xs
xsm
sm
md
lg

ลดน้ำมันหรือเพิ่มหนี้? "กรณ์" ฉะรัฐบาลสั่งหั่นราคา 2.5 บาท แต่ล้วงเงินกองทุนฯ ที่ติดลบ 5.7 หมื่นล้านมาอุ้ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รัฐบาลสั่งหั่นราคาน้ำมันด่วน 2.5 บาทต่อลิตร รับอานิสงส์ตลาดโลกขาลง แต่กลับเจอดรามาหนักเมื่อ 'กรณ์ จาติกวณิช' ขุนพลเศรษฐกิจประชาธิปัตย์ ออกมาเบรกหัวทิ่ม แฉเบื้องหลังไม่ใช่การปรับโครงสร้างราคาหรือลดภาษีอย่างที่สัญญาไว้ แต่เป็นการล้วงเงิน 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' ที่กำลังติดลบทะลุ 5.7 หมื่นล้านบาทมาอุ้ม ชี้เป้าชัดนี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน แต่คือการซุกหนี้และผลักภาระให้ประชาชนต้องตามจ่ายคืนในอนาคต

จากกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์ราคาน้ำมัน โดยระบุว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงมอบหมายให้กระทรวงพลังงานและสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณาแนวทางการปรับราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศให้สอดคล้องกับต้นทุน

ต่อมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติกำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซลให้อยู่ในระดับไม่เกิน 35.00 บาทต่อลิตร เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนผู้ประกอบการตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลง โดยอาศัยกลไกการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากกลุ่มโรงกลั่นมาชดเชยราคา ร่วมกับการมอบหมายให้ กบน.บริหารจัดการสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับที่เหมาะสม มาตรการเชิงรุกนี้ส่งผลให้ราคาขายปลีกกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ปรับลดลง 2.51 บาทต่อลิตร และดีเซลปรับลดลง 2.56 บาทต่อลิตร (อยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร) ภายใต้กรอบราคาที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 7 ก.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายเศรษฐกิจ และประธานคณะกรรมการนโยบายพรรค ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ชี้ การประกาศลดราคาน้ำมันอย่างเร่งด่วนตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากการปรับโครงสร้างราคาหรือลดภาษีอย่างที่เคยรับปากไว้ แต่เป็นการดึงเงินจาก "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" มาใช้อุดหนุนราคา (เพิ่มการชดเชยฝั่งดีเซลและลดการเก็บเงินฝั่งเบนซิน/แก๊สโซฮอล์) ซึ่งเป็นการสร้างภาระหนี้ที่ประชาชนต้องตามจ่ายคืนในภายหลัง และยิ่งซ้ำเติมวิกฤตหนี้สะสมของกองทุนฯ ที่ทะลุ 57,000 ล้านบาท อันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันราคาถูกในจังหวะที่ตลาดโลกเป็นขาลงเพราะต้องนำเงินไปโปะหนี้เก่า

แม้กระทรวงพลังงานจะชี้แจงถึงมาตรการคู่ขนานในการเจรจาดึงส่วนต่างจากค่าการกลั่นมาช่วยแบ่งเบาภาระของกองทุนฯ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี แต่แนวทางดังกล่าวก็ยังคงสะท้อนถึงการแก้ปัญหาหน้างานด้วยเครื่องมือทางกฎหมายแบบเดิมๆ มากกว่าที่จะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานเชิงลึกที่จะนำไปสู่ความโปร่งใส เป็นธรรม และแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย