“หมอยง” เตือนภัยเงียบ “โรคใหลตาย” อาจคร่าชีวิตคนสุขภาพดีขณะหลับโดยไม่มีสัญญาณเตือน ชี้พบได้บ่อยในคนเอเชีย โดยเฉพาะไทยภาคเหนือ-อีสาน พร้อมแนะสังเกตอาการเสี่ยง วิธีคัดกรอง และแนวทางลดความเสี่ยงก่อนสายเกินไป
วันนี้ (4 ส.ค.) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "yong poovorawan" ให้ความรู้เกี่ยวกับ "โรคใหลตาย" (Brugada Syndrome) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง ไร้โรคประจำตัว
ศ.นพ.ยง เปิดเผยว่า แม้ตนเองจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจโดยตรง แต่ได้มีโอกาสทำวิจัยทางพันธุกรรมร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ศ.นพ.กุลวี เนตรมณี และ ศ.นพ.อภิชัย คงพัฒนะโยธิน
ในอดีตมักมีความเชื่อทางโบราณ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานว่า เหตุการณ์ที่ผู้ชายสุขภาพแข็งแรงเสียชีวิตขณะนอนหลับ เกิดจาก "ผีแม่หม้าย" มาเอาชีวิตไป ทำให้เกิดกุศโลบายแก้เคล็ด เช่น การผูกผ้าสีหน้าบ้าน วางตุ๊กตา หรือการทาเล็บเพื่อหลอกผี แต่ในทางการแพทย์ เหตุการณ์ดังกล่าวคือ "โรคใหลตาย" หรือ Brugada Syndrome
โรคใหลตาย (Brugada Syndrome) คืออะไร?
คือภาวะความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ที่ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดอาการหมดสติหรือเสียชีวิตกะทันหันขณะนอนหลับ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เคยมีอาการเตือนล่วงหน้า
โดยโรคนี้พบได้บ่อยในประชากรแถบเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตอนใต้ของจีน อัตราการพบอยู่ที่ราว 1:500 ถึง 1:1,000 คน มักเกิดกับชายหนุ่มที่สุขภาพแข็งแรง สำหรับประเทศไทยพบความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษในพื้นที่ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สาเหตุและปัจจัยกระตุ้น
1. ปัจจัยทางพันธุกรรม เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน SCN5A ซึ่งจากการศึกษาในไทยพบการกลายพันธุ์ของยีนนี้ประมาณ 10-15%
2. ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ผู้ที่มียีนแฝงอาจไม่มีอาการ แสดงอาการเฉพาะเมื่อมีสิ่งกระตุ้น เช่น ไข้สูง, การรับประทานอาหารประเภทข้าว แป้ง น้ำตาล ในปริมาณมากเกินไป รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์
3 สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรอง มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคใหลตาย หรือเสียชีวิตกะทันหันไม่ทราบสาเหตุ
มีอาการเป็นลมหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ
มีอาการหายใจเฮือก กระสับกระส่าย หรือเกร็งขณะนอนหลับ
การตรวจคัดกรอง: สามารถทำได้โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
แนวทางการลดความเสี่ยงและการรักษา
วิธีลดความเสี่ยง รีบรักษาและลดไข้ทันทีเมื่อมีไข้ ไม่ปล่อยให้ร่างกายไข้สูง
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และสารเสพติด
รับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไม่รับประทานจนอิ่มจัดเกินไป
หลีกเลี่ยงยากลุ่มที่มีกลไกออกฤทธิ์ลดการทำงานของ Sodium Channel
โดยแนวทางการรักษา ปัจจุบันยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่แพทย์จะใช้แนวทางประคบประคองตามระดับความเสี่ยง ได้แก่
1. การฝังเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (ICD): ตัวเครื่องจะตรวจจับภาวะหัวใจหยุดเต้น และปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อตเพื่อกระตุ้นให้หัวใจกลับมาทำงานตามปกติ
2. การจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (RFA): เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดี ซึ่งปัจจุบัน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในไทย เป็นผู้นำในการศึกษาและพัฒนาการรักษานี้
ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการวิจัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ำว่า "การป้องกันเริ่มต้นจากการรู้จักโรคและไม่ละเลยสัญญาณผิดปกติของร่างกาย" หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ทางอีเมล: brugadaproject@gmail.com


