xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละทุนก่อสร้างจีนสวมรอย 'ยักษ์ล้ม' เจาะไข่แดงงบรัฐ (1): จากสัญญาณอันตราย ตึก"สตง."ถล่ม ถึงเงื่อนงำ "อุโมงค์ยักษ์ กทม." 9.5 พันล้าน "ชัชชาติ" จะบอกไม่รู้เรื่องไม่ได้!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ซีรี่ย์ ชำแหละทุนก่อสร้างจีนสวมรอย 'ยักษ์ล้ม' เจาะไข่แดงงบรัฐ

ตอนที่ 1
จากสัญญาณอันตราย ตึก "สตง."ถล่ม
ถึงเงื่อนงำ "อุโมงค์ยักษ์ กทม." 9.5 พันล้าน
"ชัชชาติ" จะบอกไม่รู้เรื่องไม่ได้!

จากโศกนาฏกรรมตึก สตง. ถล่ม ถึงเงื่อนงำอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน 9,561 ล้านบาท ถือเป็นปรากฏการณ์ "ถอดหัวสลับป้าย" ของทุนก่อสร้างจีนที่กำลังเกิดขึ้นในแผ่นดินไทยเวลานี้ นี่คือการวางยุทธศาสตร์ในการกินรวบงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เป็นปัญหาที่รัฐไทยตามไม่ทัน หรือ "แกล้งมองไม่เห็น" กันแน่ คำแก้ตัวของกรุงเทพมหานคร ฟังขึ้นไหม ตามมาทัศนากัน

เงื่อนงำอุโมงค์น้ำ กทม. 9.5 พันล้าน

"ณ วันที่ตรวจสอบ สถานะทะเบียนยังไม่ปรากฏการเพิกถอน และคุณสมบัติของบริษัทได้รับการยกเว้นตามหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างฯ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 124 ลงวันที่ 1 มี.ค. 66 กรณี นิติบุคคลที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลาย... ปัจจุบันโครงการยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาผล ยังไม่ประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการ เนื่องจากอยู่ระหว่างสอบทานข้อมูลและหารือกับกรมบัญชีกลาง" นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ (สนน.) กทม. ชี้แจงขั้นตอนการประกวดราคา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569

คำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. สะท้อนให้เห็น "เงื่อนผูกมัดทางกฎหมาย" เมื่อโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ วงเงินราคากลาง 9,561 ล้านบาท ปรากฏชื่อ "กิจการร่วมค้า NC-NB" ที่มี บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ หรือ NWR เป็นแกนนำหลัก ร่วมกับกลุ่มทุนจีน คือ บริษัทไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด เสนอราคาต่ำที่สุด 9,518 ล้านบาท โดยต่ำกว่าราคากลางเพียง 43 ล้านบาท
 
อย่างไรก็ดี แม้คำชี้แจงของผอ.สำนักการระบายน้ำ กทม.จะออกตัวว่ายังอยู่ระหว่างสอบทาน ยังไม่ประกาศชื่อผู้ชนะประมูลอย่างเป็นทางการ แต่ชื่อของ "กิจการร่วมค้า NC-NB" ที่ใส่พานมา ก็มีหลายคำถามที่ กทม.ต้องตอบข้อสงสัยให้สิ้นกระแสความ
 
เริ่มตั้งแต่ การที่ กทม. อ้างหนังสือเวียนกรมบัญชีกลาง ว 124 เพื่อให้สิทธิ์บริษัทที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจการเข้าร่วมประมูลได้ แต่ในทางสืบสวน สื่อ ThaiPublica และ กรุงเทพธุรกิจ ชี้ให้เห็นปมย้อนศรในสองประเด็นสำคัญ หนึ่ง NWR มีงบการเงิน ส่วนของผู้ถือหุ้น ติดลบสะสมต่อเนื่องถึง 3,401 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 และ สอง ไม่ได้ยื่นเอกสารตรวจติดตามสถานะผู้รับเหมาชั้นพิเศษตามหนังสือเวียน ว 225 ภายในเดดไลน์ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งกรมบัญชีกลาง โดยอธิบดีฯ แพตริเซีย มงคลวนิช ยืนยันว่าอยู่ระหว่างกระบวนการ "เตรียมเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียน"
 
ยิ่งเมื่อสแกนไทม์ไลน์การประมูลโครงการนี้ ยิ่งชวนสงสัย นั่นคือ NWR ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นเวลา หลัง กทม. ประกาศเชิญชวนประมูลเพียง 9 วัน และ เกิดขึ้นก่อนวันยื่นซองประมูล คือ วันที่ 22 มิ.ย. 2569 ถึง 24 วัน แม้ กทม. จะเชิญ NWR มาชี้แจงเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 โดยบริษัทอ้างว่ามีสถาบันการเงินสนับสนุนและเตรียมแปลงหนี้เป็นทุนก็ตาม

คำถามเชิงนโยบายคือ กทม. ควรใช้อำนาจตาม TOR ข้อ 6.5 เพื่อพิจารณาว่าสภาพทางการเงินดังกล่าว "ไม่เหมาะสม" แล้วยุติการต่อรองราคาตั้งแต่แรกหรือไม่?

"ชัชชาติ" จะบอกว่าไม่รู้เรื่องไม่ได้!

การประมูลโครงการนี้ ฝ่ายบริหารของกทม.ออกตัวในทำนองว่าขั้นตอนการประกวดราคาเป็นไปตามระเบียบ การพิจารณาผลการประกวดราคาผ่านคณะกรรมการ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำของกรุงเทพมหานคร ไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทว่าเมื่อย้อนดูไทม์ไลน์พิศวงแล้วจะพบความเกี่ยวโยงโดยตรงกับจังหวะก้าวทางการเมืองของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ
 
28 เมษายน 2569: ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้ ลงนามเห็นชอบให้เริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธี e-bidding ด้วยตนเอง ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ส.ก. และการเลือกตั้งใหญ่เพียง 2 เดือน
 
20 พฤษภาคม 2569: สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ออกประกาศเชิญชวนประมูล
 
29 พฤษภาคม 2569 (จุดเปลี่ยน): คณะกรรมการ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง หลังประสบภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว
 
22 มิถุนายน 2569: วันเคาะราคา e-bidding ปรากฏว่า "กิจการร่วมค้า NC-NB" (NWR ร่วมกับ ไชน่า เรียลเอสเตท) ยื่นเสนอราคาต่ำสุดที่ 9,518 ล้านบาท เกิดขึ้นหลัง NWR ยื่นฟื้นฟูกิจการเพียง 24 วัน!
 
คำถามถึงผู้ว่าฯ ชัชชาติ ในเมื่อเอกสารงบประมาณมูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท ต้องผ่านการอนุมัติและรับทราบจากฝ่ายบริหารตั้งแต่ต้น การที่บริษัทแกนนำหลักยื่นฟื้นฟูกิจการ ผลดำเนินงานติดลบกว่า 3,400 ล้านบาท ผู้ว่าฯ ชัชชาติ จะปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยการปล่อยให้ "สำนักการระบายน้ำ" ออกมารับหน้าเสื่อชี้แจงเพียงหน่วยงานเดียวไม่ได้!

ที่สำคัญ ขณะที่ กทม. กำลังพิจารณาให้ NWR รับงานใหม่ 9.5 พันล้านบาท รายงานสืบสวนของสื่อกลับพบว่า NWR มีโครงการเก่าของสำนักการระบายน้ำ กทม. อยู่ในมืออีก 3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ซึ่งทุกโครงการ "ล่าช้ากว่าแผนงานอย่างหนัก"
 
oอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากร 8,233 ล้านบาท ทำได้เพียง 30.17% ล่าช้ากว่าแผน 28.48%

oอุโมงค์ระบายน้ำคลองทวีวัฒนา 2,219 ล้านบาททำได้ 64.03% ล่าช้ากว่าแผน 35.97%

oระบบรวบรวมน้ำเสียโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง 577 ล้านบาท ทำได้จริงแค่ 26% ล่าช้ากว่าแผนถึง 74%

