แมวดำตัวอ้วนน่าเอ็นดูพร้อมมาดกวนๆ บนผ้าลายตารางสีแดงที่เห็นแล้วชวนให้อมยิ้ม ใน Collection Cottage Cat, หมี Jelly Bear สีสันสดใสให้ความรู้สึกอบอุ่น, Balloon Dog ที่ชวนให้หวนนึกถึงงานปาร์ตี้และความสนุกในวัยเด็ก, Bokery ขนมเบเกอรี่น่าทานหลากหลายรูปทรง, ยังมี Vintage Cat , Capibara Family และอีกหลากหลายลวดลายสุด Cute อวดโฉมเรียงรายอยู่บนราวแขวนใน Pop Up Store ของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งใจกลางเมือง
‘Call It A Day’ คือชื่อของแบรนด์ชุดนอนสีสันสดใสเหล่านี้ ที่ก่อตั้งโดย ‘มุ้ย-‘ชนิตา สีวิภาพงษ์’ ซึ่งคำนึงถึงทุกรายละเอียดสำคัญสำหรับผู้หญิง ไม่ว่าการออกแบบที่ทำให้รู้สึก Safe แม้โนบรา, เนื้อผ้าที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถันเพื่อให้นุ่มสบาย, กระเป๋ากางเกงด้านในที่ออกแบบอย่างใส่ใจ, กระดุมกากเพชรที่สะท้อนถึงรายละเอียดเล็กๆ ที่แบรนด์ไม่มองข้าม, ตราเสื้อตราไซส์ที่ไม่ได้ติดไว้หลังคอเสื้อให้ระคายผิว รวมทั้งกระบวนการทำงาน เบื้องหลังการออกแบบแต่ละ Collection รวมถึงที่มา แก่นสำคัญของแนวคิดที่ต้องการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่ทำให้สาวๆ สวมใส่แล้วรู้สึก Refresh หายเหนื่อย และมีความสุข
ผู้จัดการออนไลน์สัมภาษณ์พิเศษผู้ก่อตั้งแบรนด์ชุดนอนนี้ ในหลากหลายประเด็นเหล่านั้น
ที่มา ‘Call It A Day’
เมื่อถามถึงความเป็นมา
มุ้ยเล่าว่า “แบรนด์นี้เกิดมาเมื่อ 4 ปีที่แล้วค่ะ ‘Call It A Day’ เกิดมาจากความเหนื่อยล้าของตัวมุ้ยเอง คือมุ้ยเป็นคนที่ทำงานหนักมากๆ enjoy กับการทำงานมากๆ ทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 3 ทุ่ม ทำงาน 7 วันไม่รู้สึกเหนื่อยเลย สนุกกับการที่เราได้พัฒนาตัวเองไปอีกขั้นนึง ก็คงเหมือนกับเรียนคนจบบัญชีจุฬาฯ ทั่วไป (หมายเหตุ : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ที่พอจบใหม่ปุ๊บก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าเราอยากจะได้อะไร เราอยากจะ Achieve อะไร”
มุ้ยยอมรับว่าในการทำงานด้านการตลาดในช่วงนั้น เธอประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 มุ้ยพยายามทุ่มเทอย่างหนักในการทำงานมาโดยตลอด กระทั่งวันหนึ่งเธอกลับเกิดอาการ Burnout หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน
“มีอยู่วันหนึ่ง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับมุ้ยเลยนะคะ วันนั้นมุ้ยเหนื่อยมากๆ ทั้งรถติด ประชุมเยอะ กลับมาถึงบ้านเหนื่อยๆ แกะเสื้อผ้าที่ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มาแล้วลองสวม เมื่อได้มองตัวเองในกระจก รู้สึกน่ารักมาก! ความรู้สึกเหนื่อยล้าหายเป็นปลิดทิ้ง ความเหนื่อยถูก Release ออกไปหมดเลย มุ้ยรู้สึกว่าความรู้สึกนี้แหละที่มุ้ยอยากให้สาวๆ สัมผัส เป็นความรู้สึกที่อยากให้สาวๆ หายเหนื่อยจากวันที่เหนื่อยล้าและได้สู้ไปกับวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าได้”
“Call It A Day ก็เลยเกิดจากความรู้สึกเล็กๆ ตรงนั้น ที่เราอยากจะส่งต่อความรู้สึกในการผ่อยคลาย ปลดปล่อยความเครียดออกไป”
กว่าจะเป็นชุดนอน Call It A Day
เมื่อมุ้ยตั้งใจว่าจะออกแบบผลิตภัณฑ์แรกออกมาเป็นชุดนอน เธอคิดและตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ชุดนอนที่ดีกับสาวๆ เป็นชุดนอนแบบไหน’
“มุ้ยทำ Research เยอะมาก คำถามสำคัญของมุ้ยมีอยู่ 2 ข้อ
ข้อแรกคือชุดนอนในตลาดตอนนี้มีใครขายอยู่บ้าง แล้วเค้าตอบโจทย์อะไรกับลูกค้า
ข้อสอง คำว่าชุดนอนที่ดีในสายตาของลูกค้าของมุ้ย เป็นแบบไหน”
การค้นคว้าข้อมูลของมุ้ยทำให้เธอเข้าใจและมองเห็น Customer Pain point ที่ลูกค้าประสบเกี่ยวกับปัญหาในการสวมใส่ชุดนอน
ดังนั้น ชุดนอนในแบบ Call It A Day จึงแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าในหลายประเด็น
ข้อ 1 ลูกค้าอยากได้ผ้านิ่ม สบายผิว
“ข้อ 2 ลูกค้าอยากได้ชุดนอนที่สามารถโนบรา ปิดจุกได้ เพราะผู้หญิงเราไม่ชอบใส่ยกทรง ชุดชั้นในตอนนอน เพราะฉะนั้น ถ้ามีชุดนอนที่ปิดจุกได้ก็ทำให้เค้าใส่ชุดนอนในชีวิตประจำได้”
มุ้ยจึงออกแบบชุดนอนที่ผู้สวมใส่ไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่ต้องกังวลว่าจะโป๊หรือไม่รัดกุม ออกไปรับของจากไรเดอร์ ออกไปทำกิจกรรมหน้าบ้านได้ โดยไม่ต้องกังวลใจ
ข้อ3 ลูกค้าต้องการเนื้อผ้าที่ใส่สบายตัว ไม่ติดผิว ไม่มีไฟฟ้าสถิต สวมใส่แล้วผ้าไม่นาบไปกับผิว
ข้อ4 ต้องมีความน่ารัก
“เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่ว่ายังไงผู้หญิงเราก็ Relate กับความน่ารักที่สุด ทั้งหมดนี้ก็ออกมาเป็นชุดนอน Call It A Day ค่ะ”
ฟังก์ชั่นโดดเด่น
มุ้ยเล่าว่าชุดนอนที่เธอออกแบบ ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ และมีฟังก์ชั่นที่สาวๆ ชื่นชอบ
“ชุดนอนของ Call It A Day มีกระเป๋าเสื้อปิดจุก โนบราได้โดยไม่โป๊ โดยเรามีการเสริมผ้าเพิ่มอีก 1 ชั้น รวมทั้งหมดเป็น 3 ชั้น มีความหนาเพียงพอ”
มีการเสริมตราเสื้อตราไซส์บริเวณด้านในขอบกระเป๋าเสื้อแทนที่จะทำไว้ที่หลังคอเสื้อ ต่างจากเสื้อผ้าส่วนใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อให้ใส่สบายได้ตลอดคืนโดยไม่รู้สึกคันตรงหลังคอเสื้อ
เนื้อผ้า ทำจากผ้าคอตตอนซาติน (Cotton Satin) แท้ 100% เป็นผ้าฝ้ายที่ไม่ติดผิว ไม่มีไฟฟ้าสถิต ใส่สบาย ระบายอากาศได้ค่อนข้างดี มีการทำผ้า Super Soft เพิ่มเติมทำให้ได้เนื้อผ้าที่นุ่ม ต่างจากผ้าคอตตอนซาตินปกติทั่วไป โดยมุ้ยมีการสั่งทอผ้าเอง สั่งทำ Super Soft เอง
“นอกจากนี้ ยังมีความน่ารักอื่นๆ ตาม Requirement ของลูกค้า เช่นกระดุมกากเพชรที่สั่งทำโดยพาะ, กระเป๋ากางเกงที่ใช้ผ้าในตัวทำ ทำให้กางเกงมีความน่ารักเวลาล้วงกระเป๋าออกมาค่ะ”
แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ Collection
มุ้ยเล่าว่าเธอชอบวาดรูปอย่างมาก ชอบมาตั้งแต่เด็ก การได้ออกแบบลวดลายชุดนอนในแต่ละคอลเลคชั่น จึงสร้างความสุขให้เธอราวกับได้ทำงานอดิเรกที่สามารถทำเงินได้ด้วย
“มุ้ยชอบวาดรูปมากตอนเป็นเด็ก โตมาก็ยังวาด ทุกวันนี้มุ้ยไม่ได้เป็นพนักงานประจำ เป็น Consult ก็เลยมีเวลามาทำ Call It A Day ทุกครั้งที่รู้สึกว่าเหนื่อยจัง เบื่อจัง มุ้ยก็จะเอาสมุดออกมาวาดรูปหรือเอาสมุดสเก็ตช์มาดูหรือวาดบนไอแพด วาดออกมาเป็นชุดนอนต่างๆ ของ Call It A Day”
มุ้ยจะมีสมุดเล่มหนึ่งพกติดตัวตลอด เวลาจะออกแบบอะไร ถ้าเจออะไรที่ชอบก็จะเขียนไว้ เช่น ‘สีเขียวกับสีชมพู อยู่ด้วยกันน่ารักจัง’ ‘สีเขียวกับสีม่วง อยู่ด้วยกันน่ารักจัง’ แล้วมุ้ยก็จะวาดรูปเอาไว้ อาจสเก็ตช์ไว้ในสมุดแล้วนำมาวาดต่อในไอแพด“
"มุ้ยคิดลายไปเรื่อยๆ และเขียนรายละเอียดเอาไว้ ทั้งดีไซน์ และ Inspiration ที่มีอยู่ในทุกที่ทุกเวลา ด้วยความที่เราออกแบบลายเอง เราจะออกแบบกี่ลายก็ได้ บ่อยแค่ไหนก็ได้ แต่ด้วยความที่มุ้ยกลัวลูกค้ารอ เคยมีช่วงที่ผ่านไป 2 เดือนแล้วยังไม่มีลายใหม่ ลูกค้าก็ถามว่าเมื่อไหร่จะออกลายใหม่ มุ้ยก็เลยสัญญากับลูกค้าไว้ว่ามุ้ยจะออกลายใหม่ทุกเดือนเว้นเดือน ลูกค้ารอลายผ้ามุ้ยได้เลย ซึ่งนี่เองเป็นจุดที่ทำให้ Call It A Day ขายดีด้วยค่ะ”
คำตอบของมุ้ยทำให้เข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใด ตลอดระยะเวลา 4 ปี นับแต่ก่อตั้งแบรนด์ Call It A Day จึงมีชุดนอนมากกว่า 20 ลายแล้ว นั่นเพราะแรงบันดาลใจในการออกแบบลายต่างๆ ล้วนมาจากสิ่งรอบตัวที่มุ้ยพบเจอในแต่ละวัน มุ้ยเล่าลงลึกให้เห็นภาพด้วยว่าเมื่อพบเจอสิ่งที่ประทับใจแล้ว กลายมาเป็นลายผ้าได้อย่างไร
“แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของมุ้ย สิ่งที่มุ้ยชอบที่สุดเลยคือ มุ้ยว่า เมืองไทยช่วงนี้มีงานดีไซน์อยู่เต็มไปหมด ยกตัวอย่างเช่น แค่เดินไปคาเฟ่ มุ้ยเห็นคู่สีแล้วชอบ และคาเฟนี้เค้าแต่งสไตล์วินเทจ มีโต๊ะไม้ มีผ้าปูโต๊ะเป็นลายตารางสีแดง มีน้องแมวมาเดิน มุ้ยรู้สึกว่าน่ารักจัง มุ้ยก็รีบจดใส่สมุดคู่ใจหรือไม่ก็รีบถ่ายรูปเพื่อบันทึกความรู้สึกในตอนนั้นไว้ให้มากที่สุด"
"แล้วมุ้ยก็จะเขียนบรรยายว่ามุ้ยรู้สึกอะไรจากภาพที่เห็นเมื่อกี้ เช่น ‘น่ารัก’ ‘เป็นผ้าสีแดง’ ‘ให้ความรู้สึกโฮมมี่มากเลย’ ‘น้องแมวต้องดูกวนๆ นะ’ และเค้าขาย Pretzel เกลือ มุ้ยก็จดรายละเอียดด้วยว่า ‘เมื่อเพรทเซลเกลือมาอยู่กับสีแดง จะน่ารักต่อเมื่อเป็นเพรทเซลสีเข้มแล้วมีความเงา มีผงสีขาวโรย’ มุ้ยจะเขียนละเอียดมาก เพื่อให้เห็นว่าตอนนั้นมุ้ยรู้สึกอะไร เมื่อถึงเวลามาดีไซน์งานจริงๆ เราก็จะค่อยๆ มานั่งนึกว่า ตอนนั้น เราคิดอะไรนะ นี่เป็นที่มาของลาย Cottage Cat เป็นลายใหม่ล่าสุดที่ออกมาไม่ถึงเดือนหมดแล้วค่ะ ขายดีมาก”
“มุ้ยจะใช้การสังเกตเยอะมาก การพบเจอสิ่งต่างๆ บางครั้งเห็นเป็นธีมเลยก็มี บางทีก็เห็นแค่คู่สี และมีอีกกรณีคือถ้ามุ้ยคิดลายไม่ออก มุ้ยก็จะถามลูกค้าผ่านใน IG เรามีฐานลูกค้าอยู่แล้วเราก็ทักไปในไอจี ถามว่า ‘มีลายผ้าไหนที่ลูกค้าอยากให้ทำเป็นลายต่อไป’ ลูกค้าก็ตอบกันมาเยอะมาก เช่น ‘อยากให้ทำลายกระต่ายค่ะ, ลายคาปิบาร่าค่ะ’ ลายคาปิบาร่าของชุดนอน Call It A Day จึงเกิดจากไอเดียลูกค้าค่ะ ล่าสุด ก็มีลูกค้าบอกว่าอยากได้ลายอาหารเช้า ลายขนมเค้ก”
สิ่งเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นได้อย่างดีว่า ลูกค้าและเจ้าของแบรนด์ได้มีปฏิสัมพันธ์ได้พูดคุยกัน ได้รับฟังความเห็นและมุ้ยยังได้ไอเดียดีๆ จากลูกค้าด้วย
อย่างไรก็ตาม มุ้ยยืนยันว่า ทุกลายที่ออกแบบ มุ้ยต้องทุ่มเทและใส่ใจอย่างมาก เธอไม่เคยคิดซื้อคาแรคเตอร์ที่มีอยู่แล้ว แม้คาแรคเตอร์นั้นจะเป็นที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
“ถ้าร้านอื่นๆ ออกลายนี้เหมือนกัน วางอยู่ข้างๆ กัน จะมีใครแยกออกบ้างว่าชุดนั้นเป็นของแบรนด์อะไร เพราะชุดนอนมีดีไซน์ที่แยกออกยากอยู่แล้ว ถ้ายังมีลายผ้าเหมือนกันอีก ลูกค้าก็ยิ่งแยกไม่ออก เพราะฉะนั้น Call It A Day เป็นแบรนด์ที่ไม่ซื้อคาแรคเตอร์เลย มุ้ยจะออกแบบลายเอง อย่างมากที่สุดก็มีการ Collaboration เท่านั้น ทำให้ชุดนอนของเรามีความโดดเด่น ลูกค้าชอบในลายผ้า ชอบในงานดีไซน์ ชอบในงานอาร์ตของเราจริงๆ”
ถามถึงคอลเลคชั่นใหม่ๆ
มุ้ยตอบว่า มีลายล่าสุดคือ Jelly Bunny
“ด้วยความที่ลาย Jelly Bear ขายดี แล้วมีลูกค้าทักมาว่า อยากได้ลายกระต่ายนานแล้วค่ะ มุ้ยก็ออกแบบลายนั้นให้ลูกค้า พยายามทำให้ดูกวนๆ เป็นน้องกระต่ายที่เหมือนเยลลี่ เป็นคอลเลคชั่นใหม่ ผลิตออกมาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะเว้นไปอีกเดือนนึงแล้วก็จะมีลายน้องหมีเท็ดดี้
“มุ้ยจะมี Stock ลายไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่คิดออกมุ้ยจะวาดลายเก็บไว้เลย แล้วมานั่งดูว่าลายไหนเหมาะกับช่วงไหนบ้าง เช่น น้องหมีอันนี้ ออกช่วงหน้าหนาว เพราะเค้าให้ความรู้สึก Winter ของต่างประเทศ พอมุ้ยวาดเสร็จปุ๊บ! มุ้ยจะทิ้งไว้ก่อนแล้วดูว่าเหมาะกับช่วงไหน เช่น ตอนนี้มุ้ยมีลายในสต๊อกอยู่ 3 ลาย แล้วค่อยวาดเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ แต่บางลายที่วาดไว้ก็ไม่ได้ใช้นะคะ มุ้ยจะเลือกลายที่ไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ถ้าเราเห็นเมื่อไหร่แล้วเรายังรู้สึกชอบ มุ้ยก็จะเลือกลายนั้น ลายไหนที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว กลับมาดูแล้วเราไม่ชอบเหมือนเดิม มุ้ยจะไม่เลือกมาทำ”
มุ้ยบอกเล่าเบื้องหลังของการออกแบบคอลเลคชั่นได้อย่างน่าสนใจ
กระบวนการหลังสร้างสรรค์ลายผ้า
ถามถึงกระบวนการทำงาน เมื่อได้ลายผ้าแล้ว สำเร็จออกมาเป็นชุดได้อย่างไร
มุ้ยตอบว่า เมื่อได้ลายผ้าที่ต้องการแล้ว มุ้ยจะนำมาสเก็ตช์ลงไอแพด ซึ่งในไอแพดมุ้ยจะทำไว้หลายโทน เพราะต้องดูว่าเมื่อมาอยู่บนผิวจริงของมนุษย์แล้ว สีจะเป็นอย่างไร สวยหรือไม่ ใส่แล้วหน้าหมองมั้ย เพราะสำหรับมุ้ย ชุดนอนต้องใส่แล้วสวย
“ดังนั้น สิ่งแรกที่ทำคือปรินท์ผ้าออกมาเพื่อเทียบสีว่าเราจะเลือกแบบไหน รวมถึง กระบวนการทำผ้า มุ้ยสั่งทอผ้าพิเศษเป็นผ้าคอตตอนซาติน ตาม Spec ของ Call It A Day เท่านั้น แล้วเอาสเปคผ้านั้นมาพิมพ์สี จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการซักที่ล้างเคมีออก แล้วทำเป็น Super Soft ซึ่ง 3 ขั้นตอนนี้ ทำให้ผ้าของเราไม่เหมือนใคร”
“จากนั้น เราก็นำมาขึ้นเป็นตัวชุดนอน แล้วก็มีการเทสต์ โดยมุ้ยจะเลือกเหลือ 2 สีสุดท้าย แล้วมาเลือกเป็น Final ว่าเมื่อขึ้นมาเป็นตัวเสื้อแล้ว อันไหนสวยกว่า รวมทั้งส่วนของ ‘กุ๊น’ (หมายเหตุ : การเย็บหุ้มริมผ้า) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชุดนอนน่ารักขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น มุ้ยก็ต้องมานั่งเทียบกับตัวสีกุ๊นอีกที”
“ต่อมาก็เป็นเรื่องของการทำมาร์เก็ตติ้ง โดยมุ้ยจะนำสินค้าไปถ่ายแบบเพื่อให้เรามีรูปลงสินค้าในช่องทางต่างๆ ให้สินค้าเราดูมีความชัดเจน แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีการเล่า Story ของสินค้านี้ด้วย เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าเป็นลายผ้าที่เราออกแบบเอง มี Inspiration แบบไหน”
มุ้ยเผยให้ทราบด้วยว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอมีความรู้เรื่องผ้า เนื่องจากที่บ้านเคยทำธุรกิจ Garment Export ให้แบรนด์ดังระดับโลก ( หมายเหตุ : ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือสิ่งทอเพื่อส่งไปขายยังต่างประเทศ ) แม้ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้วแต่องค์ความรู้และ Supplier ยังมีพร้อมอยู่
“เราจึงผลิตสินค้าได้ใน Spec ที่ส่งออกนอก เรียกได้ว่ามีต้นทุนตรงจุดนี้ และเลือกสินค้าที่เราถนัด” มุ้ยระบุและกล่าวเพิ่มเติมว่า หลายๆ แบรนด์ อาจมีค่าการตลาดเป็นยอดใหญ่ แต่ Call It A Day ไม่ได้ทำแบบนั้น
“มุ้ยไม่อยากเอาต้นทุนไปใช้กับมาร์เก็ตติ้งมากเกินไปแล้วให้ลูกค้าแบกรับต้นทุน ต้นทุนหลักของมุ้ยอยู่ที่ชุดนอน เนื้อผ้า ที่ทุกอย่างแพงมาก เพราะว่าเราตั้งใจว่า ต้นทุนที่ผู้บริโภคควรได้คือคุณภาพของสินค้าที่ผู้บริโภคต้องได้รับ เมื่อเทียบสัดส่วนกับเรื่องมาร์เก็ตติ้งแล้ว มุ้ยก็เลยไปเน้นที่คุณค่า Quality ของสินค้ามากกว่า”
กลุ่มลูกค้าแบรนด์
หากถามว่า กลุ่มลูกค้าของ Call It A Day คือใคร
มุ้ยตอบว่าเป็นลูกค้าผู้หญิงประมาณ 85-90% ช่วงวัยประมาณ 25 ถึง 40 ปี “กลุ่มลูกค้าค่อนข้างกว้าง เพราะว่าลายผ้ามุ้ยตั้งใจออกแบบมาให้เหมาะกับหลายวัย จึงมีทั้งลายที่ดูกุ๊กกิ๊กมากและลายที่ดูเรียบร้อย บางลายก็แฟชั่นแบบตะโกน มุ้ยออกแบบให้มีคอลเลคชั่นหลากหลาย จะได้เหมาะกับสาวๆ หลายๆ คน ยังมีกลุ่มลูกค้าเล็กๆ อีกกลุ่มคือเป็นผู้ชายที่ซื้อของขวัญให้ผู้หญิง”
“เพราะว่ามุ้ยตั้งใจออกแบบมาเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ บางคนอาจถามว่าไม่มีชุดนอนสำหรับผู้ชายบ้างเหรอ แต่ด้วยความตั้งใจ ในการออกแบบแพทเทิร์น มุ้ยออกแบบมาสำหรับผู้หญิง ซึ่งผู้ชายกับผู้หญิงใส่ด้วยกันไม่ได้”
มุ้ยอธิบายลงลึกถึงสรีระว่าเนื่องด้วยผู้หญิงมีหน้าอกนูนที่ด้านหน้า ขณะที่ผู้ชายมีกล้ามที่ด้านหลัง ถ้าใส่เสื้อตัวเดียวกัน ย่อมจะมีคนนึงที่ใส่สบายกว่า ขณะที่อีกคนใส่ไม่สบายหรือต้องใส่ตัวใหญ่ไปเลย ซึ่งการทำแพทเทิร์นเสื้อผ้าของมุ้ย มุ้ยทำมาสำหรับผู้หญิง ถ้าผู้ชายอยากใส่ได้มั้ย ตอบว่าใส่ได้ แต่อาจไม่สวย
“แต่ด้วยเสียงตอบรับและเสียงเรียกร้องอย่างมากมาย ลูกค้าอยากให้มีชุดนอนคู่สำหรับคู่รัก มุ้ยก็วางแพลนไว้อยู่ค่ะ เช่น อาจจะมีแค่บางลาย เพราะเราเป็นชุดนอนสำหรับผู้หญิง แต่ลูกค้าก็บอกมาว่า ‘ผู้หญิงอยากซื้อให้ผู้ชายใส่ด้วย ถ้าได้ใส่ลายคู่กันจะยิ่งฟินนะ’ มุ้ยก็คิดว่า ‘ได้สิ เดี๋ยวมุ้ยทำให้’ มุ้ยอาจจะออกแบบสักหนึ่งลายเป็น Limited ให้ผู้ชายใส่ได้บ้าง แล้วก็ต้องทำแพทเทิร์นใหม่แยกกันไปเลย”
มุ้ยยังมีแนวคิด วิธีจัดการสต๊อกสินค้าที่น่าสนใจด้วย นั่นคือ ชุดนอน Call It A Day มีแค่สองไซส์ เป็นไซส์ที่ค่อนข้างใหญ่
“มุ้ยรีเสิร์ชมาแล้วว่าลูกค้าเราไม่ต้องการไซส์เยอะ แต่ต้องการความใหญ่ที่พอดี มุ้ยก็เลยทำแค่รอบอก 44 กับ 48 เมื่อมีแค่ 2 ไซส์ มุ้ยจึง Manage สต๊อกได้ง่ายกว่าคนที่เค้ามีเป็นสิบไซส์”
แนวคิดด้านการตลาดอีกอย่างของมุ้ยที่ทำให้สินค้าเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นคือการที่มุ้ยมีบริการห่อของขวัญฟรีตลอดปีให้ลูกค้า
“มันเหมือนการป้ายยากับเพื่อนที่สนิท เช่น ถ้ามีเพื่อนซื้อของขวัญส่งมาให้ถึงบ้าน เมื่อเค้าได้รับของขวัญมา เค้าเห็นห่อน่ารัก เค้าก็อยากรู้ว่าของแบรนด์อะไร รู้สึก ‘อยากซื้อในครั้งต่อๆ ไปจังเลย’ หรือถ้าเราบอกว่า ‘ห่อของชวัญฟรีตลอดปี’ เมื่อลูกค้าต้องซื้อของขวัญให้เพื่อน เค้าก็จะนึกถึงแบรนด์เรา แล้วก็กลายเป็นการบอกกันปากต่อปาก มากขึ้นเรื่อยๆ”
นอกจากนี้ มุ้ยมองว่าสาวๆ เวลาหาของขวัญให้เพื่อน มักจะหาของขวัญใน Range ที่อยู่ช่วง 800 บาท ถึง 1,000 บาทต้นๆ ไม่แพงไป ไม่ถูกไป เหมาะเป็นของขวัญ ซึ่งชุดนอนมุ้ยอยู่ใน Range นั้น
“ชุดนอนเราเหมาะสมมากๆ กับการเป็นของขวัญให้เพื่อน และเรามี Packaging ที่น่ารัก คนที่ได้ไปก็รู้สึกว่าอยากส่งต่อความรู้สึกนี้ต่อไปให้คนอื่นๆ อีก จึงเป็นการส่งของขวัญให้กันต่อกันไปเรื่อยๆ”
ถามว่าวางเป้าหมายแบรนด์ไว้ยังไง วันนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหรือยัง
มุ้ยตอบว่า ในแง่ของความประทับใจ ความชื่นชอบที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ถือว่าประสบความสำเร็จ ดีใจที่ Call It A Day ทำให้สาวๆ หายเหนื่อยได้จริงๆ และมี Feedback แบบนี้กลับมาหามุ้ยเยอะมาก
แต่หากถามถึงในแง่การเติบโตทางธุรกิจ มุ้ยยอมรับว่า ตอนนี้ยังอยู่แค่ 20% ของที่มุ้ยตั้งใจไว้ เนื่องจากมุ้ยไม่ได้ทุ่มงบมาร์เก็ตติ้งมากนัก ต้องใช้เวลาให้ลูกค้าสัมผัสกับสินค้าของเรา และสิ่งสำคัญคือมุ้ยตั้งใจจะทำให้ Call It A Day เป็นพื้นที่ เป็นกระบอกเสียงในการส่งต่อ ให้ลูกค้าได้รู้สึกถึงการ Refresh จาการหายเหนื่อยนั้น ชุดนอนเป็นแค่ SPU (Standard Product Unit) แรกของแบรนด์
“ยังมีสินค้าอื่นๆ หรือเซอร์วิสอื่นๆ ที่มุ้ยอยากทำให้ลูกค้ารู้สึกดีขึ้น รีเฟรชตัวเองได้ รู้สึกว่า ‘พรุ่งนี้ยังดีได้อีกนะ’ อะไรที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกแบบนั้นได้มุ้ยพร้อมจะทำ”
ถามว่า สินค้าอื่นๆ ที่ว่านั้น มีอะไรบ้าง เริ่มผลิตออกมาหรือยัง
มุ้ยตอบว่า “มีค่ะ แต่ยังอยู่ในช่วงเทสต์ เช่นตอนนี้มุ้ยเริ่มทำชุดกอล์ฟเพราะเห็นว่าสาวๆ เริ่มหันไปตีกอล์ฟ เล่นเทนนิสกันมากขึ้น ก็เลยเริ่มทำชุดเทนนิส ชุดกอล์ฟ แต่ยังเป็นช่วงเทสต์ทั้งหมด ทำออกมาในล็อตเล็กๆ แล้วดูว่าตลาดตอบรับยังไง ยังอยู่ในช่วงเทสต์เงียบๆ เพื่อ Develop Product อยู่ค่ะ”
แต่ไม่ว่าอย่างไร มุ้ยก็ยอมรับว่า ชุดนอนก็ยังคงเป็นสินค้าหลักของแบรนด์ที่กลายเป็นภาพจำและเธอก็จะยังคงทุ่มเทให้กับการออกแบบคอลเลคชั่นใหม่ๆ และสร้างสรรค์ชุดที่สาวๆ ใส่แล้วมีความสุขในทุกวัน
ก่อนบทสนทนาจบลง มุ้ยยกตัวอย่างเหตุการณ์ความประทับใจให้ฟังด้วยว่า ในวัน Halloween เคยเห็นลูกค้าใส่ชุด Call It A Day คอลเลคชั่นลายฮาโลวีนมาเดินห้างฯ โดยใส่กันมาทั้งกลุ่มแล้วคุยกันว่าช้อปปิ้งเสร็จจะไปปาร์ตี้ชุดนอนในคืนฮาโลวีนด้วยกันต่อ หรือเห็นลูกค้าใส่ชุดนอน Call It A Day ลงมาทานอาหารเช้าที่โรงแรม
“มุ้ยเห็นแล้วรู้สึกว่าชุดนอนเรา Comfortable ชุดนอนเรา ใครเห็นแล้วต้องรู้สึกว่าน่ารักและ Safe กับคนใส่ด้วย แล้วเราเห็นเค้าใส่ลงมาทานอาหารเช้าที่โรงแรม มุ้ยเห็นแบบนี้บ่อยมากแล้วรู้สึก ‘นี่แหละ! กำลังใจของมุ้ย’
“ในส่วนความตั้งใจที่อยากให้คนใส่ชุดของเราแล้วหายเหนื่อย ส่วนนี้ประสบความสำเร็จมาก สาวๆ หลายคน ทำคลิปส่งมาให้มุ้ย มีคนทำคลิปที่เค้าบอกว่าชุดนอนของเรา Heal ใจเค้า มุ้ยดีใจมากๆ ที่ความตั้งใจจากเราส่งถึงเค้าจริงๆ”
ไม่อาจปฏิเสธว่าด้วยลวดลายอันสดใส สไตล์เฉพาะตัว รวมทั้งฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์และโดนใจสาวๆ จึงทำให้แบรนด์ชุดนอนนี้อยู่ในใจใครหลายๆ คนได้ไม่ยาก
……
Text by : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
Photo by : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล, ciadofficial.com, @callitaday_official
IG : @callitaday_official
Line: @callitaday
Offline store : Lingerie salon (Department store Floor3) SIAM PARAGON


