'ปฐม อินทโรดม' ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลแถวหน้าของไทย โพสต์ข้อความสะกิดใจสังคม ชี้ปรากฏการณ์ "ดังข้ามคืน" บนโลกออนไลน์คือดาบสองคมที่สร้างบาดแผลลึกให้อินฟลูเอนเซอร์เมื่อกระแสจางหาย พร้อมแนะแนวทาง 6 ข้อสำหรับพ่อแม่และเยาวชน ในการสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์เพื่อไม่ให้ผูกติดคุณค่าชีวิตไว้กับยอดวิว หรือรายได้ฉาบฉวย ย้ำชัดทักษะการใช้ชีวิตในโลกความจริงคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ปฐม อินทโรดม ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน แถวหน้าของประเทศไทย ออกมาโพสต์ข้อความ เผยปรากฏการณ์โด่งดังข้ามคืนบนโลกโซเชียลเปรียบเสมือนดาบสองคมที่อาจสร้างบาดแผลทางจิตใจให้อินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างรุนแรงเมื่อกระแสจางหายไป
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการสอนให้ประสบความสำเร็จคือ การสร้างภูมิคุ้มกันและวุฒิภาวะทางอารมณ์เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกดิจิทัล โดยต้องปลูกฝังไม่ให้พวกเขาผูกคุณค่าของตนเองไว้กับยอดตัวเลข ไม่หลงระเริงไปกับรายได้ฉาบฉวย เลิกวิ่งตามอัลกอริทึมที่ควบคุมไม่ได้ พร้อมทั้งหมั่นสังเกตสัญญาณความเครียดหรือซึมเศร้าที่ซ่อนอยู่ และที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาทักษะชีวิตรวมถึงตัวตนในโลกแห่งความจริงนอกเหนือจากหน้าจอ เพื่อให้พวกเขามีรากฐานจิตใจที่มั่นคงและสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีคุณค่า ในวันที่สปอตไลต์ของโลกออนไลน์ไม่ได้ส่องมาที่พวกเขาอีกต่อไป ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
“ไม่นานมานี้ มีน้องอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งมาปรึกษาผม… เขาไม่ได้มาขอคำแนะนำเรื่องการทำคอนเทนต์ ไม่ได้มาถามว่าจะทำอย่างไรให้ยอดวิวเพิ่ม หรือจะสร้างรายได้จากโซเชียลอย่างไร
แต่เขามาพร้อมประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมอึ้งไปพักใหญ่
“ผมไม่อยากอยู่แล้วพี่”
ทั้งที่เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งเป็นคนที่ใครๆ อิจฉา… ด้วยคลิปไวรัลทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มเป็นหลักล้านในเวลาไม่กี่วัน แบรนด์ติดต่อเข้ามา งานวิ่งเข้าหา ไปไหนก็มีคนจำได้ ทุกโพสต์เต็มไปด้วยคำชื่นชม
แต่โลกของโซเชียลหมุนเร็วกว่าที่หลายคนคิด
ไม่กี่เดือนต่อมา คนเริ่มสนใจเรื่องใหม่ อัลกอริทึมเปลี่ยน คลิปไม่ไวรัลเหมือนเดิม ยอดวิวลด ผู้ติดตามเริ่มหาย แบรนด์ก็หายตามไปด้วย สิ่งที่หายไปพร้อมกับกระแสไม่ใช่แค่รายได้ แต่เป็นคุณค่าของตัวเองในสายตาของเขา
ผมนั่งฟังอยู่เงียบๆ แล้วนึกขึ้นมาได้ว่า ทุกวันนี้เราเห็นคนดังข้ามคืนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แทบไม่มีใครพูดถึง “ผลข้างเคียง” ของความดังเลย แม้หลายคนมองว่าการดังข้ามคืนคือความฝัน แต่ในความเป็นจริงมันอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจได้มากที่สุดหากไม่มีใครเตรียมตัวให้ทัน
โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ลูกกำลังกลายเป็นคนดังจากโซเชียล สิ่งที่ควรกังวลอาจไม่ใช่วันที่ลูกโด่งดัง แต่อาจเป็นวันที่โลกเลิกสนใจลูกต่างหาก
1. อย่าให้เขาเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับยอดไลก์และยอดวิว
วันนี้คนกดไลก์เป็นแสน พรุ่งนี้อาจเหลือหมื่น มะรืนอาจเหลือพัน นั่นไม่ได้แปลว่าเขาเก่งน้อยลง แต่ธรรมชาติของโซเชียลคือ ทุกคนถูกแทนที่ได้เสมอ ถ้าเขาเชื่อว่าตัวเองมีคุณค่าเพราะยอดวิว วันหนึ่งยอดวิวหาย ความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าก็จะตามมาด้วย
2. อย่าให้รายได้ที่มาเร็ว เปลี่ยนมาตรฐานชีวิตเร็วเกินไป
หลายคนเริ่มมีรายได้หลักแสนหรือหลักล้านตั้งแต่อายุยังน้อย เราเห็นข่าวเด็กอายุ 15 ถอยบีเอ็มคันละเกือบ 4 ล้านทั้งที่ยังไม่มีใบขับขี่ หลายคนใช้ชีวิตแบบคนดัง แต่รายได้จากกระแส ไม่ใช่รายได้ที่ยั่งยืน… เมื่อกระแสจบ ค่าใช้จ่ายกลับยังอยู่เหมือนเดิม ความเครียดจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่า
3. อย่าสอนให้เขาวิ่งตามอัลกอริทึมตลอดเวลา
เมื่อคลิปหนึ่งได้สิบล้านวิว สมองก็จะอยากได้สิบล้านวิวอีก เมื่อไม่ได้ ก็จะรู้สึกเหมือนตัวเองล้มเหลว ทั้งที่คนดูเป็นแสนก็ยังมากกว่าคนทั้งจังหวัดเสียอีก… นี่คือกับดักของโซเชียลที่ไม่มีวันถึงเส้นชัยสักที
4. ให้เขามีตัวตนที่ไม่ได้เป็นแค่ “อินฟลูเอนเซอร์”
เด็กยุคใหม่จำเป็นต้องมีทักษะที่หลากหลาย มีอาชีพอื่น มีความรู้ที่ต่อยอดได้ มีเพื่อนที่ไม่ได้คบเพราะชื่อเสียง และมีชีวิตที่ยังมีความหมาย แม้วันที่ไม่มีใครจำได้ เพราะอาชีพอินฟลูเอนเซอร์อาจอยู่กับเขาไม่กี่ปี… แต่ชีวิตของเขายังเหลืออีกหลายสิบปี
5. คอยสังเกตวันที่เขาเริ่มเงียบ
หลายคนคิดว่าคนเป็นซึมเศร้าจะร้องไห้ตลอดเวลา แต่หลายคนกลับยิ้มเก่งกว่าเดิม โพสต์เก่งกว่าเดิม ไลฟ์สดเก่งกว่าเดิม แต่พอปิดกล้อง กลับไม่เหลือแรงใช้ชีวิต อย่ารอให้เขาพูดว่า “ไม่อยากอยู่แล้ว” ค่อยเริ่มถามว่าเขาเป็นอย่างไร เพราะมันอาจไม่ทันแล้ว
6. สอนให้เขาเข้าใจว่า กระแสไม่ใช่ตัวตน
คนที่ดังที่สุดวันนี้ ปีหน้าอาจไม่มีใครพูดถึง นี่ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือธรรมชาติของโลกดิจิทัล ถ้าเขาเข้าใจเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรก เขาจะไม่เจ็บหนักในวันที่กระแสผ่านไป
ผมไม่ได้เขียนเรื่องนี้เพื่อให้กลัวความสำเร็จ ตรงกันข้าม ผมเชื่อว่าเด็กยุคนี้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้จากโลกออนไลน์ได้มากกว่าคนรุ่นผมหลายเท่า แต่สิ่งที่ต้องเติบโตไปพร้อมกับชื่อเสียง ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ติดตาม แต่ต้องเป็นวุฒิภาวะทางอารมณ์ด้วย
เพราะในยุคนี้ การทำให้คนคนหนึ่ง “ดัง” อาจใช้เวลาเพียงคืนเดียว แต่การสอนให้เขาใช้ชีวิตต่อไปได้ในวันที่โลกเลิกสนใจ อาจเป็นบทเรียนที่สำคัญกว่าการทำให้เขาโด่งดังเสียอีก”


