"กระทิงดุ" สเปน ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 หลังเฉือนชนะ "ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากประตูชัยของ เฟร์ราน ตอร์เรส พร้อมสร้างสถิติไม่แพ้ 38 นัด และเป็นชาติแรกที่คว้าแชมป์ยูโรต่อด้วยฟุตบอลโลกได้ถึง 2 ยุค
ทีมชาติสเปนผงาดขึ้นครองบัลลังก์แชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ หลังเฉือนเอาชนะทีมชาติอาร์เจนตินา แชมป์เก่า 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ของศึกฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ต่อจากความสำเร็จเมื่อปี 2010
ตลอด 90 นาทีของการแข่งขัน "กระทิงดุ" เป็นฝ่ายครองเกมเหนือกว่าอย่างชัดเจน เดินหน้าครองบอลและสร้างโอกาสบุกกดดันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ "ฟ้าขาว" แทบไม่มีจังหวะสวนกลับที่อันตราย
สถานการณ์ของอาร์เจนตินายิ่งเลวร้ายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อ เอนโซ เฟร์นานเดซ ถูกผู้ตัดสินแจกใบเหลืองที่สองเป็นใบแดง ไล่ออกจากสนาม ทำให้ทีมต้องเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน ก่อนจบเวลาปกติด้วยสกอร์ 0-0
เกมมาถึงจุดเปลี่ยนในนาทีที่ 106 ของช่วงต่อเวลาพิเศษ เมื่อ นิโก วิลเลียมส์ ตัวสำรอง โหม่งชงย้อนกลับมาให้ เฟร์ราน ตอร์เรส วิ่งเข้าซัดเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบตาข่ายเป็นประตูชัยให้สเปนขึ้นนำ 1-0
หลังได้ประตู สเปนอาศัยการครองบอลและเกมรับอันเหนียวแน่นรักษาสกอร์ไว้ได้จนสิ้นเสียงนกหวีด คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ และเป็นการกลับมาครองถ้วยแชมป์โลกอีกครั้งในรอบ 16 ปี นับจากความสำเร็จเมื่อปี 2010
ขณะที่ ลิโอเนล เมสซี และทีมชาติอาร์เจนตินา พลาดโอกาสป้องกันแชมป์โลกอย่างน่าเสียดาย จบการแข่งขันในฐานะรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2026
นอกจากการคว้าแชมป์แล้ว สเปนยังสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ ด้วยสถิติไม่แพ้ใครตลอดการแข่งขัน ชนะ 7 นัด เสมอ 1 นัด ยิงได้ 14 ประตู และเสียเพียง 1 ประตู กลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกโดยเสียประตูไม่ถึง 2 ลูกตลอดทั้งรายการ
นอกจากนี้ "กระทิงดุ" ยังสร้างสถิติใหม่ด้วยการไม่แพ้ใครติดต่อกัน 38 นัด นับรวมทั้งในเวลา 90 นาทีและช่วงต่อเวลาพิเศษ ทำลายสถิติเดิมของอิตาลีที่ทำไว้ 37 นัด
ความสำเร็จครั้งนี้ยังทำให้สเปนกลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร) ต่อเนื่องด้วยแชมป์ฟุตบอลโลกได้ถึง 2 ยุค ได้แก่ ยูโร 2008 ต่อด้วยฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2024 ต่อด้วยฟุตบอลโลก 2026
พร้อมกันนี้ สเปนยังคว้าแชมป์รายการเมเจอร์ระดับทีมชาติ ทั้งฟุตบอลโลกและฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รวมเป็นสมัยที่ 6 จากการผ่านเข้าชิงทั้งหมด 7 ครั้ง ตอกย้ำสถานะการเป็นหนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังของโลกอย่างสมศักดิ์ศรี.