นอกเหนือจาก ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่จะนิ่งเฉยไม่ได้แล้ว สปอตไลท์ยังต้องฉายไปยัง คณะกรรมการประกวดราคาฯ เช่นกัน
การที่ นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ชี้แจงมติของคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาฯ ว่า "ผลการตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 3 ราย ผ่านคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนด... คณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซต์กรมบังคับคดี พบว่าศาลรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณา แต่ยังไม่ปรากฏรายชื่อประกาศล้มละลาย จึงให้ผ่านเกณฑ์" นั้น ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย 

แต่ก็อย่างที่ว่า คณะกรรมการพิจารณาผลฯ ชุดนี้ มีผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง สำนักการระบายน้ำ ร่วมอยู่ในคณะกรรมการฯ คำชี้แจงจึงออกมาในรูปนี้
 
นอกเหนือจากคำถามที่คณะกรรมการประกวดราคาฯ ต้องตอบสังคม เหตุใดไม่ใช้อำนาจตาม TOR ข้อ 6.5 พิจารณาว่าคุณสมบัติของเอกชนรายดังกล่าวไม่เหมาะสม และทำไมไม่พิจารณาความล่าช้าของ 3 โครงการในมือแล้ว สังคมกำลังเรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาฯ อย่างเป็นทางการ มีคณะกรรมการคนใดลงนามคัดค้าน หรือตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของ NWR หรือไม่?
 
เหตุใดโครงการมูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท จึงต้องเก็บบัญชีรายชื่อข้าราชการผู้มีอำนาจตัดสิทธิ์หรือให้ผ่าน (TOR 6.5) ไว้ในเงามืด? การอ้างระเบียบเพื่อปิดชื่อกรรมการ เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้เกิดสภาวะสุญญากาศแห่งความรับผิดชอบเมื่อโครงการเกิดปัญหาขึ้นมาในอนาคตหรือไม่?

โครงการนี้ใช้เงินภาษีประชาชนและงบอุดหนุนรัฐบาลรวม 9,561 ล้านบาท การที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ และฝ่ายบริหารระดับสูงทำนิ่งเฉย ปล่อยให้ข้าราชการระดับสำนักออกมารับอิฐแทน เท่ากับเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการตรวจสอบของ กทม.
 
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ต้องออกมาชี้แจงด้วยตนเอง สั่งชะลอหรือยกเลิกการประกวดราคาครั้งนี้ตามสิทธิใน TOR เพื่อล้างข้อสงสัยเรื่องนอมินีและผู้รับเหมาเสี่ยงล้มละลายก่อนที่สัญญาหมื่นล้านจะเซ็นผ่านมือ!

หากผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังคงเลือกที่จะเงียบเฉย และลงนามในสัญญา โครงการอุโมงค์ส่งน้ำบึงหนองบอนก็อาจหมายถึง “อนุสาวรีย์แห่งการทุจริตเชิงโครงสร้าง” ที่จะประทับตราบาปในสมัยการทำงานของผู้ว่าฯ 1.5 ล้านเสียง ไปตลอดกาล

และนั่นก็เป็นที่มาที่ทำให้เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา วันที่ 4 ส.ค.2569 นายชัชชาติจำต้องทำหนังสือสอบถามไปยังกรมบัญชีกลางอีกครั้ง ว่ากรณีดังกล่าวสามารถทำสัญญาจ้างได้หรือไม่ เนื่องจากกรมบัญชีกลางเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องคุณสมบัติของผู้ยื่นประมูล
 
พร้อมทั้งยอมรับว่า โครงการนี้มีปัญหามาตั้งแต่ต้น ทั้งการออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับสภาพหน้างานจริง ทำให้การดำเนินงานเป็นไปได้ยาก และมีการแก้ไขแบบโดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง

นี่คือเรื่องใหญ่ที่คนไทยและประชาชนคนกรุงเทพฯ จำต้องติดตามอย่างใกล้ชิด