"ไอซ์ รักชนก" เดือดจัด โพสต์ด่า "ป้อม ภาวุธ" ค.เหอะ หลังกลับลำหนุน TH-AI Passport ถึงขั้น "ธนารัตน์" ช่วยปรามให้ใจเย็น ล่าสุด "หมู วรวุฒิ" แนะ "ป้อม ภาวุธ" ย้ายไปร่วมงานกับ "ดร.อ้อ" คุยกันรู้เรื่องมากกว่า ซัด "เด็กหัวรุนแรงเจ้าอารมณ์" แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ มีแต่จะถูกขุดหลุมล่อให้ไปติดคุกตาย
จากกรณีที่วานนี้ (17 กรกฎาคม 2569) นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก โดยมีท่าทีสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport มากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นหัวหอกในการต่อต้าน โดยให้เหตุผลว่า "ถ้างบเดินหน้าแล้วต้องใช้ให้คุ้มที่สุด ในเมื่อโครงการนี้ถูกอนุมัติและเดินหน้าไปแล้ว หน้าที่ของพวกเราคือการช่วยคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด"
จากนั้น น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แชร์ข่าวและโพสต์แสดงความเห็นว่า "ค.เหอะ เข้าใจยังทำไมประเทศนี้ถึงแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้สักที อยากด่าหยาบๆ ที่สุดในชีวิต เพราะงานที่หลายคนเอาชีวิตเป็นเดิมพันจะพังเพราะมีคนอยากเอาตัวรอด"
ทำให้ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน เข้าไปคอมเมนต์ว่า "หัวหน้าไอซ์ใจเย็นน้า โปรดักต์โอเคไม่ได้แปลว่าจัดซื้อจัดจ้างสะอาด โต๊ะนั้นนวดกันไปเยอะอยู่ครับ ดูที่ ดร.ตองโพสต์ได้ เปิดวาร์ป >> ดร.พิชชาเพ็ญ ประทีปปะณิช"
จากนั้น น.ส.รักชนกได้ตอบกลับว่า "พี่ป้อมเขาน่าจะลืมแล้วค่ะ ว่าเคยถามกระทู้อะไรไว้ ตั้งข้อสังเกตอะไรไว้ ตอนนี้เน้นพูดแต่เรื่องคุ้มค่า ติดคอเรื่องล็อกสเปก"
พร้อมทั้งคอมเมนต์ต่ออีกว่า "เป็นประชาชนคนธรรมดา จะพูดจะวิจารณ์อย่างไรก็ได้ ยินดีรับฟัง แต่เป็นฝ่ายการเมืองที่วิจารณ์โครงการมาตลอด พอโดนคดีแล้วน้ำเสียงเปลี่ยนไป เขาไม่อายตัวเองหรือไง"
ด้านนายธนารัตน์จึงได้เข้ามาอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวณงบประมาณและแนวคิดว่า "ใจเย็นลูกพี่ ผมอยู่ในวงสนทนานั้นด้วย สิ่งที่แกโพสต์คือเคลมชัยชนะ ว่าเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินจาก 1,500 ล้านอย่างแน่นอน เหลือน้อยลงมาก เพราะ
1. คนใช้จริงน่าจะไม่ถึง 5 ล้าน ผมเป็นคนทำตัวเลขให้เองว่าตัวเลขข้าราชการ ทั้งประจำและลูกจ้าง รัฐวิสาหกิจ รวมๆ กันได้ 1.7 ล้านคน เลขนี้เป็นคนที่เขาขอความร่วมมือได้
2. ถ้างั้น 300 บาทต่อหัวต่อปี x 1.7 ล้าน ตก 510 ล้าน สัญญานี้ทำให้รัฐจ่ายถูกลงไปเกือบพันล้าน มันคือสิ่งที่แกคิดว่าเป็นผลงานแก
ปล. มีคุยกันต่อด้วยว่า พอจ่ายเป็นต่อหัวแบบนี้ เราน่าดัดหลัง คือจัดตั้งคนช่วยกัน generate vdo จนเต็มโควตาทุกเดือน เพราะถ้าใช้เต็มโควตาจะเท่ากับ 60 บาท ในขณะที่ vendor เบิกได้ 25 บาท ดังนั้น ทุกคนที่ใช้เกินโควตาจะทำให้ vendor ขาดทุน 35 บาททันที ยิ่งมีเยอะหลายคนยิ่งเจ็บ"
ต่อมา น.ส.รักชนกได้ตั้งคำถามเชิงเปรียบเทียบว่า "ถ้าคนที่ทุจริตสอบท้องถิ่นแล้วบรรจุสำเร็จ เข้ามาทำงานแล้วทำได้ดีมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าคุ้มภาษี ก็ควรให้อยู่ต่อไปได้ใช่ไหมคะ ตรรกะเดียวกัน"
ทำให้นายธนารัตน์ตอบว่า "แน่นอนว่าไม่ครับ ซึ่งทุกคนในโต๊ะเห็นด้วยว่าไม่ควร ถนนที่โกงเงินมาสร้าง ต่อให้ชมว่าใช้งานสะดวก ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีคนผิด เรื่องจัดซื้อจัดจ้างผิดแน่ๆ และต้องนวดกันต่อให้สุดครับ"
นายธนารัตน์ยังได้โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กตนเองด้วยว่า “ไม่ค่อยชอบบรรยากาศพรรคส้มตอนนี้ คือตอนงาน AI ประชาชนที่พรรคเป็นคนจัดเอง หัวหน้าเท้งก็ไปร่วมด้วย พวกเราโดนขอให้พูดในเชิงบวก พูดในแง่ที่ว่ามันมาแน่แล้วเราจะผลักดันยังไงให้ได้ประโยชน์ แต่พอพูดนอกงานนี้กลับโดนเพื่อนสมาชิกด้วยกันรุมทึ้ง เอาใจไม่ค่อยถูก”
กระทั่งล่าสุดวันนี้ (18 กรกฎาคม 2569) นายวรวุฒิ อุ่นใจ (หรือ หมู) ผู้ก่อตั้ง OfficeMate และ B2S อดีตประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และอดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า ได้โพสต์เฟซบุ๊กแนะนำนายภาวุธให้ไปทำงานร่วมกับ นางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า "ป้อมเอ๊ย..ไปอยู่กับ ดร.อ้อเถอะ..มันคุยกันรู้เรื่อง เรามันคนทำงาน ว่ากันตามเหตุตามผล..ไม่ใช่พวกด่าลูกเดียว..พอขัดใจเจ๊ทีก็โดนปืน ค.ถล่มใส่..
อารมณ์รุนแรงแบบนี้ นำประเทศที่มีปัญหาซับซ้อน แก้ไขยากแบบไทยไม่ได้หรอก
ลำพังพวกขี้โกงที่มันบูรณาการ ทั้งนักการเมือง+ข้าราชการ+ทุนสามานย์ ก็แก้ยากมากๆ แล้ว
เจอเด็กหัวรุนแรงเจ้าอารมณ์..ไอ้แก๊งขี้โกงเหลี่ยมจัดพวกนี้มันขุดหลุมหลอกติดคุกตายแน่ๆ
พรรคส้มนี่จุดแข็งมีมาก..แต่ถ้าจะพังก็เพราะจุดอ่อนแบบที่เห็นนี่แหละ
เป็นกำลังใจให้นะป้อม..มาทำงานการเมืองได้แป๊บเดียวเจอทั้งศึกนอกศึกในรุมถล่มยับเลย.."


