อขายสิทธิผ่านเครือข่ายเอกชนในราคาประมาณ 1,000-1,500 บาทต่อคน และมีข้อครหาว่าเกิดการแบ่งผลประโยชน์ให้กับบุคคลบางกลุ่มในระบบ
เมื่อมีการเข้มงวดมากขึ้น ขั้นตอนการคัดกรองผู้โดยสารจึงละเอียดขึ้นและใช้เวลานานขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันบริการ Fast Track ที่เคยช่วยระบายผู้โดยสารบางส่วนออกจากคิวปกติถูกจำกัดลง ทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากกลับเข้าสู่ระบบตรวจปกติ ส่งผลให้ความหนาแน่นบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายเที่ยวบินลงพร้อมกัน
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน เอกสารไม่สมบูรณ์ หรือผู้โดยสารไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาตรวจสอบเพิ่มเติมเป็นรายบุคคล ส่งผลให้กระบวนการทั้งหมดช้าลงอีกชั้นหนึ่ง
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของการแก้ปัญหาสุวรรณภูมิอาจไม่ได้วัดจากจำนวน Auto Gate ที่ติดตั้งเพิ่มขึ้น หรือจำนวนสัญชาติที่ได้รับสิทธิใช้งานระบบอัตโนมัติ แต่อยู่ที่ว่าผู้โดยสารสามารถผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้รวดเร็วเพียงใดในวันที่มีเที่ยวบินหนาแน่นที่สุด
นั่นเพราะคอขวดที่แท้จริงของสุวรรณภูมิในวันนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่เครื่องจักร หรือจำนวนช่องตรวจที่เปิดให้บริการ แต่อยู่ที่จำนวนเจ้าหน้าที่ ตม. ที่ยืนอยู่หลังช่องตรวจเหล่านั้น
สิ่งเหล่านั่นคือโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า จะเพิ่มเพียงเครื่องจักร หรือจะเพิ่ม “คน” ที่เป็นหัวใจของการระบายผู้โดยสารทั้งระบบ เพราะสุดท้ายแล้ว ประตูประเทศไทยจะรวดเร็วหรือจะล่าช้า ยังคงขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ ตม. มากกว่าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว


