วงการกุมารแพทย์แนะผู้ปกครองปรับกระบวนทัศน์การดูแลเด็กที่มีภาวะไข้ ล่าสุด แพทย์เฉพาะทางเวชบำบัดวิกฤตเด็ก ชี้แจงข้อเท็จจริงทางการแพทย์ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเวชปฏิบัติฉบับใหม่ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2568) โดยยืนยันหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "การลดไข้และการเช็ดตัว ไม่สามารถป้องกันภาวะไข้ชักในเด็กได้" แต่เป็นเพียงวิธีบรรเทาความไม่สุขสบายทางกายเท่านั้น พร้อมเตือนผู้ปกครองลดความตระหนกและหลีกเลี่ยงการรบกวนการพักผ่อนของเด็กเพียงเพื่อเร่งลดอุณหภูมิร่างกาย
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เพจ "หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า" เพจให้ความรู้ด้านสุขภาพเด็กของ นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตเด็ก ออกมาโพสต์ข้อความเล่าประสบการณ์ทางคลินิกและการทบทวนวรรณกรรมทางการแพทย์ระดับสากล นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านองค์ความรู้ครั้งสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภาวะไข้ในเด็ก โดยลบล้างความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าต้องรีบลดไข้เพื่อป้องกันอาการชัก เนื่องจากหลักฐานเชิงประจักษ์และแนวทางปฏิบัติใหม่ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2568) ยืนยันว่า การลดไข้และการเช็ดตัวไม่ได้ช่วยป้องกันภาวะไข้ชัก แต่มีจุดประสงค์หลักเพื่อบรรเทาความไม่สุขสบายของผู้ป่วยเท่านั้น หัวใจสำคัญของการดูแลเด็กที่มีไข้ในมาตรฐานปัจจุบันจึงมุ่งไปที่การลด "ความตระหนกต่อภาวะไข้" (Fever Phobia) ของผู้ปกครอง โดยปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมุ่งกดตัวเลขบนปรอทซึ่งมักรบกวนการพักผ่อนของเด็ก มาเป็นการประคับประคองให้เด็กสุขสบายตัว เฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยอย่างมีสติ และทำความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า "ไข้" คือกลไกตามธรรมชาติของร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรค ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องเร่งกำจัดอย่างตื่นตระหนก ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"วันนี้ เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว… เพจผมเคยโดนรถทัวร์มาจอดหน้าบ้านครั้งใหญ่ที่สุดครับ 🚍หนักจนมีอยู่ช่วงหนึ่ง…ผมนั่งถามตัวเองอยู่หลายครั้ง“หรือเราควรหยุดทำเพจไปเลยดีนะ”ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดมาจากโพสต์เรื่อง“การเช็ดตัวลดไข้ในเด็ก”โพสต์ธรรมดาๆ ที่ตอนนั้นผมคิดว่าก็คงเป็นโพสต์ความรู้เหมือนทุกครั้งแต่สุดท้าย…มันกลับกลายเป็นดราม่าครั้งใหญ่มีทั้งคนเห็นด้วยมีทั้งคนไม่เห็นด้วยและกลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึงทั้งในหมู่ผู้ปกครองและวงการหมอเด็กหลายคนอาจยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้แต่หลายคนอาจไม่ทันเพราะตอนนั้นเพจนี้มีคนติดตามอยู่แค่ประมาณหนึ่งหมื่นคนเองครับ
ประมาณสองสัปดาห์หลังจากนั้นราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยก็ได้ออกแนวทางการดูแลเด็กที่มีไข้ฉบับใหม่
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568หลังจากนั้น…กระแสการถกเถียงก็ค่อยๆเงียบลงแต่สำหรับผมเรื่องนี้ ผมยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง
ว่าเบื้องหลังของโพสต์นั้นมีที่มาที่ไปยังไง?จนวันนี้…ครบหนึ่งปีพอดีผมเลยคิดว่าถึงเวลาแล้ว…ที่จะเล่าเรื่องนี้ ตั้งแต่ต้น
ว่าทำไมผมถึงใช้เวลาเป็นเดือนนั่งอ่านงานวิจัย หาข้อมูลเรื่อง “การดูแลไข้ในเด็ก”ทั้งๆ ที่ตอนแรกผมไม่ได้เปิดมันขึ้นมา
เพื่อค้นหาความจริงเลยด้วยซ้ำ...
จริงๆแล้วผมก็เป็นคนไทยธรรมดาคนนึงครับตอนเด็กๆ เป็นไข้ ก็ถูกพ่อแม่เช็ดตัว ขัดๆถูๆถูกปลุกขึ้นมา งัวเงียๆ กินยาลดไข้ตอนตีสองและโตมากับประโยคที่ทุกบ้านพูดเหมือนกัน“อย่าปล่อยให้ไข้สูง เดี๋ยวชัก”ตอนเรียนแพทย์เรื่องเหล่านี้แทบไม่มีใครตั้งคำถามเพราะมันเป็นสิ่งที่เราทำกันมาตลอดพอเรียนจบเป็นหมอผมก็พูดแนะนำแบบเดิม“ลูกมีไข้ก็ต้องรีบเช็ดตัวลดไข้นะ ถ้าไข้ไม่ลงก็เช็ดให้แรงๆจนผิวแดงๆ”“ต้องรีบลดไข้ ไม่งั้นจะชัก”ตอนนั้นผมเชื่อจริงๆว่ากำลังแนะนำสิ่งที่ดีที่สุดให้คนไข้และไม่เคยคิดเลยว่าความหวังดีของผมอาจมีบางส่วนที่ไม่ตรงกับหลักฐานทางการแพทย์
จนกระทั่งวันหนึ่งผมย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ช่วงนั้นมีคุณหมอเด็กจากญี่ปุ่นมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กับทีมหมอเด็กหัวข้อที่เลือกมาพูดวันนั้นคือ “ไข้ชัก”มีอยู่ประโยคหนึ่งที่ผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้“การลดไข้ ไม่สามารถป้องกันชัก แต่ทำเพื่อให้เด็กสบายตัว”ตอนนั้นผมก็ฟังแล้วคิดในใจว่า“มุมมองของเขาแปลกดี”แล้วก็ปล่อยผ่านไป
หลังจากนั้นผมเริ่มมีโอกาสดูแลคนไข้ชาวต่างชาติมากขึ้น แล้วก็เริ่มได้ยินคำถามเดิมๆซ้ำแล้ว…ซ้ำเล่า“ทำไมต้องลดไข้ ทั้งที่ลูกยังวิ่งเล่นได้”“ทำไมต้องเช็ดตัว ทั้งที่หมอประเทศเขาไม่แนะนำให้ทำ”“ทำไมต้องปลุกลูกมากินยา ทั้งที่ลูกกำลังหลับสบาย”
ผมก็ยังคิดเหมือนเดิมแต่ละประเทศก็คงมีแนวทางดูแลเด็กไม่เหมือนกันบ้านเราเป็นเมืองร้อนเราทำแบบนี้กันมาหลายสิบปีคงไม่มีอะไรผิด
จนวันหนึ่งมีคุณแม่ชาวญี่ปุ่นพาลูกมาหาผมระหว่างซักประวัติคุณแม่พูดขึ้นมาว่า“เมื่อคืนลูกมีไข้แล้วชักค่ะ”ผมตกใจทันที เลยถามกลับว่า“แล้วทำไมเมื่อคืนไม่ได้มาหาหมอนะครับ”คุณแม่ทำหน้างงนิดๆก่อนตอบว่า“หมอที่ญี่ปุ่นบอกว่า ไข้ชักไม่ได้อันตรายถ้าชักหยุดแล้ว ลูกกลับมาเป็นปกติ ก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบมาโรงพยาบาลค่ะ”ตอนนั้น…ผมอึ้งไปพักใหญ่เลยครับ
ไม่ใช่เพราะผมไม่รู้ว่าไข้ชักไม่อันตรายแต่เพราะผมไม่เคยเจอพ่อแม่คนไหนที่รับมือกับไข้ชักได้ชิลแบบสุดขั้วขนาดนี้
มันเป็นมุมมองที่ต่างจากสิ่งที่ผมคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง
แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ผมเริ่มค้นหางานวิจัยจริงๆกลับไม่ใช่เรื่องไข้ชักหรอกครับวันหนึ่งมีครอบครัวชาวต่างชาติเขียนคำร้องเรียน
เขาไม่พอใจเพราะพยาบาลเช็ดตัวลดไข้ให้ลูกเขาเขาบอกว่าลูกหนาวสั่นลูกทรมานและไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำกันแบบนี้
หมอที่นี่อ้างอิงแนวทางอะไร?วันนั้นยอมรับตรงๆว่าฟังแล้วก็โกรธในหัวผมมีแต่ความคิดว่า“ประเทศไทยทำกันแบบนี้มาเป็นสิบๆปี”“โรงพยาบาลก็ทำ”“หมอทุกคนก็ทำ”และ...ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
คืนนั้นผมเลยเปิดงานวิจัยแต่ถ้าจะพูดกันตรงๆผมไม่ได้เปิดเพื่อหาความจริงผมเปิดเพื่อหาหลักฐานมายืนยันว่า...“ผมถูก”
ผมคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานเดี๋ยวก็คงเจองานซักฉบับที่สนับสนุนสิ่งที่ผมเชื่อมาตลอดแต่พอเปิดฉบับแรก...พูดตรงข้ามกับที่เราคิดฉบับที่สอง...ก็ไม่เจอสิ่งที่ต้องการฉบับที่สาม...ก็ยังไม่เจอผมเริ่มปลอบตัวเองว่า“ก็บ้านเขามันเมืองหนาว”“คงใช้กับไทยไม่ได้”ผมเลยเปลี่ยนไปหางานวิจัยจากประเทศเขตร้อนแทน เช่นอินเดีย บราซิล กาน่า ไนจีเรีย ประเทศที่ร้อนกว่าไทยเสียอีก
แต่ไม่ว่าจะเปิดอีกกี่ฉบับคำตอบก็ยังเหมือนเดิมยิ่งอ่าน…ผมก็ยิ่งเริ่มไม่มั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองเคยเชื่อมาตลอดเพราะสิ่งที่งานวิจัยกำลังบอกกลับเป็นประโยคเดียวกับที่หมอเด็กชาวญี่ปุ่นเคยหยิบมาเล่าให้ผมฟังตั้งแต่วันแรกที่ผมย้ายมาทำงาน…
มีอยู่ประโยคหนึ่งที่แทบทุกแนวทางการดูแลเด็กที่มีไข้เขียนไว้ตรงกัน“การลดไข้ ทำเพื่อรักษาความไม่สุขสบาย ไม่ใช่ลดตัวเลขบนปรอท”“การลดไข้ ไม่สามารถป้องกันไข้ชักได้”ตอนอ่านประโยคนี้ผมเงียบไปนานเพราะอยู่ๆ ก็มีประโยคหนึ่งลอยขึ้นมาในหัวประโยคที่ผมเองเคยพูดกับพ่อแม่คนไข้นับครั้งไม่ถ้วน“ต้องรีบลดไข้นะครับ เดี๋ยวลูกชัก”ผมนึกถึงคุณพ่อคุณแม่หลายคนที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ไข้ลูกลดลงให้เร็วที่สุดปลุกลูกขึ้นมากินยาเช็ดตัวซ้ำๆบางคนถึงกับใช้น้ำเย็น น้ำแข็งเพราะกลัวว่า…ถ้าปล่อยให้ไข้สูงลูกจะชักแต่ยิ่งอ่านงานวิจัยมากขึ้นผมก็ยิ่งเข้าใจว่าไข้ชักไม่เคยขึ้นอยู่กับ“ตัวเลขบนปรอท”เด็กหลายคน
ไข้สูง 40–41 องศาก็ไม่เคยชักขณะที่เด็กอีกหลายคนกลับชักตั้งแต่ไข้ยังไม่สูงหรือบางคน…ตอนที่ชักก็แทบไม่มีไข้เลยด้วยซ้ำวันนั้นผมเริ่มยอมรับว่าสิ่งที่ต้องเปลี่ยนอาจไม่ใช่ความเข้าใจของพ่อแม่ชาวต่างชาติเหล่านั้นแต่เป็นความเข้าใจของผมเอง
หลังจากประเทศไทยออกแนวทางการดูแลเด็กที่มีไข้ฉบับใหม่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568แนวทางการดูแลในโรงพยาบาลที่ผมทำงานก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปก่อนเช็ดตัวลดไข้ทีมรักษาจะอธิบายข้อมูลให้ผู้ปกครองทราบก่อนแล้วชวนให้ร่วมตัดสินใจหากต้องการเช็ดตัว เราก็ยินดีช่วยแต่ถ้าไม่ต้องการ ก็ไม่มีการบังคับซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของประเทศไทยที่ระบุว่าการเช็ดตัวลดไข้อาจทำหรือไม่ทำก็ได้แต่หากจะทำก็ควรทำอย่างถูกวิธีเช่น ไม่ขัดแรงๆ ไม่ใช้น้ำเย็น หนาวสั่นต้องหยุด เป็นต้น
หนึ่งปีผ่านไปผมเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายโรงพยาบาลเริ่มปรับวิธีการดูแลเด็กที่มีไข้หลายเพจหมอเด็กและพยาบาลเด็ก
เริ่มพูดถึงแนวทางใหม่มากขึ้นแน่นอนครับก็ยังมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ยังไม่เห็นด้วยซึ่งเป็นเรื่องปกติของวงการแพทย์
เพราะทุกครั้งที่มีแนวทางปฏิบัติฉบับใหม่ออกมาการเปลี่ยนแปลงไม่เคยเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนบางครั้ง…ก็ต้องใช้เวลาหลายปี
หรือเป็นสิบปีกว่าที่ความรู้ใหม่จะค่อยๆกลายเป็นมาตรฐานใหม่
สิ่งที่ผมหวังไม่ใช่การเปลี่ยนความเชื่อของทุกคนแต่คือการค่อยๆ ลด“ความกลัวไข้”ที่อยู่ในใจของพ่อแม่ไม่รีบอุ้มลูกไปห้องฉุกเฉินตอนตีสอง เพียงเพราะลูกไข้สูงไม่ต้องเฝ้ามองตัวเลขบนปรอทตลอดทั้งคืนไม่ต้องปลุกลูกที่กำลังหลับสบาย
ขึ้นมากินยาทุกครั้งไม่ต้องโหมกระหน่ำทำทุกอย่างเพื่อให้เลขไข้ลดลงให้เร็วที่สุดจนเผลอลืมมองว่า…สิ่งที่เรากำลังทำอยู่
ทำให้ลูกสบายขึ้นจริงๆ หรือเปล่าบางครั้งเด็กไม่ได้ทรมานจากไข้เพียงอย่างเดียวแต่ยังต้องหนาวสั่นและกลัวจากการเช็ดตัว
หรือต้องสะดุ้งตื่นเพราะถูกปลุกขึ้นมากินยาทั้งที่การได้นอนพักผ่อนอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นในการฟื้นตัวมากกว่า
สุดท้ายแล้ว…ไข้ ไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นกลไกหนึ่งที่ร่างกายใช้ต่อสู้กับเชื้อโรคหน้าที่ของเราไม่ใช่การไล่ล่าให้ตัวเลขบนปรอทกลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุดแต่คือการดูแลให้เด็กสบายตัวเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดรู้ว่าเมื่อไรควรพามาพบแพทย์และช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลานั้นไปได้อย่างปลอดภัย"


