xs
xsm
sm
md
lg

ศึกชิงอำนาจ กสทช. EP. 1 : เจาะกองทุน USO ขุมทรัพย์แสนล้าน... ล้วงเงินเนียนผ่านบิลมือถือ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แฉเบื้องหลังศึกร้าวบอร์ด กสทช. เกมยื้อเก้าอี้ประธานที่เชื่อมโยงถึง 'พรรคภูมิใจไทย' เจาะลึกขุมทรัพย์กองทุน กทปส./USO หมื่นล้าน ภาษีซ่อนรูปในบิลมือถือที่คนไทยต้องแบกรับ

ซีรี่ย์ ศึกชิงอำนาจ กสทช. EP. 1 : เจาะกองทุน USO ขุมทรัพย์เฉียดแสนล้าน ล้วงเงินเนียนผ่านบิลมือถือ!

“ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา กองทุน กทปส. หรือ USO สะสมเงินจากบิลโทรศัพท์ของคนไทยรวมกันทะลุหลักแสนล้านบาท และยังคงถือครองสินทรัพย์ระดับเฉียดแสนล้านบาท กลายเป็นเค้กก้อนโตให้กลุ่มทุนโทรคมนาคมและขั้วการเมืองรุมทึ้ง... เบื้องหลังความขัดแย้งในบอร์ด กสทช.จึงเปรียบเสมือนสงครามแย่งชิงอำนาจอนุมัติใช้เงินขุมทรัพย์นอกระบบงบประมาณแผ่นดินที่ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบจากสภาฯ โดยมีฉากหลังเป็นเกมการเมืองระดับชาติที่เชื่อมโยงถึง 'พรรคภูมิใจไทย' และเงาดำของกุนซือคนเดียวกัน!”

“เผือกร้อน” ในมือ “อนุทิน”

นาทีนี้ไม่มีองค์กรอิสระแห่งใดจะร้อนฉ่าเท่ากับ สำนักงาน "คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ" (กสทช.) เมื่อกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ชี้ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. แต่แทนที่ “หมอสรณ” จะยอมลุกจากไป กลับสร้างสภาวะ "สุญญากาศ" และเกมดึงเชือกยื้อเวลาในบอร์ด กสทช.

สปอตไลต์ทางการเมืองพุ่งตรงไปที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องรับบทถือ "เผือกร้อน" ในการดำเนินการทูลเกล้าฯ ให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายค้านว่า เหตุใดกระบวนการถึงยืดเยื้อผิดปกติ?

ข้อสงสัยที่ถูกเปิดแผลออกมาคือ สายสัมพันธ์ระหว่างค่ายภูมิใจไทย กับโครงข่ายอำนาจใน กสทช. เมื่อฝ่ายค้านจับสัญญาณได้ว่า เบื้องหลังการค้ำยันเก้าอี้และการวางเกมกฎหมายของประธานบอร์ด กสทช. นั้น มีการใช้บริการ "กุนซือและทีมกฎหมายชุดเดียวกัน" กับกุนซือข้างกายของตึกไทยคู่ฟ้า

การยื้อเก้าอี้ประธาน กสทช. จึงไม่ใช่แค่การปกป้องตัวบุคคล แต่คือการ "รักษาดุลอำนาจ" ไม่ให้บอร์ด กสทช. ฝ่ายตรวจสอบ เข้ามาควบคุมทิศทางการอนุมัติงบประมาณ ในจังหวะเวลาที่บอร์ด กสทช. นัดหมายประชุมครั้งที่ 23/2569 ช่วงต้นสิงหาคม 2569 กำลังเร่งพิจารณาวาระค้างด่วนถึง 33 วาระ จากทั้งหมด 98 วาระ ครอบคลุมทั้งการขยายสิทธิวงโคจรดาวเทียม อนุญาตก่อสร้างท่อร้อยสาย ไปจนถึงการอนุมัติเบิกจ่ายงบ USO แผน 4 อาทิ
•โครงการจ้างบริการเน็ตความเร็วสูง วงเงิน 1,227.88 ล้านบาท จำนวน 3,684 แห่ง
•โครงการเสาสัญญาณร่วม วงเงิน 882.23 ล้านบาท นำร่องพื้นที่อุทกภัย 5 จังหวัด
•โครงการวิเคราะห์ Traffic USO 3 วงเงิน 169.30 ล้านบาท
•โครงการยกระดับความปลอดภัยประชาชน วงเงิน 250 ล้านบาท

งบประมาณหมวดแล้วหมวดเล่ารอการสะบัดปากกาอนุมัติ ท่ามกลางการขยับขับเคลื่อนร่างประกาศควบคุมอัตราค่าบริการมือถือ คุมเพดานเหมาจ่ายไม่เกิน 210 บาท/เดือน ที่กำลังประชาพิจารณ์ เกมคุมดุลอำนาจในบอร์ด กสทช. จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายการเมืองจะปล่อยให้หลุดมือไม่ได้เด็ดขาด!

