ท่ามกลางภาพจำของ “นิวเคลียร์” ที่มักถูกเชื่อมโยงกับการทำลายล้าง และเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ฝังใจผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่สำหรับ รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ภาพเหล่านั้นเป็นเพียงด้านหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด เพราะในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีนิวเคลียร์กำลังทำงานอยู่เบื้องหลังชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่การแพทย์ อาหาร อุตสาหกรรม ไปจนถึงแปลงเกษตร

จากความกลัว สู่ความเข้าใจใหม่ของ “นิวเคลียร์”
รศ.ดร.ธวัชชัย เริ่มต้นว่า ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับนิวเคลียร์ มักวนเวียนอยู่เพียงสองเรื่อง คือ “ความกลัว” และ “สงคราม”
“คนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงนิวเคลียร์ อย่างแรกคือความกลัว ทั้งภาพของระเบิดนิวเคลียร์และอุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เช่น เหตุการณ์ที่ฟุกุชิมะในญี่ปุ่น และเชอร์โนบิลที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตผู้คน รองลงมาคือความทรงจำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการที่สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดในญี่ปุ่น ขณะที่ในภาพยนตร์หลายเรื่องก็มักนำเสนอนิวเคลียร์ในฐานะเครื่องมือทำลายล้างทำให้คนเสียชีวิต สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นภาพจำที่ทำให้ผู้คนกังวลและหวาดกลัวนิวเคลียร์ แต่ในความเป็นจริงแล้วการนำพลังงานนิวเคลียร์หรือเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์นั้นมีอยู่หลากหลายมาก”
ก้าวข้ามภาพจำ สู่เทคโนโลยีเบื้องหลังชีวิตคนไทย
หากก้าวข้าม “ภาพจำ” เหล่านั้นออกไป รศ.ดร.ธวัชชัย อธิบายว่า ประเทศไทยมีการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้แทบทุกด้าน ยกเว้นการผลิตอาวุธนิวเคลียร์และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์
เริ่มที่ ด้านการแพทย์ โดยเฉพาะการผลิตสารเภสัชรังสีส่งให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ในราคาที่เหมาะสม ภายใต้บทบาทของสถาบันที่มุ่งเน้นประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้ดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไร
ด้านอาหารและสมุนไพร ยกระดับคุณภาพผ่านกระบวนการฉายรังสีที่ช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค เพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ โจทย์สำคัญคืออาหารพื้นถิ่นของไทย โดยเฉพาะอาหารหมักดองหรืออาหารที่นิยมรับประทานแบบสุก ๆ ดิบ ๆ แต่มีความเสี่ยงจากเชื้อโรคและพยาธิ เทคโนโลยีการฉายรังสีจึงเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ และยังทำให้อาหารมีความปลอดภัยมากขึ้น
เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร การฉายรังสีเป็นทางเลือกที่ช่วยกำจัดเชื้อปนเปื้อนโดยไม่ใช้ความร้อน จึงสามารถรักษาสารสำคัญที่มีคุณสมบัติทางยาไว้ได้ เหมาะกับสมุนไพรหลายชนิด เช่น ใบชา ฟ้าทะลายโจร และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีความไวต่อความร้อน
นอกเหนือจากงานด้านการแพทย์และความปลอดภัยของอาหาร เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญของภาคอุตสาหกรรม โดยถูกนำมาใช้ตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานและอุปกรณ์ที่ไม่สามารถมองเห็นความเสียหายจากภายนอกได้ เช่น การตรวจหารอยร้าวในชิ้นส่วนโลหะ นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเลียม เพื่อตรวจสอบระบบท่อและอุปกรณ์ภายในโรงงาน ช่วยตรวจพบความผิดปกติหรือการอุดตันได้ตั้งแต่ต้น ทำให้สามารถวางแผนบำรุงรักษาได้ล่วงหน้า ลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

อีกหนึ่งภาคส่วนที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์เข้ามามีบทบาทอย่างมากคือ ภาคการเกษตร
ผอ.สทน. อธิบายต่อว่า ในภาคการเกษตร เทคโนโลยีนิวเคลียร์ถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงพันธุ์พืช เพิ่มผลผลิต และลดการพึ่งพาสารเคมี โดย สทน. ได้พัฒนาพันธุ์พืชหลากหลายชนิด ทั้งข้าว กล้วยไม้ ทิวลิป และพริก ให้มีคุณสมบัติเหมาะกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยมากขึ้น เช่น พัฒนาพริกให้มีความต้านทานโรคแอนแทรคโนส ลดความเสียหายของผลผลิตโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี รวมถึงการพัฒนาบัว 3 สีที่สามารถเปลี่ยนสีดอกได้ตามช่วงอายุ
นอกจากนี้ยังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับอีกหนึ่งปัญหาที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญอยู่เป็นประจำ นั่นคือ “ภัยแล้ง” โดยมีการพัฒนา Super Water Absorbent (SWA) ทำงานคล้ายกับโอเอซิส แต่มีลักษณะเป็นเม็ดคล้ายวุ้น สามารถดูดซับและกักเก็บน้ำไว้ในดิน ก่อนค่อย ๆ ปล่อยให้รากพืชนำไปใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดิน ทำให้พืชเติบโตได้ดีขึ้น
ปัจจุบัน SWA ได้รับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สีเขียว และเริ่มนำไปใช้กับพืชหลายชนิด ทั้งพืชไร่และไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา เพื่อเพิ่มอัตราการรอดของต้นกล้าและลดผลกระทบจากภัยแล้ง
นอกจากนั้นยังมี “เทคนิคแมลงวันเป็นหมัน” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมแมลงวันทอง ซึ่งเป็นศัตรูพืชสำคัญของผลไม้ไทย
“เราใช้เทคนิคที่เรียกว่า แมลงวันเป็นหมัน โดยเพาะเลี้ยงแมลงวันทองแล้วใช้รังสีทำให้ตัวผู้เป็นหมัน หลายคนอาจมองว่า การทำให้เป็นหมันด้วยรังสีเป็นผลเสีย แต่ถ้านำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ก็สามารถใช้ควบคุมศัตรูพืชได้ เมื่อปล่อยแมลงวันทองตัวผู้ที่เป็นหมันกลับสู่ธรรมชาติ มันก็จะไปผสมพันธุ์กับตัวเมีย แม้จะวางไข่ แต่ไข่จะไม่สามารถพัฒนาต่อได้ ทำให้ประชากรแมลงวันทองค่อย ๆ ลดลง”
“ข้อดีของเทคนิคนี้คือแตกต่างจากการใช้สารเคมี เพราะสารเคมีทำลายแมลงหลายชนิดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เทคนิคนี้ควบคุมเฉพาะแมลงวันทองเพียงชนิดเดียว จึงไม่กระทบต่อแมลงชนิดอื่น ช่วยลดการใช้สารเคมี ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรของไทยได้”
เมื่อความกลัวถูก ‘แทนที่’ ด้วยการเรียนรู้
ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี อีกหนึ่งภารกิจของ สทน. ทำควบคู่กันมาตลอด คือการค่อย ๆ เปลี่ยนภาพจำของผู้คน ผ่านการสื่อสาร การลงพื้นที่ และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้และลงมือสัมผัสจริง
หนึ่งในโครงการที่ สทน. ทุ่มเทพัฒนามาตลอดกว่า 5 ปีที่ผ่านมา คือ โครงการอาหารพื้นถิ่นฉายรังสี ซึ่ง สทน. ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในหลายพื้นที่ และผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน โดยในช่วงแรก ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังมีความกังวล เพียงได้ยินคำว่า นิวเคลียร์หรือรังสีก็รู้สึกไม่มั่นใจและไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ แต่พอเชิญชวนให้เข้ามาเรียนรู้ ได้รู้จักเทคโนโลยีจริง ๆ ที่สำคัญคือได้เห็นว่า มันช่วยงานได้จริง เขาก็สบายใจและมั่นใจมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยคิด แต่กลับเป็นประโยชน์กับเขาด้วย ก็ทำให้การยอมรับในเทคโนโลยีนิวเคลียร์มากขึ้น ซึ่ง รศ.ดร.ธวัชชัย ยอมรับว่า การเปลี่ยนภาพจำของผู้คนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และต้องใช้เวลา
“เป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ผมว่า ทั่วโลกก็เป็นเหมือนกัน มันต้องใช้เวลา สิ่งที่ สทน. พยายามทำมาตลอดคืออยากเปลี่ยนความคิดของคนว่า จริง ๆ แล้วเรื่องของนิวเคลียร์และรังสีเป็นเรื่องทั่วไป เพราะรังสีมีทั้งจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือแม้แต่อาหารที่ทานก็มีรังสีเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามให้ความรู้ ยกตัวอย่าง และนำประโยชน์ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่เข้าไปช่วยในชีวิตและกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้คนมาให้เห็น เพื่อให้เขาสบายใจ รู้จักเทคโนโลยีนิวเคลียร์มากขึ้น และตระหนักถึงความสำคัญ”
“นอกจากนี้ เยาวชนรุ่นใหม่ก็เป็นอีกกลุ่มที่เราให้ความสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น การจัดกิจกรรมทดลองให้เด็ก ๆ ได้วัดรังสีจากสิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอม ก้อนหิน ก้อนดิน เสื้อผ้า หรือสิ่งของต่าง ๆเด็ก ๆ ก็จะเห็นว่า รังสีมีอยู่ทั่วไป ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกิจกรรมด้านนิวเคลียร์หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น”
“เมื่อเขาเห็นด้วยตัวเอง ก็จะเข้าใจว่า รังสีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่อยู่รอบตัว เจอทุกวัน ใช้ทุกวัน สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่า มีรังสีหรือไม่มีรังสี แต่คือการได้รับรังสีในปริมาณที่เหมาะสม และไม่มากเกินไปเท่านั้นเอง”
สองทศวรรษที่ผ่านมา สู่ทิศทางต่อไปของ สทน.
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สำหรับ รศ.ดร.ธวัชชัย มองว่า บทบาทของ สทน. ชัดเจนมาตั้งแต่วันแรก นั่นคือการเป็น “เสาหลักทางด้านนิวเคลียร์ของประเทศ”

“สทน. ในฐานะเสาหลักด้านนิวเคลียร์ของประเทศ ได้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไว้หลายด้าน ตั้งแต่เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย เครื่องฉายรังสีด้วยเครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน และเครื่องโทคาแมค ขณะเดียวกันก็กำลังเร่งพัฒนาเครื่องไซโคลตรอน ซึ่งคาดว่า จะเสร็จในเร็ว ๆ นี้”
“นอกจากนี้ยังเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการขยายบริการฉายรังสีจากศูนย์หลักที่เทคโนธานี จ. ปทุมธานี ไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น สิ่งที่ สทน. พยายามทำคือการต่อยอดการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปสนับสนุนการพัฒนาประเทศ และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต”
โดย สทน. วางเป้าหมายการพัฒนาไว้ 3 ด้านสำคัญ เริ่มจาก การแพทย์ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยเร่งสร้างความพร้อมด้านสารเภสัชรังสีและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ถัดมาคือ อาหารและสมุนไพร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานผ่านเทคโนโลยีการฉายรังสี พร้อมขยายศูนย์บริการสู่ภูมิภาค เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการได้สะดวกมากขึ้น
ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือ พลังงาน ซึ่ง ผอ.สทน. มองว่า เป็นโจทย์สำคัญของประเทศในอนาคต
“เรื่องพลังงาน ไม่ว่าประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางไหน จะมี Data Center มากแค่ไหน จะนำ AI มาใช้มากเพียงใด หรืออุตสาหกรรมจะต่อยอดไปไกลแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือพลังงานสีเขียว และนิวเคลียร์ก็เป็นหนึ่งในคำตอบ เพราะพลังงานอย่างแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม แม้จะมีต้นทุนต่ำและเป็นพลังงานสะอาด แต่ก็มีข้อจำกัด แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะตอนกลางวัน ส่วนพลังงานลมก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และหากจะกักเก็บพลังงานก็ต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีต้นทุนสูง”
“แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง เป็นพลังงานสะอาดที่ทำหน้าที่เป็นฐานของระบบไฟฟ้าได้ ซึ่งเป็นทิศทางที่หลายประเทศกำลังมุ่งไป หากในอนาคตประเทศไทยจะนำ SMR เข้ามาใช้ สทน. ก็ต้องเข้าไปสนับสนุนทั้งด้านเทคนิค องค์ความรู้ และการพัฒนากำลังคน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างดีที่สุด นี่คือทิศทางที่ สทน. จะมุ่งไปในอนาคต”
เชื่อมโลกผ่าน ‘INST 2026’ ยกระดับนิวเคลียร์ไทยสู่เวทีโลก
นอกจากการวางโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศแล้ว สทน. ยังมุ่งสร้างพื้นที่เชื่อมต่อองค์ความรู้ในระดับนานาชาติ หนึ่งในนั้นคือการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 2026 International Nuclear Science and Technology Conference (INST 2026) ภายใต้แนวคิด: “วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีสีเขียวและการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน (“Nuclear science to support green technology for sustainable living”) ระหว่างวันที่ 13–14 กรกฎาคม 2026 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนผลงานวิจัย เทคโนโลยีใหม่ โดยมีนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม

“INST 2026 เป็นการประชุมวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งจัดในระดับนานาชาติ หมายความว่า ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่จะมีทั้งผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียนและประเทศชั้นนำทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันข้อมูล มุมมอง และผลงานวิจัยร่วมกัน”
“เป้าหมายสำคัญคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งผลงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ล่าสุด รวมถึงองค์ความรู้ที่สำคัญ เพื่อนำมาต่อยอดและสร้างประโยชน์ร่วมกัน”
รศ.ดร.ธวัชชัย มองว่า เวทีนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญให้นักวิจัยไทยและคนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะนักศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่อาจมีข้อจำกัดในการเดินทางไปนำเสนอผลงานในต่างประเทศ
“ถ้าไปประชุมวิชาการในต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายก็เป็นหลักแสน ทำให้โอกาสของนักวิจัยรุ่นใหม่หรือเยาวชนที่จะเข้าร่วมอาจมีข้อจำกัด แต่เมื่อมาจัดที่ประเทศไทย ก็เปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงเวทีนี้ได้ง่ายขึ้น”
“นี่จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ได้แสดงให้เห็นว่า นักวิจัยไทยก็มีศักยภาพ สามารถสร้างผลงานและองค์ความรู้ที่ไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ทั้งผลงานวิจัย เทคโนโลยี หรือประสบการณ์การประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งสามารถแบ่งปันให้กับนานาชาติได้”
สำหรับอีกเป้าหมายหนึ่งของ INST 2026 คือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีบริบทและความท้าทายใกล้เคียงกัน

“ผมคิดว่า จะเป็นประโยชน์กับหลายภาคส่วน ไม่ใช่แค่กลุ่มนักวิชาการเท่านั้น แต่รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงต่าง ๆ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป”
“เพราะเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ และสามารถช่วยยกระดับกิจกรรมหรือการทำงานของแต่ละภาคส่วนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเข้าร่วมงานครั้งนี้จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ เปิดมุมมองใหม่ ๆ และสร้างโอกาสในการต่อยอดประยุกต์ใช้ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการทำงาน”
“ที่สำคัญ สทน. พร้อมที่จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อช่วยผลักดันให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป” รศ.ดร.ธวัชชัย เชิญชวนทิ้งท้าย
จากความกลัว สู่ความเข้าใจใหม่ของ “นิวเคลียร์”
รศ.ดร.ธวัชชัย เริ่มต้นว่า ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับนิวเคลียร์ มักวนเวียนอยู่เพียงสองเรื่อง คือ “ความกลัว” และ “สงคราม”
“คนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงนิวเคลียร์ อย่างแรกคือความกลัว ทั้งภาพของระเบิดนิวเคลียร์และอุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เช่น เหตุการณ์ที่ฟุกุชิมะในญี่ปุ่น และเชอร์โนบิลที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตผู้คน รองลงมาคือความทรงจำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการที่สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดในญี่ปุ่น ขณะที่ในภาพยนตร์หลายเรื่องก็มักนำเสนอนิวเคลียร์ในฐานะเครื่องมือทำลายล้างทำให้คนเสียชีวิต สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นภาพจำที่ทำให้ผู้คนกังวลและหวาดกลัวนิวเคลียร์ แต่ในความเป็นจริงแล้วการนำพลังงานนิวเคลียร์หรือเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์นั้นมีอยู่หลากหลายมาก”
ก้าวข้ามภาพจำ สู่เทคโนโลยีเบื้องหลังชีวิตคนไทย
หากก้าวข้าม “ภาพจำ” เหล่านั้นออกไป รศ.ดร.ธวัชชัย อธิบายว่า ประเทศไทยมีการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้แทบทุกด้าน ยกเว้นการผลิตอาวุธนิวเคลียร์และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์
เริ่มที่ ด้านการแพทย์ โดยเฉพาะการผลิตสารเภสัชรังสีส่งให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็ง ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ในราคาที่เหมาะสม ภายใต้บทบาทของสถาบันที่มุ่งเน้นประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้ดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไร
ด้านอาหารและสมุนไพร ยกระดับคุณภาพผ่านกระบวนการฉายรังสีที่ช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค เพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ โจทย์สำคัญคืออาหารพื้นถิ่นของไทย โดยเฉพาะอาหารหมักดองหรืออาหารที่นิยมรับประทานแบบสุก ๆ ดิบ ๆ แต่มีความเสี่ยงจากเชื้อโรคและพยาธิ เทคโนโลยีการฉายรังสีจึงเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ และยังทำให้อาหารมีความปลอดภัยมากขึ้น
เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพร การฉายรังสีเป็นทางเลือกที่ช่วยกำจัดเชื้อปนเปื้อนโดยไม่ใช้ความร้อน จึงสามารถรักษาสารสำคัญที่มีคุณสมบัติทางยาไว้ได้ เหมาะกับสมุนไพรหลายชนิด เช่น ใบชา ฟ้าทะลายโจร และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีความไวต่อความร้อน
นอกเหนือจากงานด้านการแพทย์และความปลอดภัยของอาหาร เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญของภาคอุตสาหกรรม โดยถูกนำมาใช้ตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานและอุปกรณ์ที่ไม่สามารถมองเห็นความเสียหายจากภายนอกได้ เช่น การตรวจหารอยร้าวในชิ้นส่วนโลหะ นอกจากนี้ยังประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเลียม เพื่อตรวจสอบระบบท่อและอุปกรณ์ภายในโรงงาน ช่วยตรวจพบความผิดปกติหรือการอุดตันได้ตั้งแต่ต้น ทำให้สามารถวางแผนบำรุงรักษาได้ล่วงหน้า ลดความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
อีกหนึ่งภาคส่วนที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์เข้ามามีบทบาทอย่างมากคือ ภาคการเกษตร
ผอ.สทน. อธิบายต่อว่า ในภาคการเกษตร เทคโนโลยีนิวเคลียร์ถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงพันธุ์พืช เพิ่มผลผลิต และลดการพึ่งพาสารเคมี โดย สทน. ได้พัฒนาพันธุ์พืชหลากหลายชนิด ทั้งข้าว กล้วยไม้ ทิวลิป และพริก ให้มีคุณสมบัติเหมาะกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยมากขึ้น เช่น พัฒนาพริกให้มีความต้านทานโรคแอนแทรคโนส ลดความเสียหายของผลผลิตโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี รวมถึงการพัฒนาบัว 3 สีที่สามารถเปลี่ยนสีดอกได้ตามช่วงอายุ
นอกจากนี้ยังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับอีกหนึ่งปัญหาที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญอยู่เป็นประจำ นั่นคือ “ภัยแล้ง” โดยมีการพัฒนา Super Water Absorbent (SWA) ทำงานคล้ายกับโอเอซิส แต่มีลักษณะเป็นเม็ดคล้ายวุ้น สามารถดูดซับและกักเก็บน้ำไว้ในดิน ก่อนค่อย ๆ ปล่อยให้รากพืชนำไปใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดิน ทำให้พืชเติบโตได้ดีขึ้น
ปัจจุบัน SWA ได้รับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สีเขียว และเริ่มนำไปใช้กับพืชหลายชนิด ทั้งพืชไร่และไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา เพื่อเพิ่มอัตราการรอดของต้นกล้าและลดผลกระทบจากภัยแล้ง
นอกจากนั้นยังมี “เทคนิคแมลงวันเป็นหมัน” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมแมลงวันทอง ซึ่งเป็นศัตรูพืชสำคัญของผลไม้ไทย
“เราใช้เทคนิคที่เรียกว่า แมลงวันเป็นหมัน โดยเพาะเลี้ยงแมลงวันทองแล้วใช้รังสีทำให้ตัวผู้เป็นหมัน หลายคนอาจมองว่า การทำให้เป็นหมันด้วยรังสีเป็นผลเสีย แต่ถ้านำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ก็สามารถใช้ควบคุมศัตรูพืชได้ เมื่อปล่อยแมลงวันทองตัวผู้ที่เป็นหมันกลับสู่ธรรมชาติ มันก็จะไปผสมพันธุ์กับตัวเมีย แม้จะวางไข่ แต่ไข่จะไม่สามารถพัฒนาต่อได้ ทำให้ประชากรแมลงวันทองค่อย ๆ ลดลง”
“ข้อดีของเทคนิคนี้คือแตกต่างจากการใช้สารเคมี เพราะสารเคมีทำลายแมลงหลายชนิดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เทคนิคนี้ควบคุมเฉพาะแมลงวันทองเพียงชนิดเดียว จึงไม่กระทบต่อแมลงชนิดอื่น ช่วยลดการใช้สารเคมี ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรของไทยได้”
เมื่อความกลัวถูก ‘แทนที่’ ด้วยการเรียนรู้
ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี อีกหนึ่งภารกิจของ สทน. ทำควบคู่กันมาตลอด คือการค่อย ๆ เปลี่ยนภาพจำของผู้คน ผ่านการสื่อสาร การลงพื้นที่ และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้และลงมือสัมผัสจริง
หนึ่งในโครงการที่ สทน. ทุ่มเทพัฒนามาตลอดกว่า 5 ปีที่ผ่านมา คือ โครงการอาหารพื้นถิ่นฉายรังสี ซึ่ง สทน. ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในหลายพื้นที่ และผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน โดยในช่วงแรก ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังมีความกังวล เพียงได้ยินคำว่า นิวเคลียร์หรือรังสีก็รู้สึกไม่มั่นใจและไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ แต่พอเชิญชวนให้เข้ามาเรียนรู้ ได้รู้จักเทคโนโลยีจริง ๆ ที่สำคัญคือได้เห็นว่า มันช่วยงานได้จริง เขาก็สบายใจและมั่นใจมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยคิด แต่กลับเป็นประโยชน์กับเขาด้วย ก็ทำให้การยอมรับในเทคโนโลยีนิวเคลียร์มากขึ้น ซึ่ง รศ.ดร.ธวัชชัย ยอมรับว่า การเปลี่ยนภาพจำของผู้คนเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และต้องใช้เวลา
“เป็นเรื่องที่ยากจริง ๆ แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ผมว่า ทั่วโลกก็เป็นเหมือนกัน มันต้องใช้เวลา สิ่งที่ สทน. พยายามทำมาตลอดคืออยากเปลี่ยนความคิดของคนว่า จริง ๆ แล้วเรื่องของนิวเคลียร์และรังสีเป็นเรื่องทั่วไป เพราะรังสีมีทั้งจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือแม้แต่อาหารที่ทานก็มีรังสีเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจึงพยายามให้ความรู้ ยกตัวอย่าง และนำประโยชน์ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่เข้าไปช่วยในชีวิตและกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้คนมาให้เห็น เพื่อให้เขาสบายใจ รู้จักเทคโนโลยีนิวเคลียร์มากขึ้น และตระหนักถึงความสำคัญ”
“นอกจากนี้ เยาวชนรุ่นใหม่ก็เป็นอีกกลุ่มที่เราให้ความสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น การจัดกิจกรรมทดลองให้เด็ก ๆ ได้วัดรังสีจากสิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอม ก้อนหิน ก้อนดิน เสื้อผ้า หรือสิ่งของต่าง ๆเด็ก ๆ ก็จะเห็นว่า รังสีมีอยู่ทั่วไป ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกิจกรรมด้านนิวเคลียร์หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เท่านั้น”
“เมื่อเขาเห็นด้วยตัวเอง ก็จะเข้าใจว่า รังสีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่อยู่รอบตัว เจอทุกวัน ใช้ทุกวัน สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่า มีรังสีหรือไม่มีรังสี แต่คือการได้รับรังสีในปริมาณที่เหมาะสม และไม่มากเกินไปเท่านั้นเอง”
สองทศวรรษที่ผ่านมา สู่ทิศทางต่อไปของ สทน.
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สำหรับ รศ.ดร.ธวัชชัย มองว่า บทบาทของ สทน. ชัดเจนมาตั้งแต่วันแรก นั่นคือการเป็น “เสาหลักทางด้านนิวเคลียร์ของประเทศ”
“สทน. ในฐานะเสาหลักด้านนิวเคลียร์ของประเทศ ได้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไว้หลายด้าน ตั้งแต่เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย เครื่องฉายรังสีด้วยเครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน และเครื่องโทคาแมค ขณะเดียวกันก็กำลังเร่งพัฒนาเครื่องไซโคลตรอน ซึ่งคาดว่า จะเสร็จในเร็ว ๆ นี้”
“นอกจากนี้ยังเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการขยายบริการฉายรังสีจากศูนย์หลักที่เทคโนธานี จ. ปทุมธานี ไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น สิ่งที่ สทน. พยายามทำคือการต่อยอดการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปสนับสนุนการพัฒนาประเทศ และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต”
โดย สทน. วางเป้าหมายการพัฒนาไว้ 3 ด้านสำคัญ เริ่มจาก การแพทย์ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยเร่งสร้างความพร้อมด้านสารเภสัชรังสีและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ถัดมาคือ อาหารและสมุนไพร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานผ่านเทคโนโลยีการฉายรังสี พร้อมขยายศูนย์บริการสู่ภูมิภาค เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการได้สะดวกมากขึ้น
ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือ พลังงาน ซึ่ง ผอ.สทน. มองว่า เป็นโจทย์สำคัญของประเทศในอนาคต
“เรื่องพลังงาน ไม่ว่าประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางไหน จะมี Data Center มากแค่ไหน จะนำ AI มาใช้มากเพียงใด หรืออุตสาหกรรมจะต่อยอดไปไกลแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือพลังงานสีเขียว และนิวเคลียร์ก็เป็นหนึ่งในคำตอบ เพราะพลังงานอย่างแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม แม้จะมีต้นทุนต่ำและเป็นพลังงานสะอาด แต่ก็มีข้อจำกัด แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะตอนกลางวัน ส่วนพลังงานลมก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และหากจะกักเก็บพลังงานก็ต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีต้นทุนสูง”
“แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง เป็นพลังงานสะอาดที่ทำหน้าที่เป็นฐานของระบบไฟฟ้าได้ ซึ่งเป็นทิศทางที่หลายประเทศกำลังมุ่งไป หากในอนาคตประเทศไทยจะนำ SMR เข้ามาใช้ สทน. ก็ต้องเข้าไปสนับสนุนทั้งด้านเทคนิค องค์ความรู้ และการพัฒนากำลังคน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างดีที่สุด นี่คือทิศทางที่ สทน. จะมุ่งไปในอนาคต”
เชื่อมโลกผ่าน ‘INST 2026’ ยกระดับนิวเคลียร์ไทยสู่เวทีโลก
นอกจากการวางโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศแล้ว สทน. ยังมุ่งสร้างพื้นที่เชื่อมต่อองค์ความรู้ในระดับนานาชาติ หนึ่งในนั้นคือการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 2026 International Nuclear Science and Technology Conference (INST 2026) ภายใต้แนวคิด: “วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีสีเขียวและการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน (“Nuclear science to support green technology for sustainable living”) ระหว่างวันที่ 13–14 กรกฎาคม 2026 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนผลงานวิจัย เทคโนโลยีใหม่ โดยมีนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม
“INST 2026 เป็นการประชุมวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ซึ่งจัดในระดับนานาชาติ หมายความว่า ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่จะมีทั้งผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียนและประเทศชั้นนำทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันข้อมูล มุมมอง และผลงานวิจัยร่วมกัน”
“เป้าหมายสำคัญคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งผลงานวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ล่าสุด รวมถึงองค์ความรู้ที่สำคัญ เพื่อนำมาต่อยอดและสร้างประโยชน์ร่วมกัน”
รศ.ดร.ธวัชชัย มองว่า เวทีนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญให้นักวิจัยไทยและคนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพบนเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะนักศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่อาจมีข้อจำกัดในการเดินทางไปนำเสนอผลงานในต่างประเทศ
“ถ้าไปประชุมวิชาการในต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายก็เป็นหลักแสน ทำให้โอกาสของนักวิจัยรุ่นใหม่หรือเยาวชนที่จะเข้าร่วมอาจมีข้อจำกัด แต่เมื่อมาจัดที่ประเทศไทย ก็เปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงเวทีนี้ได้ง่ายขึ้น”
“นี่จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ได้แสดงให้เห็นว่า นักวิจัยไทยก็มีศักยภาพ สามารถสร้างผลงานและองค์ความรู้ที่ไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ทั้งผลงานวิจัย เทคโนโลยี หรือประสบการณ์การประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งสามารถแบ่งปันให้กับนานาชาติได้”
สำหรับอีกเป้าหมายหนึ่งของ INST 2026 คือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีบริบทและความท้าทายใกล้เคียงกัน
“ผมคิดว่า จะเป็นประโยชน์กับหลายภาคส่วน ไม่ใช่แค่กลุ่มนักวิชาการเท่านั้น แต่รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงต่าง ๆ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป”
“เพราะเทคโนโลยีนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ และสามารถช่วยยกระดับกิจกรรมหรือการทำงานของแต่ละภาคส่วนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การเข้าร่วมงานครั้งนี้จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ เปิดมุมมองใหม่ ๆ และสร้างโอกาสในการต่อยอดประยุกต์ใช้ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการทำงาน”
“ที่สำคัญ สทน. พร้อมที่จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อช่วยผลักดันให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป” รศ.ดร.ธวัชชัย เชิญชวนทิ้งท้าย


