xs
xsm
sm
md
lg

ผ่าหลุมดำ 6 หมื่นล้าน กองทุนอนุรักษ์พลังงาน สตง.ไม่รับรองงบ 10 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"วีระ ธีระภัทรานนท์" งัดนิติวิทยาศาสตร์ทางการเงินกระชากหน้ากากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน สตง. สะบัดหน้าไม่รับรองงบ 10 ปีซ้อน ชนวนขู่ประท้วงหน้าทำเนียบ!

ซีรีส์ ผ่า “หลุมดำ 6 หมื่นล้าน” กองทุนอนุรักษ์พลังงาน (EP.1) รีดเงินคนใช้น้ำมันถลุงเพลิน 10 ปี สตง.ไม่รับรองงบ ยังลอยนวล?

คำเพ้อเจ้อของรัฐบาลผ่านกระทรวงพลังงานที่ตอกย้ำว่า “จะดูแลประชาชนไม่ให้แบกรับภาระค่าพลังงาน และจะคืนความเป็นธรรมให้ผู้ใช้น้ำมันทุกลิตร” แท้จริงแล้ว กำลังถูกตั้งคำถามว่า เป็นเพียงคำลวงหรือไม่ อย่างไร เพราะในความเป็นจริง คนไทยยังคงต้องสู้กับวิกฤตค่าครองชีพ ยืนกุมขมับอยู่หน้าหัวจ่ายน้ำมันวันแล้ววันเล่า ด้วยน้ำมันทุกลิตรที่เติมยังคงถูกรีดเงินเทลง “หลุมดำ6 หมื่นล้าน” ของ “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ENCON Fund)” ที่มีการนำไปใช้อย่างอีลุ่ยฉุยแฉก! 

ในการซักฟอกงบประมาณแผ่นดินกลางห้องประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ได้กระชากหน้ากากระบบงบประมาณไทยด้วยยุทธวิธี“นิติวิทยาศาสตร์ทางการเงิน” งัดง้างกับเอกสารขอตั้งงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ หนึ่งในแผลฉกรรจ์ที่สุดที่ถูกลากออกมาเปิดประจานกลางสภาฯ คือ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ขุมทรัพย์เงินนอกงบประมาณที่มีสภาพคล่องและเงินสะสมจมอยู่นับ 60,000 ล้านบาท
แต่รัฐกลับยังตั้งหน้าตั้งตารีดเงินจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันผ่านหัวจ่ายเพื่อนำไปจัดสรรในลักษณะ "เบี้ยหัวแตก" ไร้ผลสัมฤทธิ์ และที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีมติ “ไม่รับรองงบการเงิน” ของกองทุนฯ ติดต่อกันยาวนานนับ10 ปี ตั้งแต่ปี 2557 จนบัดนี้ยังชำระสะสางกันไม่จบ! ถึงเวลาเลิกรีดเลือดกับปู และได้เวลาลากความจริงในแดนสนธยาออกมาตีแผ่กันเสียที 

5 วิกฤตทางบัญชี:10 ปี สตง. ไม่รับรอง

มติ“ไม่แสดงความคิดเห็น” หรือ“ไม่รับรองงบการเงิน” ที่ สตง.ส่งถึงกองทุนอนุรักษ์พลังงานฯ มาตั้งแต่ปีงบประมาณ2557 จวบจนปัจจุบัน คือการส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดว่า ระบบการเงินและสินทรัพย์ของกองทุนแห่งนี้“อยู่ในภาวะล้มละลายทางธรรมาภิบาลอย่างสิ้นเชิง” เมื่อถอดรหัสนิติวิทยาศาสตร์ทางบัญชีที่ สตง.ใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญในการปฏิเสธการรับรองงบการเงิน จะพบ5 เงื่อนงำ ดังนี้:

หนึ่ง “สินทรัพย์ล่องหน” คำนวณค่าไม่ได้:

กองทุนฯ อนุมัติเงินหลายหมื่นล้านบาทไปจัดซื้อสิ่งปลูกสร้างและอุปกรณ์ เช่น ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เสาไฟโซลาร์เซลล์ หรือโรงอบแห้งพลังงานชีวมวล ทว่า สำนักงานบริหารกองทุนฯ (สบก.) กลับ ไม่เคยจัดทำทะเบียนสินทรัพย์ที่ถูกต้อง เมื่อ สตง. ลงพื้นที่ ตรวจสอบไม่ได้ว่าอุปกรณ์ตั้งอยู่ที่ใด สินทรัพย์ตกเป็นของใคร มีตัวตนจริง หรือกลายเป็นขยะเทคโนโลยีไปแล้ว ในงบการเงินตัวเลขสินทรัพย์จึงถูกบันทึกไว้อย่างเลื่อนลอยโดยไม่สามารถคำนวณค่าเสื่อมราคาที่แท้จริงได้

สอง “ลูกหนี้เงินยืมค้างชำระ” ข้ามทศวรรษ:

กองทุนฯ มีลักษณะการจ่ายเงินอุดหนุนแบบ "จ่ายเงินงวดออกไปก่อน" ให้หน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย และ อปท. แต่เมื่อจบโครงการ ผู้รับทุนกลับ ไม่ส่งรายงานการใช้จ่ายเงินจริง และไม่ส่งคืนเงินเหลือจ่าย ฝ่ายบริหารกลับปล่อยให้ตัวเลขเงินโอนดังกล่าวค้างเติ่งอยู่ในระบบบัญชีในสถานะ "ลูกหนี้เงินยืมค้างชำระ" สะสมรวมกันหลายพันล้านบาทโดยไม่มีการติดตามเรียกคืน

สาม หลักฐานสูญหาย ใช้ “การประมาณการ” แทนจ่ายจริง:

สตง.ตรวจพบว่าโครงการจำนวนมากไม่มีใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงิน หรือเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างตามระบบe-GP มาแสดงประกอบการตัดจ่ายงบประมาณ แต่กลับลงบันทึกบัญชีรายจ่ายโดยอิงจาก "ตัวเลขในสัญญาอุดหนุน" แทนที่จะลงบันทึกจาก "ใบเสร็จรับเงินจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่" ซึ่งผิดหลักการบัญชีเกณฑ์คงค้างอย่างร้ายแรง

สี่ ระบบควบคุมภายในทางการเงินล้มเหลว:

กองทุนฯ ไม่สามารถกระทบยอดบัญชีธนาคารให้ตรงกับยอดเงินในระบบบัญชีได้ เนื่องจากมีรายการเงินโอนเข้า-ออก เงินดอกเบี้ย และเงินรับคืนตกร่อง หรือพูดง่ายๆ คือ "เช็กยอดเงินเข้า-ออกแล้วไม่ตรงปก" โดยไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเงินของโครงการใด ทั้งยังขาดระบบe-Tracking ที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทางการเงินของกรมบัญชีกลางอย่างแท้จริง

ห้า ละเว้นการบังคับใช้สัญญา-ปล่อยใช้เงินผิดวัตถุประสงค์:

หลายโครงการทำไม่เสร็จตาม TOR หรือล้มเหลว แต่ฝ่ายบริหารกลับไม่สั่งยึดหลักประกันสัญญา ไม่คิดค่าปรับ และเมื่อ สตง. ตรวจพบว่ามีการนำเงินไปใช้ผิดประเภท เช่น นำงบอนุรักษ์พลังงานไปปรับปรุงอาคารสถานที่หรือจัดซื้อยานพาหนะ ฝ่ายบริหารกลับเพิกเฉย ไม่ตั้งกรรมการสอบสวน และไม่ส่งเรื่องดำเนินคดี พฤติกรรม “ใช้งบไม่ตรงปก” 

นี้ แม้แต่ นายประจักษ์ บุญยัง อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ยังเคยระบุไว้ในรายงานการสอบบัญชีอย่างเป็นทางการว่า สตง. ไม่สามารถรับรองงบได้ เพราะเบิกจ่ายเงินไปแล้วกลับนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จากที่เสนอขอในครั้งแรก 

ขณะที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ขณะนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็กล่าวยืนยันกลางที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ (ครั้งที่1/2567) ตรงกันว่า สตง. ไม่รับรองงบการเงินมาตั้งแต่ปี2557 จริง เนื่องจากเกิดความไม่ถูกต้องในการบริหารงานและการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์สะสมมานานนับทศวรรษ!

เจาะตัวเลข10 ปี: “หลุมดำ6 หมื่นล้าน”

เมื่อเอกซเรย์ตัวเลขทางบัญชีของกองทุนอนุรักษ์พลังงานฯ ย้อนหลัง10 ปี ในช่วงเวลาที่ สตง. ไม่รับรองงบ จะพบความย้อนศรทางการเงินระหว่าง "เงินที่รีดได้จากประชาชน" "ความต้องการงบประมาณที่แห่กันยื่นขอเข้ามา" และ "วงเงินอนุมัติจริง"


หากวิเคราะห์นิติวิทยาศาสตร์ทางการเงิน สะท้อนภาพให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ ดังนี้

สะสมสภาพคล่องท่วมหัว:

ตลอด10 ปีที่ผ่านมา กองทุนฯ มีเงินไหลเข้าจากการเก็บสมทบผู้ใช้น้ำมันรวมกว่า 24,900 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินงวดสะสมก้อนใหญ่จากยุคเก็บ7–10 สตางค์/ลิตร และดอกผล ส่งผลให้กองทุนฯ มีสภาพคล่องจมคายู่สูงถึง 60,000 ล้านบาท ตามที่ อ.วีระ ธีระภัทรานนท์ ตั้งข้อสังเกตกลางสภาฯ

อนุมัติบนกระดาษ แต่เงินจมข้ามปี:

แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บอร์ดจะอนุมัติงบผูกพันตามสัญญาไปมากกว่า 45,000 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง การเบิกจ่ายจริง กลับล้มเหลว หลายโครงการทิ้งงาน ทำไม่เสร็จตาม TOR เมื่อโครงการสะดุด เงินงวดที่เหลือจึงไม่ได้ถูกโอนออกไปจริง ตัวเลขเงินจึงถูกแขวนค้างและไหลกลับเข้ากองทุนฯ หรือจมอยู่ในระบบโดยไม่ได้ตัดจ่ายเป็นรายจ่ายจริง สตง.จึงไม่สามารถรับรองงบได้เพราะกระทบยอดบัญชีธนาคารกับสินทรัพย์จริงไม่ได้เลย

มหกรรมอุปสงค์เท็จ (Artificial Demand)?:

วงเงินคำขอรับสนับสนุนที่ทะลักสูงถึงปีละ 10,000–31,000 ล้านบาท สะท้อนว่ากองทุนฯ ถูกมองเป็น"เค้กชิ้นใหญ่" ที่ส่วนราชการ อบต.และสถาบันการศึกษา แห่กันทำข้อเสนอโครงการเข้ามาลักไก่ขอเงิน

อนุมัติใช้งบไร้ทิศทาง:

ข้อกังขาของ กมธ.ยังพุ่งตรงไปที่การอนุมัติเบิกจ่าย เพราะทั้งที่ สตง.ไม่รับรองงบตั้งแต่ปี 2557 แต่บอร์ดกองทุนฯ กลับยังคงอนุมัติปล่อยเงินออกไปรวมกว่า 45,000 ล้านบาท โดยไม่สามารถตรวจสอบสินทรัพย์ย้อนหลังได้อย่างถูกต้อง! 

รู้ว่าพัง... แต่ยังเดินหน้าถลุง!