ผ่าไส้ใน “ตู้ ATM หมื่นล้าน”

เหตุใด กสทช. ถึงกลายเป็นเค้กก้อนโตที่ขั้วการเมืองและกลุ่มทุนจ้องตาเป็นมัน? ตัวเลขงบการเงินย้อนหลัง เอาเพียงแค่ 5 ปี (ปี 2563–2567) ของ กองทุน กทปส. (USO) คือหนึ่งในคำตอบที่กางออกมาแล้วต้องตะลึง

สินทรัพย์สะสมของกองทุนรักษาระดับอยู่ที่ 95,000 – 99,000 ล้านบาท พร้อมกระแสเงินสดไหลเข้าปีละ 15,000 – 18,000 ล้านบาท จากค่าธรรมเนียม USO และเงินประมูลคลื่นความถี่ นี่คือกองทุนหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ที่สภาผู้แทนราษฎร ส.ส. ไม่สามารถตัดลดงบก้อนนี้ในชั้น กมธ.งบประมาณได้เลย ดังนั้นหากครอง "เสียงข้างมากในบอร์ด กสทช." นั่นหมายถึงอำนาจในการพิจารณาอนุมัติเงินพันล้านได้ทันที


ที่น่าจับตาอย่างยิ่งคือ แม้จะมีสินทรัพย์เกือบแสนล้าน แต่กองทุนกลับมี "ภาระผูกพันตามสัญญา" ค้างจ่ายผูกพันยาวอยู่อีก 20,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดคือ สัญญาจ้างบำรุงรักษา (O&M) ระยะยาว 3–5 ปี กับเอกชนคู่สัญญาเจ้าเดิมๆ กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงผูกขาดในแต่ละปีมหาศาล

ย้อนคำเตือน “หมอลี่” นี่คือขุมผลประโยชน์

ความบิดเบี้ยวของกองทุนนี้ ไม่ใช่เรื่องเพิ่งเกิด แต่ถูก "หมอลี่" นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. และอดีตที่ปรึกษาประธาน กสทช. ออกมาแฉเปิดแผลไว้อย่างดุเดือดว่า กองทุน USO หรือ กทปส. ได้กลายสภาพเป็น "ขุมผลประโยชน์ใหญ่" และ "งบไอติม" ของวงการโทรคมนาคมและการเมืองไทย

ข้อสังเกตจาก นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ชี้ว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชนบางส่วน จากโครงการภายใต้กองทุนดังกล่าว จึงไม่แปลกที่เมื่อถึงช่วงเปลี่ยนผ่านหรือการตรวจสอบคุณสมบัติ บอร์ด กสทช. เรื่องราวถึงยืดเยื้อและซับซ้อนผิดปกติ

คำวิจารณ์ของหมอลี่และภาคประชาชนที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นปมอันตรายของการใช้เม็ดเงินจากกองทุนดังกล่าว ทั้งเรื่องการทุ่มงบหมื่นล้านล้านเน็ตชายขอบและศูนย์ดิจิทัลชุมชน แต่สร้างเสร็จกลับกลายเป็นศูนย์ร้าง ไร้คนใช้ แต่กองทุนต้องแบกรับงบซ่อมบำรุงผูกพันระยะยาวให้เอกชน

ขณะเดียวกัน ข้อกำหนดการประมูลเปิดช่องให้ค่ายใหญ่/ซัพพลายเออร์หน้าเดิมกวาดเค้กซ้ำซ้อน เงินค่าธรรมเนียมที่เก็บจากผู้ให้บริการ แทนที่จะนำไปสนับสนุนการแข่งขันอย่างเสรี กลับไหลวนกลับเข้ากระเป๋ากลุ่มทุนใหญ่ผ่านสัญญาจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ

นอกจากนั้น ยังมีการดึงเงินไปอุ้มโครงการที่ไม่ตรงปก ทั้งการอุดหนุนค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก หรืองบศึกษาวิจัย-ประชาสัมพันธ์ซ้ำซ้อน ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเป็น "งบต่างตอบแทน" เลี้ยงดูเครือข่ายสื่อ สถาบันวิชาการ และรัฐ เพื่อตัดกำลังการตรวจสอบการใช้เงินในกองทุนนี้

และเมื่อ นพ.ประวิทย์ พยายามทำหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใส ผลลัพธ์คือการถูกสั่งปลดออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาฯ ในเวลาต่อมา สะท้อนให้เห็นว่า กลไกการคานอำนาจใน กสทช. ถูกบดขยี้ด้วยเกมเสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์แบบ

สถานะของกองทุน USO ในปัจจุบัน จึงเปรียบเสมือน "ขุมพลังงานทางการเงินที่ปราศจากการควบคุมที่รัดกุม" ในมุมหนึ่งมันยังคงทำหน้าที่สนับสนุนโครงข่ายในพื้นที่ห่างไกลตามพันธกิจ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันได้กลายเป็นพื้นที่แสวงหาผลประโยชน์เชิงงบประมาณทั้งจากกลุ่มทุนโทรคมนาคม ซัพพลายเออร์ และฝ่ายการเมือง โดยที่ประชาชนผู้จ่ายค่าธรรมเนียมแฝงผ่านบิลมือถือแทบไม่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบเลย

ล้วงเงินเนียนผ่านบิลมือถือ

ขุมทรัพย์มหาศาลของกองทุน USO มาจากไหน คำตอบคือเงินในกระเป๋าประชาชนคนไทยนั่นเอง แถมเป็นการล้วงแบบเงียบเชียบ เพราะประชาชนคนไทยแทบไม่รู้สึกตัวเลยว่ากำลังถูก "ล้วงกระเป๋า" ทุกวัน!

เงินหมื่นล้านที่ไหลเข้ากองทุนไม่ได้มาจากภาษี VAT หรือภาษีรายได้ แต่มาจาก "ค่าธรรมเนียม USO" ที่ กสทช. เรียกเก็บจากรายได้ของค่ายมือถือและเน็ตบ้าน บวกกับเงินประมูลคลื่นความถี่ แน่นอนว่ากลุ่มทุนโทรคมนาคมไม่ได้ควักเนื้อจ่าย แต่ใช้เทคนิค Cost Pass-through ผลักภาระมาบวกซ่อนไว้ในราคาแพ็กเกจเน็ตและค่าโทรศัพท์รายเดือน!

ดีเอ็นเอเชิงโครงสร้างนี้ ไม่ต่างอะไรกับ "ค่า FT ในบิลค่าไฟ"! ที่ประชาชนคนไทยทุกคนถูกผลักภาระต้นทุนให้มาแบกรับแบบตรงๆ

หากเปรียบเทียบ บิลค่าไฟ (ค่า FT) การไฟฟ้าฯ เซ็นสัญญาซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าเอกชนเกินจำเป็น ทำให้สำรองไฟฟ้าสูงเกินจริง เมื่อมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น กกพ. ก็อนุมัติให้ผลักภาระมาเก็บเพิ่มในบิลค่าไฟของประชาชนผ่าน "ค่า FT" ขณะที่ บิลมือถือ หรือ ค่า USO แฝงนั้น กสทช. เรียกเก็บค่าธรรมเนียม USO จากค่ายมือถือ 1.5 - 2.5% ของรายได้ ค่ายมือถือไม่ได้ควักเนื้อจ่ายเอง แต่ "แอบบวกซ่อนไว้ในราคาแพ็กเกจเน็ตและค่าโทร" ที่ผู้บริโภคจ่ายทุกเดือน!

ผลลัพธ์คือ ยิ่ง กสทช. อนุมัติโครงการ USO ที่ไร้ประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่โปร่งใส มากเท่าไร ประชาชนก็ยิ่งต้องแบกรับ "ค่า FT แฝง" ในบิลมือถือสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีสิทธิปฏิเสธ!

นอกจาก กสทช. ตั้งงบไปสร้างศูนย์เน็ต/ลากสายไฟเบอร์ในจุดที่ไม่คุ้มทุน แล้วให้ค่ายมือถือผลักต้นทุนมาสอดไส้ใน "ค่าบริการรายเดือน" แล้ว ยังแถมค่าซ่อมบำรุงรายปีสูงลิ่วก็ตกเป็นของซัพพลายเออร์เจ้าเดิมอีกต่างหาก

ดังนั้น ทั้ง กกพ. และ กสทช. ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อ "คุ้มครองผู้บริโภค" จึงสุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นเพียง "ร้านสะดวกซื้อ" ให้กลุ่มทุน ปล่อยให้ประชาชนก้มหน้าก้มตาจ่ายบิลโดยคิดว่าตนเองจ่ายแค่ค่าเน็ตปกติ โดยไม่รู้เลยว่ากำลังส่งเสียโครงข่ายอุปถัมภ์และกลุ่มทุนผ่านบิลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลา

ศึกแย่งชิงอำนาจใน กสทช. และอาการยื้อเวลาของฝ่ายการเมืองในการจัดระเบียบบอร์ด จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องของ "คนใหญ่คนโตเกาเหลากัน" เพราะตราบใดที่บอร์ด กสทช. ถูกใช้เป็น "เครื่องมือปั๊มงบ" ของขั้วอำนาจการเมือง กองทุนที่ตั้งขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลให้คนยากไร้ ก็จะถูกสูบฉีดไปเป็นงบต่างตอบแทนอย่างไม่มีวันจบสิ้น

เมื่อฉายภาพแล้วว่าเงินหมื่นล้านในกองทุนนี้ มาจากบิลมือถือในกระเป๋าของเราทุกคน... คำถามสำคัญในตอนต่อไปคือ สัญญาผูกขาดเน็ตร้างกลางป่าทำทำงานอย่างไร? ทำไมเทคโนโลยีไปถึง 5G และดาวเทียม LEO แล้ว แต่ กสทช. ยังดื้อดึงจ่ายค่าซ่อมแซมดูแลรักษาระบบไม่เลิก ?

โปรดติดตามใน EP. 2 (ตอนจบ) ชำแหละสัญญา USO Net กลุ่มทุนโทรคมนาคมที่กินยาวผูกขาด พร้อมกางทางรอดเชิงโครงสร้างเพื่อคืนความเป็นธรรมสู่ประชาชน!