เดอะซีเนียร์ (The Senior) ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและศูนย์ฟื้นฟูครบวงจร ประกาศเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุ ด้วยการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้รับบริการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมผู้สูงอายุไทยในปัจจุบัน
The Senior ก่อตั้งขึ้นจากประสบการณ์ด้านการดูแลและฟื้นฟูผู้สูงอายุที่สั่งสมมานานกว่า 30 ปี โดย พ.อ.นพ.เฉลิมชาติ วรรณพฤกษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเริ่มต้นจากการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ก่อนพัฒนาสู่ศูนย์ดูแลและฟื้นฟูครบวงจรที่ให้บริการทั้งด้านการพยาบาล เวชศาสตร์ฟื้นฟู กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการดูแลระยะยาว ปัจจุบันเปิดให้บริการกว่า 200 เตียง ในพื้นที่โซนกรุงเทพฯ บริเวณจตุจักร-รัชโยธิน
***ดูแลร่างกาย-ฟื้นฟูหัวใจ
นพ.กฤต วรรณพฤกษ์ อายุรแพทย์ประจำ The Senior อธิบายว่า การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Care) ที่ผสมผสานการรักษาทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ กิจกรรมกระตุ้นสมอง การดูแลด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์และสังคมควบคู่กันไป
"ภาวะสมองเสื่อมบางครั้งส่งผลต่ออารมณ์ พฤติกรรม การสื่อสาร และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว การดูแลจึงต้องมองแบบองค์รวม อะไรที่ช่วยผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย เราก็ควรพิจารณานำมาใช้ร่วมกัน" นพ.กฤต กล่าว
นพ.กฤต ชี้ว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ได้มีเพียงอาการหลงลืม แต่มักมีอาการทางพฤติกรรมและอารมณ์ร่วมด้วย ที่เรียกว่า BPSD เช่น กระสับกระส่าย หงุดหงิด ก้าวร้าว เดินไปเดินมาไม่หยุด หรือซึมเศร้าและแยกตัว โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่อาการมักรุนแรงขึ้น หรือที่เรียกว่า Sundown Syndrome ซึ่งเป็นส่วนที่ดูแลยากที่สุดและเป็นต้นเหตุที่ทำให้หลายครอบครัวหมดแรง ด้วยเหตุนี้ แนวทางสากลจึงแนะนำให้ใช้วิธีที่ไม่ใช้ยา (Non-pharmacological) เป็นทางเลือกแรกก่อนเสมอ เนื่องจากยาที่ใช้ควบคุมอาการทางจิตประสาทในผู้สูงอายุมักมีผลข้างเคียงสูง ตั้งแต่อาการง่วงซึม เสี่ยงล้ม ไปจนถึงผลกระทบต่อหัวใจ
ในกลุ่มวิธีที่ไม่ใช้ยา มีสองแนวทางที่น่าสนใจและมีงานวิจัยรองรับ คือ Pet Therapy (การบำบัดด้วยสัตว์เลี้ยง) และ Doll Therapy (การบำบัดด้วยตุ๊กตา) งานวิจัยพบว่าการที่ผู้สูงอายุได้สัมผัส ลูบ และมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์ ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นและคลายเหงาได้ โดยการทบทวนงานวิจัยหลายชิ้นในผู้ป่วยสมองเสื่อมพบว่า การบำบัดด้วยสัตว์ช่วยลดอาการกระสับกระส่ายและภาวะซึมเศร้าลงได้ แม้ผลด้านความจำหรือคุณภาพชีวิตโดยรวมจะยังไม่ชัดเจนนัก กล่าวคือช่วยเรื่อง "ใจ" มากกว่าจะไปแก้ที่ตัวโรคโดยตรง
ส่วน Doll Therapy คือการให้ผู้ป่วยได้ดูแลตุ๊กตาเสมือนกำลังดูแลใครสักคน ซึ่งช่วยกระตุ้นความรู้สึกผูกพันและความรู้สึกได้เป็นผู้ให้ ที่มักหายไปเมื่อผู้สูงอายุต้องกลายเป็นฝ่ายถูกดูแลตลอดเวลา งานวิจัยรวมถึงการทดลองแบบสุ่ม (RCT) ในผู้ป่วยสมองเสื่อมตามบ้านพักคนชราพบว่า ช่วยลดอาการกระสับกระส่าย ก้าวร้าว และการเดินวนไม่หยุดได้ และบางการศึกษายังพบว่าช่วยลดปริมาณการใช้ยากล่อมประสาทลงด้วย
***"หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง" แทนสัตว์จริงได้ไหม?
นพ.กฤต อธิบายว่าหากสามารถใช้สัตว์จริงได้ตามงานวิจัยที่ได้ผล ทางศูนย์ฯ ก็คงเลือกใช้สัตว์จริงเป็นอันดับแรก แต่ในสภาพแวดล้อมที่มีผู้สูงอายุอยู่รวมกันจำนวนมาก สัตว์จริงมีข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงยาก ทั้งผู้สูงอายุบางท่านแพ้ขนสัตว์ บางท่านกลัวหรือไม่ชอบสัตว์ รวมถึงประเด็นด้านความสะอาด ความเสี่ยงติดเชื้อ หรือการถูกข่วนกัดในผู้ป่วยที่ควบคุมแรงตัวเองไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้สัตว์ตกใจได้
ตุ๊กตาสัตว์เลี้ยงหรือหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยง จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้พอดี เพราะให้ความรู้สึกอบอุ่นและการมีเพื่อนใกล้ตัวแบบสัตว์เลี้ยง โดยตัดข้อจำกัดเรื่องภูมิแพ้ สุขอนามัย และความปลอดภัยออกไป จึงเหมาะกับการนำมาใช้ในศูนย์ดูแลที่ต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากพร้อมกัน
จากการเริ่มนำหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงมาใช้ร่วมในโปรแกรมกิจกรรมบำบัด นพ.กฤต เปิดเผยว่า พบว่าผู้สูงอายุบางท่านมีปฏิสัมพันธ์ดีขึ้น มีการพูดคุย ยิ้ม หรือแสดงอารมณ์ตอบสนองมากขึ้น และบางรายมีความสงบขึ้นระหว่างวัน อย่างไรก็ตาม การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมไม่สามารถทำเพียงวิธีใดวิธีหนึ่งได้ หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงจึงไม่ใช่ยาวิเศษ และผลลัพธ์ก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
"หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงคงไม่ใช่เครื่องมือรักษาหลัก แต่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงต่ำ และอาจสร้างประโยชน์ให้กับผู้ป่วยบางกลุ่มได้ เมื่อใช้ร่วมกับการดูแลที่เหมาะสมจากทีมสหวิชาชีพ" นพ.กฤต กล่าวสรุป
การเพิ่มเครื่องมือที่มีผลข้างเคียงน้อยและปลอดภัยเช่นนี้เข้าไปในกล่องเครื่องมือดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ช่วยให้ทีมสหวิชาชีพของ The Senior สามารถดูแลทั้ง "กาย" และ "ใจ" ของผู้สูงวัยได้อย่างสมดุลมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแนวทางการดูแลผู้สูงอายุยุคใหม่.