ข้ออ้างประเภท“เป็นเพราะปัญหาเชิงโครงสร้างทางกฎหมายที่มีช่องโหว่” ไม่สามารถใช้เป็น “เกราะบดบังความผิด” ของผู้บริหารและคณะกรรมการกองทุนฯ ได้อีกต่อไป เพราะนี่ไม่ใช่ความบกพร่องโดยสุจริต แต่เข้าข่าย “การกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผล” 

นั่นเพราะมีคำเตือนแล้วเตือนอีก แต่ผู้บริหารกลับเพิกเฉย ไม่คิดสะสางปัญหาให้โปร่งใส หรือตอบคำถามต่อสภาฯ และสังคมให้สิ้นกระแสความ ทั้งที่ สตง. ส่งรายงานการสอบบัญชีที่ “ไม่รับรองงบการเงิน” ให้กระทรวงพลังงานและบอร์ดกองทุนฯ รับทราบทุกปีตลอด10 ปี บอร์ดรับรู้เต็มอกว่าสินทรัพย์ล่องหน แต่กลับไม่มีใครสั่งการให้แช่แข็งงบ หรือสังคายนาบัญชีอย่างจริงจัง

และทั้งที่รู้ว่า“บ้านหลังนี้ฐานรากผุพัง” แต่คณะกรรมการกองทุนฯ ก็ยังคงอนุมัติโครงการใหม่ๆ ปีละหลายพันล้านบาท
แจกจ่ายงบประหนึ่งว่าเงินมหาศาลนับหมื่นล้านนี้เป็น“เงินไร้เจ้าของ”

ขณะเดียวกัน การฝืนอนุมัติเงินในสภาพที่ระบบควบคุมภายในล้มเหลวและบัญชีไม่ได้รับการรับรอง ถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 (มาตรา6, มาตรา63 และมาตรา 68) อย่างร้ายแรง

คำแก้ต่างฉาบฉวย... กับไพ่ประท้วงท้าชน!

ล่าสุด นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการกองทุนฯ และกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาชี้แจงแก้ข้อสงสัยหลังจากถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยพยายามอธิบายว่า อัตราจัดเก็บ 5 สตางค์/ลิตรในปัจจุบันนั้น "ลดลงมากแล้ว" (จากในอดีตที่เคยเก็บสูงถึง 7–25
สตางค์/ลิตร) ส่วนเงินสะสมหลายหมื่นล้านบาทนั้น มีข้อผูกพันและอยู่ระหว่างจัดสรรไปใช้ในโครงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและการอนุรักษ์พลังงานทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

พร้อมยกตัวอย่างว่า การจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานตั้งแต่ปี2538–2568 มีการจัดสรรทุนไปแล้ว 14,870 โครงการ วงเงิน142,306 ล้านบาท สร้างผลรวมการประหยัดพลังงานได้ประมาณ 21,287 ktoe คิดเป็นมูลค่าประมาณ 516,709 ล้านบาท ครอบคลุมโรงงาน อาคาร ภาครัฐ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษาSME และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล

นอกจากนี้ เพื่อตอบสนองต่อรายงานข้อบกพร่อง คณะกรรมการกองทุนฯ ได้ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณในปีปัจจุบัน (ปี2568–2569) ให้เข้มงวดขึ้น โดยสั่งสกัดโครงการซ้ำซ้อน ห้ามหน่วยงานที่เคยปล่อยปละละเลยอุปกรณ์เดิมขอรับทุนเพิ่ม และสั่งติดตั้งระบบ IT สำหรับติดตามสถานะโครงการและการเบิกจ่ายแบบเรียลไทม์เพื่อส่งให้ สตง. ตรวจสอบ

ทว่า คำแก้ต่างของผู้บริหารกองทุนฯ กลับไม่ได้ตอบคำถามเรื่อง "ความไม่โปร่งใสทางบัญชี10 ปี" ให้กระจ่างซ้ำยังเดินหน้ารีดเงินจากผู้ใช้น้ำมันทุกลิตรต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด!

เรื่องนี้ทำให้ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ถึงกับประกาศจุดยืนอย่างดุเดือดว่า หากภายใน 6 เดือน รัฐบาลยังไม่ยกเลิกการจัดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ดังกล่าว ตนจะออกไปนั่งประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลด้วยตนเอง โดยจะ "ไม่ชวนใครไปด้วย" เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทวงคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมัน!.

(ติดตามต่อEP.2 (จบ) : เลิกรีดเงินผู้ใช้น้ำมัน – งัด ม.157 ล้างแดนสนธยา)