เพจ “ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป” ไขความจริง หักล้างความเชื่อที่หลายคนเข้าใจผิดว่า “แผงยา-ซองฟอยล์ยา” สามารถนำไปทำขาเทียมได้ ยันชัดว่า มูลนิธิขาเทียมฯ ไม่ได้รับบริจาคซองฟอยล์ยา และไม่สามารถนำไปผลิตขาเทียมได้ พร้อมอธิบายเหตุผลทางวัสดุศาสตร์ รวมถึงแนะนำวิธีบริจาคที่ถูกต้องและตรงจุด
วันนี้ (28 ก.ค.) กำลังเป็นกระแสไวรัลและถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังจากเพจ "ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป" ได้ออกมาโพสต์ไขข้อข้องใจถึงกระแสการแชร์รับบริจาคแผงยาและซองฟอยล์ยาเพื่อนำไปผลิตขาเทียม โดยย้ำชัดว่า "ซองฟอยล์ยาไม่สามารถนำไปทำขาเทียมได้ และมูลนิธิฯ ไม่ได้รับบริจาค"
โดยเพจดังอธิบายในเชิงวัสดุศาสตร์ว่า แผงยาที่เราใช้กันประจำเรียกว่า Blister Pack ซึ่งแม้มองภายนอกจะดูเงาวาวคล้ายอะลูมิเนียม แต่แท้จริงแล้วเป็นวัสดุประเภท Multilayer (พลาสติกประกบกับแผ่นฟอยล์) เพื่อประโยชน์ในการกันชื้นและกันแสง
ด้วยเหตุนี้ การจะนำมารีไซเคิลจึงต้องผ่านกระบวนการแยกชั้นที่ยุ่งยากซับซ้อนและมีต้นทุนสูงมาก โรงงานส่วนใหญ่จึงไม่รับซื้อ และไม่สามารถนำไปหลอมทำขาเทียมได้เลย ส่วนต้นตอความเข้าใจผิด น่าจะมาจากโครงการรับบริจาคซองยาเพื่อนำไปแปรรูปเป็นน้ำมัน (ซึ่งเป็นผลพลอยได้ร่วมกับอะลูมิเนียม) เพื่อมอบให้วัด ไม่ใช่ส่งให้มูลนิธิขาเทียมฯ แต่อย่างใด
เปิดความจริง "มูลนิธิขาเทียมฯ" รับบริจาคอะไรกันแน่?
ทางเพจระบุว่า ปัจจุบันขาเทียมทำจาก สแตนเลส ไม่ใช่อะลูมิเนียม แต่สาเหตุที่ยังมีการรับบริจาคอะลูมิเนียมอยู่ เป็นเพราะภาพจำจากแคมเปญในอดีต ซึ่งกระบวนการจริงคือ มูลนิธิฯ จะนำอะลูมิเนียมที่ได้รับบริจาคไปขายต่อ แล้วนำ "เงิน" ที่ได้ไปจัดซื้อขาเทียมอีกที
ดังนั้น วิธีช่วยเหลือที่ตรงจุดและสะดวกรวดเร็วที่สุด คือ การบริจาคเป็นเงินโดยตรง หรือหากต้องการบริจาคขยะอะลูมิเนียม สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้:
1. ขายเองแล้วบริจาคเงิน: รวบรวมขยะอะลูมิเนียมไปขายร้านรับซื้อของเก่าใกล้บ้าน แล้วนำเงินโอนบริจาคให้มูลนิธิโดยตรง (วิธีนี้ชัวร์และได้ประโยชน์เต็มที่ที่สุด)
2. ส่งบริจาคผ่านไปรษณีย์: บริจาคขยะอะลูมิเนียมชิ้นใหญ่ เช่น กระป๋องอะลูมิเนียม (ไม่ต้องดึงห่วง), หม้อ, จาน, กาละมัง อะลูมิเนียม (ไม่รับถาดฟอยล์ และไม่รับเศษเหล็ก) ส่งฟรีผ่านไปรษณีย์ได้สูงสุด 5 กิโลกรัม
"บริจาค ≠ ฝากทิ้ง" เพจดังทิ้งท้ายเตือนสติว่า ก่อนจะส่งมอบขยะหรือสิ่งของเพื่อการกุศล ควรตรวจสอบกับผู้รับให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง เพราะความตั้งใจที่ดี หากส่งไปผิดที่ อาจกลายเป็นการเพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่แทนที่จะเป็นความช่วยเหลือ


