xs
xsm
sm
md
lg

จิตแพทย์เตือน! “เมิน-ไม่คุย-ทำเหมือนไม่มีตัวตน” เข้าข่ายบูลลี่ ภัยเงียบทำร้ายใจ เสี่ยงซึมเศร้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จิตแพทย์ให้ความรู้ท่ามกลางกระแสดรามาการกลั่นแกล้งในรั้วมหาวิทยาลัย ชี้พฤติกรรมเมินเฉย ไม่พูดด้วย ไม่ชวนเข้ากลุ่ม หรือทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน คือ การกีดกันออกจากสังคม ซึ่งเป็นการบูลลี่ทางจิตใจที่สร้างบาดแผลลึก ส่งผลต่อคุณค่าในตัวเอง เพิ่มความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า พร้อมย้ำควรรอข้อเท็จจริงทุกด้าน แต่สังคมต้องตระหนักว่า “ความเงียบ” ก็เป็นความรุนแรงได้เช่นกัน

วันนี้ (15 ก.ค.) นพ.เจษฎา ทองเถาว์ จิตแพทย์ เจ้าของเพจ “คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา” โพสต์ให้ความรู้ถึงกรณีกระแสดรามาเกี่ยวกับประเด็นการกลั่นแกล้ง (Bullying) ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นำมาสู่คำถามสำคัญที่สังคมกำลังให้ความสนใจว่า “การไม่พูดด้วย ไม่มองหน้า ไม่ชวนเข้ากลุ่ม หรือทำเหมือนใครคนหนึ่งไม่มีตัวตน” ถือเป็นการรังแกกันหรือไม่

โดยในทางจิตวิทยา พฤติกรรมลักษณะนี้เรียกว่า “การกีดกันออกจากสังคม” (Social Exclusion) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่สร้างบาดแผลลึกในใจ และอาจส่งผลกระทบต่อคุณค่าในตัวเองรวมถึงสุขภาพจิตในระยะยาวอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

มนุษย์เรามีความต้องการพื้นฐานในการถูกยอมรับจากกลุ่มมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เพราะในอดีตการอยู่ร่วมกันหมายถึงความอยู่รอดและความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ สมองของเราจึงถูกพัฒนาให้ไวต่อสัญญาณที่บอกว่า “เราไม่เป็นที่ต้องการ” เป็นอย่างมาก ซึ่งทางคลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา ได้เผยข้อมูลจากงานวิจัยที่น่าสนใจว่า เมื่อมนุษย์ถูกปฏิเสธหรือถูกกันออกจากกลุ่ม สมองส่วนที่ตอบสนองต่อความเจ็บปวดทางร่างกายจะทำงานทันที จึงไม่แปลกเลยที่ผู้ถูกกระทำจะรู้สึกจุก เจ็บลึก หรือเหมือนถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ทั้งที่ไม่มีใครแตะต้องตัวเลยแม้แต่น้อย

หากพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นเวลานาน เช่น ถูกเพื่อนทั้งกลุ่มพร้อมใจกันไม่คุยด้วย ถูกลบออกจากกลุ่มสนทนา หรือถูกทำให้รู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน ผลกระทบที่จะตามมาอาจรุนแรงถึงขั้นเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลสูงขึ้น เกิดภาวะเครียดเรื้อรัง รู้สึกว่าตนเองไร้คุณค่า และอาจนำไปสู่ความคิดทำร้ายตัวเองได้

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เมื่อผู้ถูกกระทำได้รับข้อความซ้ำๆ จากคนรอบข้างว่า “ไม่มีใครสนใจคุณ” บาดแผลนี้จะค่อยๆ กัดเซาะจนพวกเขาเชื่อว่า “เราไม่มีคุณค่าจริงๆ” ส่งผลให้กลายเป็นคนไม่กล้าพูด ไม่กล้าเข้าหาใคร หรือระแวงว่าคนอื่นกำลังรังเกียจ ซึ่งความกลัวนี้อาจติดตามไปทำลายความสัมพันธ์ใหม่ๆ ในอนาคต แม้ว่าจะย้ายออกจากสังคมเดิมไปแล้วก็ตาม

ขณะเดียวกัน ปฏิกิริยาตอบสนองต่อการถูกเมินเฉยของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนอาจจะแยกตัวและเงียบลง บางคนพยายามเอาใจผู้อื่นมากเกินไปเพื่อให้ถูกยอมรับกลับเข้ากลุ่มอีกครั้ง ขณะที่บางคนอาจเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นความโกรธ ดังนั้น การที่ใครบางคนยังดูนิ่ง ไม่ร้องไห้ หรือยังคงทำงานได้ตามปกติ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ

สำหรับกรณีที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ สังคมควรรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่เตือนให้เราตระหนักว่า การกลั่นแกล้งไม่จำเป็นต้องใช้คำด่าหยาบคายหรือการลงไม้ลงมือ เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำลายความเป็นมนุษย์ได้มากที่สุด คือการที่คนทั้งกลุ่มพร้อมใจกันทำเหมือนเขา “ไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น”

การป้องกันปัญหาการบูลลี่ในสังคมยุคใหม่ จึงไม่ใช่แค่การสอนว่า “อย่าด่ากัน” แต่ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันว่า การรวมหัวกันเมิน การกันออกจากกิจกรรม หรือการใช้ความเงียบเป็นเครื่องมือในการลงโทษผู้อื่น ก็คือความรุนแรงทางจิตใจรูปแบบหนึ่ง เพราะการได้รู้ว่า “เรายังมีที่ยืนอยู่ในกลุ่ม” คือพื้นฐานสำคัญที่สุดของสุขภาพจิตที่ดี