xs
xsm
sm
md
lg

อย่าไว้ใจแค่ผลตรวจ! ผู้ป่วยแชร์ประสบการณ์เฉียดตาย ‘เส้นเลือดหัวใจตีบซ่อนเร้น’ รอดได้เพราะสังเกตอาการตนเอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แม้ผลตรวจประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจขั้นพื้นฐาน ทั้งคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การทำอัลตราซาวนด์ หรือการวิ่งสายพานจะอยู่ในเกณฑ์ "ปกติ" แต่ร่างกายอาจกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ซ่อนอยู่ ผู้ป่วยจริงแชร์อุทาหรณ์เตือนภัยเงียบ "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 99%" ที่รอดชีวิตมาได้เพราะไม่เพิกเฉยต่ออาการเหนื่อยง่ายและเจ็บแปลบที่หน้าอกซ้าย พร้อมย้ำเตือนสังคมให้หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตนเองเป็นหลัก ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "วุฒิวัฒน์ ภัทรสุริยานันท์" ออกมาโพสต์ข้อความเผยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นภัยเงียบที่อาจแฝงตัวอยู่ได้แม้ผลการตรวจประเมินทางคาร์ดิโอโลยีขั้นพื้นฐาน เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) อัลตราซาวนด์หัวใจ (Echo) การวิ่งสายพาน หรือผลเลือด จะอยู่ในเกณฑ์ปกติทั้งหมดก็ตาม

ผู้ป่วยจึงไม่ควรชะล่าใจกับผลตรวจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหมั่นประเมินอาการทางกายภาพของตนเองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณหน้าอกซ้าย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบขั้นวิกฤต ดังนั้น การตระหนักรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเองและการไม่เพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนเหล่านั้น จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการผลักดันให้เกิดการตรวจวินิจฉัยเชิงลึกและการรักษาที่ทันท่วงที ทั้งนี้เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"โรคเส้นเลือดหัวใจตีบอย่าชะล่าใจแม้ค่าทุกอย่างจะปกติ ช่วงนี้มีกระแสเกี่ยวกับเรื่องอาการของคนเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบแล้วเสียชีวิตโดยแพทย์ไม่ยอมตรวจEKGให้ เจียจะมายกตัวอย่างของเจียให้ฟังว่าแม้ผลของ EKGจะปกติทุกอย่างแต่อย่าชะล่าใจ ให้สังเกตุอาการของตัวเอง ว่าตัวเองรู้สึกว่ามันผิดปกติไหม ผลตรวจเกี่ยวกับข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจปกติแทบทุกอย่าง คลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ, echo หัวใจปกติ, ติดเครื่องดูการเต้นหัวใจ 24 ชม.ปกติ, เจาะเลือดตรวจค่าว่าเลือดไม่ไปเลี้ยงหัวใจปกติ, วิ่งสายพานปกติ, มีค่าแคลเซียมสกอร์ที่ปานกลางแต่ยังไม่สูง (111)

แต่ๆๆๆ เจียสังเกตตัวเองว่ามันยังไม่ปกติ เพราะเหนื่อยง่าย หายใจไม่ทั่วท้อง เสียวๆ บริเวณหน้าอกด้านซ้าย สรุปเส้นเลือดหัวใจตีบ 99% 1 เส้น อีกเส้นตีบ 80-90% และมีเส้นเลือดฝอยตีบอีก 3-4 เส้น ที่ออกมาพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อจะบอกทุกคนว่าให้หมั่นสังเกตตัวเราเอง ไม่มีใครจะรู้ความผิดปกติของตัวเองได้มากเท่าตัวเราเอง และที่สำคัญอย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป"