วันที่ 8 ก.ค.2568 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ-NEWS1 ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาหัวข้อ "ศักดิ์ศรี ความยุติธรรม ศีลธรรม และความกล้าหาญทางจริยธรรมในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง" (Dignity, Justice, and Moral Courage in a Changing World) ในงาน The Last Farewell ในวาระแห่งการรำลึกสู่การสืบทอดมรดกแห่งศรัทธา เพื่อศักดิ์ศรีและความยุติธรรมของมนุษยชาติ เพื่อไว้อาลัยต่อการจากไปของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ โดยมีเนื้อหาการปาฐกถาสรุปได้ดังนี้
"ศักดิ์ศรี ความยุติธรรม ศีลธรรม และความกล้าหาญทางจริยธรรมในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง" (Dignity, Justice, and Moral Courage in a Changing World)
Dignity ศักดิ์ศรี
Justice ความยุติธรรม
Moral ศีลธรรม
Courage ความกล้าหาญท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
4 คำนี้คือ เนื้อแท้ และนัยของอิหร่าน
ศักดิ์ศรี (Dignity)
มนุษย์เราทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน สูงส่งหรือต่ำเตี้ย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้วัดกันที่ฐานะหรือใบปริญญา การมีความรู้ไม่ได้แปลว่ามีศักดิ์ศรี เพราะ "ศักดิ์ศรี" ไม่ได้มาพร้อมกับใบปริญญาบัตร และไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาใด ๆ
ศักดิ์ศรีที่แท้จริงคือ ความซื่อสัตย์ คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่เงินทองหรือระดับการศึกษา แต่อยู่ที่ การประพฤติปฏิบัติของตนเอง
ศักดิ์ศรีและศีลธรรมต้องเดินไปคู่กัน
หากเราเปรียบเทียบคนหาเช้ากินค่ำที่มีความซื่อสัตย์ มีเมตตากรุณา ไม่ทำร้ายใคร ไม่คดโกงใคร และค้าขายด้วยจิตใจที่ยุติธรรม คนเหล่านี้ย่อมมีศักดิ์ศรีมากกว่าเศรษฐีที่มีเงินทองล้นฟ้า นั่งรถคันละยี่สิบล้าน แต่กลับคดโกงประชาชน เห็นแก่ตัว และดูถูกคนอื่น
ดังนั้น ศักดิ์ศรีก็คือการที่เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุก ๆ คนในสังคม ไม่ว่าเขาจะต่ำต้อยกว่าเราหรือสูงส่งกว่าเรา และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมี "ศีล" และ "ธรรม" เท่ากัน ศักดิ์ศรีกับศีลธรรมจึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปคู่กันเสมอ
ศีลธรรม (Moral)
คำสั่งสอนของศาสดาในทุกศาสนาทั่วโลกล้วนระบุไว้ว่า ศีลคือการทำความดี ไม่รบกวนและไม่เบียดเบียนผู้อื่น (ยกเว้นเพียงบางกลุ่มในประวัติศาสตร์ที่อาจตีความศีลในแง่ของการสร้างประเทศผ่านการรุกรานผู้อื่น) แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ศักดิ์ศรีและศีลธรรมคือสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ความยุติธรรม (Justice)
เมื่อเรามีศักดิ์ศรีและศีลธรรมควบคู่กันแล้ว "ความยุติธรรม" ย่อมเกิดขึ้นตามมา ซึ่งความยุติธรรมทั้งมวลล้วนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ความจริง"
ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความจริงปรากฏ เพื่อเป็นเครื่องตัดสินในเรื่องของความถูกต้อง หากไม่มีความจริงเด่นชัด เราย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดถึงความถูกต้องได้เลย ดังนั้น เมื่อความจริงปรากฏ ความถูกต้องย่อมตามมา และเมื่อความถูกต้องมาถึง ความยุติธรรมก็จะเกิดขึ้นในที่สุด
ความศรัทธาที่มนุษย์เรามีต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการคบหากันระหว่างบุคคล หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ตาม หากไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกันแล้ว มันจะกลายเป็นการคบหาที่ถูกกดขี่ด้วยอำนาจ การตราหน้าสั่งการ การปล้นสะดม หรือการบังคับให้เราทำตามสิ่งที่อีกฝ่ายคิดว่าถูกต้องในมุมมองของเขาเท่านั้น
บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เราทุกคนจำเป็นต้อง "ยืนหยัด" ในเรื่องศักดิ์ศรีของเรา ยืนหยัดในศีลธรรม และยืนหยัดในความถูกต้องของเราเอง เพราะหากเราไม่ยืนหยัดในจุดนี้ เราย่อมไม่ต่างอะไรจากคนที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ และไม่มีความดีงามใด ๆ หลงเหลืออยู่ในตัวเองเลย
ความกล้าหาญ
ตั้งแต่เริ่มเปิดฉากรุกรานถล่มอิหร่าน ครั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ท่านอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี กับครอบครัวคนใกล้ชิดเสียชีวิต และเป็นที่มาของงาน The Last Farewell ในวันนี้
กองทัพสหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอลระดมยิงขีปนาวุธและโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายในอิหร่านเกือบ 900 จุดภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก และปะทะต่อเนื่องนานกว่า 5 สัปดาห์ ทำให้มีผูู้เสียชีวิตหลายพันคน และได้รับบาดเจ็บหลายหมื่นคน
โดยที่น่าเศร้าใจ และน่าแค้นใจที่สุดก็คือ การที่สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธ Tomahawk ถล่มสังหารโรงเรียนประถมศึกษาชาจาเรห์ทาเยเบห์ ในเมืองมินาบ จังหวัดฮอร์โมซกัน ทางตอนใต้ของอิหร่านจนทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดอย่างน้อย 156 ราย
ตรงนี้คือการทำผิดศีลธรรม คือการฆ่าคนบริสุทธิ์ โดยที่คนนั้นไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเด็ก เหมือนกับการที่อิสราเอล โดยการหนุนหลังของอเมริกา เข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์ โดยไร้เหตุผล เพียงเพียงต้องการจะช่วงชิง และแย่งพื้นที่ไป เรื่องนี้ผิดศีลธรรมอย่างรุนแรง ผิดในเรื่องความยุติธรรม แล้วไปด้อยค่าคนปาเลสไตน์ ผิดหมดเลย ใช่ไหม?
อิหร่าน เป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับปาเลสไตน์ แต่เนื่องจากเห็นว่าเป็น ผู้นับถือศาสนาเดียวกัน ถึงแม้ว่าบางส่วนอาจจะนับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี่ ขณะที่ในอิหร่านเป็นนิกายชีอะฮ์ แต่จริงๆ แล้วระหว่างคนอาหรับกับคนอิหร่านนั้น คนละธรรมชาติ ชาวอิหร่านเป็นมุสลิมที่มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ยืนยาว และยาวนาน แต่อาหรับ อย่างเช่น กลุ่มประเทศอ่าวไม่ได้มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมที่ยาวนานเท่าอิหร่าน
สมัยที่อิหร่านเป็นอาณาจักรเปอร์เซีย ได้สร้างชื่อเสียงลือลั่นไปทั่วโลก จนถึงเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอาณาจักรหนึ่ง เทียบเท่ากับอาณาจักรจีน กรีซ หรือแม้กระทั่ง... มาซิโดเนีย หรือชาวอิรักที่อยู่ที่ลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส
ตอนนั้น ประเทศอาหรับไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์ซาอุฯ หรือว่าผู้ครองแคว้นชีคที่คูเวต หรือบาห์เรน หรือกาตาร์ ยังเป็นเพียงแต่ชนเผ่าเร่ร่อนที่อยู่ในทะเลทราย แต่อิหร่านนั้น สถาปานาเป็นอาณาจักรเปอร์เซีย มาเรียบร้อยเป็นเวลา 4-5 พันปีแล้ว
ประเทศอาหรับเหล่านี้ เนื่องจากเห็นแก่เงิน ผู้ปกครองเห็นแก่เงิน เห็นแก่บารมีอิทธิพล สละอุดมการณ์ของความเป็นชาวมุสลิม ศักดิ์ศรี ความยุติธรรม และศีลธรรม เพียงเพื่อแลกกับราคาน้ำมัน โดยเอาเงินเอาทองที่ได้มาไปบำรุงบำเรอราชวงศ์ของตัวเอง แต่กลับทอดทิ้งอุดมการณ์ที่ตัวเองอ้างว่าตัวเองนั้นนับถือพระอัลเลาะห์
แต่ว่าอิหร่านไม่ใช่ ... ตอนที่ “ปาเลสไตน์” ถูกรังแก ถูกรุกราน ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประเทศอาหรับพวกนี้ นิ่งเฉย ก็มีแต่การใช้คำพูด ออกมาข่มขู่ฟ่อ ๆ ว่าจะไม่ยอม แต่ในส่วนของการกระทำแล้ว เนื่องจากผลประโยชน์ทางด้านน้ำมัน แล้วความผูกพันกับอิสราเอลและอเมริกา ทำให้ตัวเองนั้นได้แต่ข่มขู่ ซึ่งอเมริกาและก็อิสราเอลก็รู้แต่ว่า มันต้องเล่นบทข่มขู่ มันก็เลยไม่ได้ว่าอะไร
มีแต่อิหร่านประเทศเดียว ทั้งๆ ที่ประเทศที่ปาเลสไตน์นั้น ไม่ใช่ประเทศชีอะฮ์ 100% เหมือนกับอิหร่าน
แต่อิหร่าน ก็ใช้ศักดิ์ศรี ใช้ศีลธรรม ใช้ความยุติธรรม และใช้ความกล้าหาญในการยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่
นอกจากนี้สำหรับการเจรจาพูดคุยเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านกับสหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายบารัค โอบามา แต่ในเวลาต่อมากลับเป็นสหรัฐอเมริกาเองที่ ละทิ้งหลักการอันนี้แล้วยกเลิกการเจรจาในสมัยนายโดนัลด์ ทรัมป์
ทว่า อิหร่านกลับไม่ได้มีความหวาดกลัวใด ๆ เลย พร้อมที่จะดำรงความกล้าหาญ ที่จะเผชิญกับอะไรก็ได้ที่จะเข้ามา ถึงแม้จะส่งเรือรบเครื่องบินเข้ามา แม้สหรัฐฯ พยายามแสดงพลานุภาพ แสนยานุภาพของกองทัพที่สหรัฐอเมริกา ต้องถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ณ ปัจจุบัน ตั้งแต่เคลื่อนพลมานี่ ก็มาอยู่ที่อ่าวเปอร์เซีย อิหร่านก็ไม่กลัวเพราะมีความกล้าหาญนี่เอง


