xs
xsm
sm
md
lg

สังคมสุดเสี่ยง! ไทยติดอันดับ 1 ครอบครองปืนสูงสุดในอาเซียน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



​การครอบครองปืนที่ทำสถิติสูงสุดอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของไทย ทำให้สังคมไทยมีความเสี่ยงสูง เกิดโศกนาฏกรรมได้ง่ายในชีวิตประจำวันที่ตัดสินกันด้วยปืน

รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์กลางจีน (CCTV) และกลุ่มสื่อจีน รายงานข่าวเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ทั้งยังเผยข้อมูลสถิติ ระบุว่า ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราครอบครองอาวุธปืนสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการประเมินว่ามีอาวุธปืนหมุนเวียนอยู่ในประเทศราว 10 ล้านกระบอก หรือเฉลี่ยประมาณอาวุธปืน 1 กระบอกต่อประชากร 7 คน

ทั้งนี้ รายงานและสถิติต่างๆ จากสถาบันวิจัยระดับสากล ได้แก่ Small Arms Survey (สถาบันวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์) รวมถึง World Population Review และ GunPolicy.org ได้สะท้อนภาพเชิงโครงสร้างของสังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจ โดยประเมินว่าประเทศไทยมีอาวุธปืนหมุนเวียนอยู่ในครอบครองของพลเรือนมากถึงประมาณ 10.3 ล้านกระบอก ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วน 15.1 – 15.4 กระบอกต่อประชากร 100 คน หรือเฉลี่ยประชากรทุกๆ 7 คนจะมีอาวุธปืนอยู่ในครอบครอง 1 กระบอก

ที่น่ากังวลคือในจำนวนดังกล่าวเป็นปืนที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย (มีใบอนุญาต ป.4) ราว 6.0 – 6.02 ล้านกระบอก ในขณะที่เป็นปืนนอกระบบหรือปืนเถื่อนสูงถึง 4.1 – 4.3 ล้านกระบอก ตัวเลขเหล่านี้ส่งผลให้ประเทศไทยครองอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นอันดับที่ 20 ของโลกด้านอัตราการครอบครองปืนต่อหัว ทิ้งห่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา (4.5 ต่อ 100 คน), ฟิลิปปินส์ (3.6), สปป.ลาว (3.0), มาเลเซีย (0.7) และสิงคโปร์ (0.3) อย่างเห็นได้ชัด

การครอบครองปืนในอัตราที่สูง นำไปสู่อัตราการเสียชีวิตจากอาวุธปืนของไทยที่สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากฟิลิปปินส์ โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 3.9 – 4.45 คนต่อประชากร 100,000 คน หรือราว 2,300 – 2,800 รายต่อปี

ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ขับเคลื่อนให้ปืนแพร่หลายในสังคมไทยมาจากหลายมิติ ทั้งช่องโหว่ทางกฎหมายและ "โครงการปืนสวัสดิการ" ที่เอื้อให้เจ้าหน้าที่รัฐจัดซื้อปืนได้ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด จนเกิดการสวมสิทธิหรือนำไปขายต่อในตลาดพลเรือน ควบคู่กับการเติบโตของตลาดปืนดัดแปลง เช่น แบลงค์กัน (Blank Guns) หรือบีบีกัน ที่ถูกนำมาแปลงเป็นปืนยิงกระสุนจริงและซื้อขายผ่านระบบออนไลน์โดยข้ามขั้นตอนการคัดกรอง ประกอบกับมิติทางวัฒนธรรมและค่านิยมที่มองว่าปืนเป็นเครื่องมือคุ้มครองชีวิต สัญลักษณ์แสดงอำนาจ บารมี และความอุ่นใจท่ามกลางความไม่ไว้วางใจในประสิทธิภาพระบบรักษาความปลอดภัยของรัฐ

สภาพการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดภาวะสุ่มเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะการยกระดับความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีพิพาทบนท้องถนน ความขัดแย้งในครอบครัว หรือการทะเลาะวิวาทของเยาวชน ที่อาจจบลงด้วยเหตุฆาตกรรมทันทีเมื่อเข้าถึงอาวุธปืนได้สะดวก

นอกจากนี้ ปริมาณปืนที่กระจายอยู่เป็นจำนวนมากโดยไร้ระบบประเมินสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง ยังเพิ่มความถี่และความรุนแรงของเหตุกราดยิงในพื้นที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า ศูนย์เด็กเล็ก หรือสถานศึกษา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในมิติสาธารณสุขจากภาระค่ารักษาพยาบาล และมิติเศรษฐกิจที่บั่นทอนความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน

ในท้ายที่สุด สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยข่าวสารความรุนแรงจากอาวุธปืนยังกลืนกินสังคมให้เกิดภาวะชินชาจนประชาชนมองว่าการครอบครองปืนเป็นทางรอดเดียวในการปกป้องตนเอง กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ยิ่งดันปริมาณปืนเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปืนที่ให้ก่อเหตุในครั้งนี้ เพจ thaiarmedforce.com ระบุว่า ปืนจากเหตุ #กราดยิง ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี คือปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ CZ75 ขนาด 9 มม. เป็นปืนที่นิยมซื้อกันในเมืองไทย โดยเฉพาะเป็นปืนสวัสดิการที่ขายดีมากและหลายหน่วยงานนิยมจัดโควต้าสวัสดิการ (ล่าสุดก็โครงการของกรมการปกครอง)

ส่วนกระสุนเป็นกระสุนหัวตะกั่วทรงกลมมน (Lead Round Nose) ซึ่งมักจะนิยมใช้ในการซ้อมยิง อำนาจการเจาะและพลังงานเข้าเป้าจะต่ำกว่า และราคาถูกกว่า แต่ก็มากพอจะทำให้คนตายได้ เพราะมันก็คือกระสุนสังหารเช่นกัน.