xs
xsm
sm
md
lg

เปิดประตูคุกออสเตรเลีย พัศดีคนไทยเล่าชีวิตหลังลูกกรง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ: ABC News
MGR Online / SBS: เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คนไทยในออสเตรเลียเผยคุกออสเตรเลียไม่ได้สบายอย่างที่คิด ต้องถอดเสื้อผ้าค้นตัว กินอยู่หลับนอนควบคุมเข้มงวด มีทะเลาะวิวาท มีลูกพี่ใหญ่ไม่ต่างจากคุกไทย

สำนักข่าว SBS ของออสเตรเลียได้นำเสนอรายงานพิเศษเกี่ยวกับสภาพของเรือนจำในประเทศออสเตรเลียผ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ “เก๋ ศรัณย์ภัทร” เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ชาวไทยในรัฐควีนส์แลนด์

คุณเก๋อธิบายว่า เรือนจำในรัฐควีนส์แลนด์แบ่งผู้ต้องขังออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ Sentenced Prisoners หรือผู้ที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว และ Remand Prisoners ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ยังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาคดี ผู้ต้องหาที่ถูกจับไม่ได้หมายความว่าจะต้องถูกส่งเข้าเรือนจำทุกคน เพราะตำรวจเป็นผู้ประเมินว่าควรควบคุมตัวระหว่างรอศาลหรือไม่ โดยพิจารณาจากความร้ายแรงของคดี ประวัติอาชญากรรม และความเสี่ยงต่อสาธารณะ

"ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยมีประวัติ ตำรวจอาจให้ติดกำไลข้อเท้าแล้วรออยู่ข้างนอกจนถึงวันขึ้นศาล แต่ถ้าคดีร้ายแรง หรือเคยกระทำผิดหลายครั้ง ก็จะถูกส่งเข้ามาที่ Remand Centre เพื่อรอวันขึ้นศาล" เธอกล่าว

หากศาลอนุญาตให้ประกันตัว ผู้ต้องหาก็สามารถออกไปรอการพิจารณาคดีภายนอกเรือนจำได้ แต่หากศาลไม่อนุญาตก็ต้องถูกควบคุมตัวต่อไปจนกว่าจะมีคำพิพากษา

เมื่อผู้ต้องขังเดินทางมาถึงเรือนจำจะเป็นการเก็บข้อมูลและประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่จะตรวจร่างกายเพื่อบันทึกลักษณะเฉพาะของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นรอยสัก แผลเป็น สีผิว โรคประจำตัว หรือข้อจำกัดด้านสุขภาพ รวมถึงสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอาหารและความต้องการทางการแพทย์

หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการตรวจค้นร่างกายแบบถอดเสื้อผ้า หรือ strip search การตรวจค้นดังกล่าวดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่เพศเดียวกัน และมีขั้นตอนที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้ต้องขัง

"ถ้าเป็นผู้หญิง เราจะไม่ให้ถอดทั้งหมดทีเดียว แต่จะแบ่งเป็นครึ่งบนและครึ่งล่าง ตรวจเสร็จก็ให้ใส่เสื้อก่อน แล้วค่อยตรวจอีกส่วนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ที่ตรวจต้องเป็นผู้หญิงเหมือนกัน" เธอกล่าว

เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจค้น ผู้ต้องขังจะถูกถ่ายภาพ ทำบัตรประจำตัว และเข้าสู่ขั้นตอนการจำแนกประเภทก่อนส่งไปยังยูนิตต่างๆ ภายในเรือนจำ


ห้องพักภายในเรือนจำ
ภายในเรือนจำไม่ได้จัดผู้ต้องขังให้อยู่รวมกันทั้งหมด แต่แบ่งตามระดับความเสี่ยงและความปลอดภัย ผู้ต้องขังทั่วไปจะอยู่ในกลุ่ม Mainstream ขณะที่บางคนจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Protection หากไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้ต้องขังคนอื่นได้

"Protection จะเป็นนักโทษที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ เช่น คดีที่ค่อนข้างกระทบกระเทือนจิตใจ หรือมีปัญหากับนักโทษคนอื่น อย่างเรื่องหนี้สินหรือความขัดแย้งภายใน" เธอกล่าว

นอกจากนั้น ภายในเรือนจำยังแบ่งเป็นยูนิตหลายส่วน โดยบางยูนิตรองรับผู้ต้องขังเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับแก๊งมอเตอร์ไซค์ คุณเก๋ยอมรับว่าในเรือนจำที่เธอปฏิบัติงานอยู่มีผู้ต้องขังในกลุ่มดังกล่าวจำนวนไม่น้อย

ชีวิตประจำวันในเรือนจำ
หลังผ่านขั้นตอนแรกรับและถูกส่งเข้ายูนิตแล้ว ผู้ต้องขังจะเริ่มใช้ชีวิตตามตารางเวลาที่เรือนจำกำหนด ทุกเช้า เจ้าหน้าที่จะตรวจนับจำนวนผู้ต้องขังก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อยืนยันว่าทุกคนอยู่ครบตามจำนวน ก่อนจะปลดล็อกประตูห้องขังให้ผู้ต้องขังออกมาใช้พื้นที่ส่วนกลาง

"สิ่งแรกที่เราทำคือเช็กจำนวนนักโทษก่อนซึ่งเราเรียกว่า มาสเตอร์ (Master) โดยที่ยังไม่เปิดประตู จากนั้นเมื่อยืนยันว่าจำนวนถูกต้อง เราถึงจะปลดล็อกให้ทุกคนออกมา" เธอกล่าว

สำหรับยูนิตขนาดเล็ก จะมีผู้ต้องขังไม่เกิน 40 คน ส่วนยูนิตขนาดใหญ่ อาจมีผู้ต้องขังราว 80-90 คน แต่จะไม่ปล่อยออกมาพร้อมกันทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็นช่วงเวลา เพื่อลดความแออัดและให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลได้ทั่วถึง

เมื่อออกจากห้องขัง ผู้ต้องขังสามารถใช้เวลาตามกิจกรรมที่เรือนจำจัดไว้ ไม่ว่าจะเป็นเล่นบาสเกตบอล ออกกำลังกาย เล่นหมากรุก ตีปิงปอง ดูโทรทัศน์ หรือโทรศัพท์ติดต่อครอบครัว

"เขาก็ใช้ชีวิตตามปกติ โทร.หาที่บ้าน ออกกำลังกาย ตีปิงปอง ดูทีวี อะไรก็ได้ที่เขาอยากทำ"

ผู้ต้องขังบางคนยังได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ UnitWorker รับผิดชอบงานประจำภายในยูนิต เช่น ซักผ้า ทำความสะอาด หรือแจกจ่ายอาหารให้ผู้ต้องขังคนอื่น

"จะมีนักโทษกลุ่มหนึ่งเป็นคนซักผ้าให้ แล้วก็อีกกลุ่มเป็นคนเอาอาหารมาแจก ทุกคนก็จะได้รับอาหารครบสามมื้อ" เธอกล่าว

อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตภายในเรือนจำยังอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด เจ้าหน้าที่จะนับจำนวนผู้ต้องขังหลายครั้งตลอดทั้งวัน ทั้งช่วงสาย ช่วงบ่าย และก่อนล็อกห้องในช่วงเย็น

แม้ผู้ต้องขังจะต้องกลับเข้าห้องขังในช่วงเย็น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้านอนทันที ยังสามารถใช้เวลาภายในห้องได้ตามระเบียบของเรือนจำ

การฝึกอาชีพในคุกออสเตรเลีย
การฟื้นฟูผู้ต้องขังเป็นอีกภารกิจสำคัญของระบบราชทัณฑ์ออสเตรเลียนอกเหนือจากการควบคุมตัว ข้อมูลของ Australian Bureau of Statistics ระบุว่า ตัวอย่างเช่น ในรัฐควีนสแลนด์ มีผู้ต้องขัง 3 ใน 5 คน (ร้อยละ 60) เคยมีประวัติถูกจำคุกมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง สะท้อนความท้าทายในการลดการกระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

ด้วยเหตุนี้ เรือนจำหลายแห่งจึงเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังเรียนหนังสือ ฝึกอาชีพ และเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม เก๋เล่าว่า  เรือนจำที่เธอทำงานมีหลักสูตรหลากหลาย ตั้งแต่งานบริการ การชงกาแฟ ไปจนถึงการอบรมเพื่อขอ White Card ซึ่งเป็นใบรับรองด้านความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับการทำงานในภาคก่อสร้างของออสเตรเลีย

สำหรับผู้ต้องขังที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว ยังสามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ "ถ้าเป็นนักโทษที่ศาลตัดสินแล้ว และอยากเรียนปริญญาตรีหรือปริญญาโทก็สามารถเรียนได้" เธอกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องขังทั่วไปจะยังไม่มีโอกาสออกไปทำกิจกรรมนอกเรือนจำ เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ในชุมชน เก๋อธิบายว่า
สิทธิ์ดังกล่าวมีเฉพาะผู้ต้องขังในระดับ Low Custody ซึ่งใกล้พ้นโทษและผ่านการประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงต่ำ ผู้ต้องขังกลุ่มนี้อาจได้รับอนุญาตให้ออกไปทำความสะอาดในเรือนจำแห่งอื่น หรือปฏิบัติงานบางอย่างภายนอกภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่


คุกออสเตรเลียไม่ได้สบายอย่างที่คิด
ก่อนเข้ามาทำงาน เก๋ยอมรับว่าเธอเองก็เคยมีภาพจำว่าเรือนจำในออสเตรเลียเป็นสถานที่สะอาด เป็นระเบียบ และมีความเป็นอยู่ค่อนข้างดี แต่เมื่อได้เข้ามาทำงานเธอมองว่าภาพที่ถูกนำเสนอเป็นเพียงบางส่วนของความเป็นจริง

“เคยคิดว่าเรือนจำ (ออสเตรเลีย) คงสะอาดมาก แต่จริงๆ ก็ไม่ได้สะอาดขนาดนั้น บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ต้องบอกให้ช่วยกันทำความสะอาด”

เธออธิบายว่า ห้องขังส่วนใหญ่รองรับผู้ต้องขังหนึ่งถึงสองคน มีเตียงแยกกัน และมีห้องน้ำอยู่ภายในห้อง แต่ห้องน้ำไม่มีประตู มีเพียงผนังกั้นบางส่วน การจัดผู้ต้องขังให้อยู่ห้องเดียวกันก็ไม่ได้ทำแบบสุ่ม หากแต่พิจารณาจากข้อมูลของผู้ต้องขังแต่ละคน ทั้งลักษณะคดี บุคลิก และความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้ง

เก๋เล่าว่า แม้ภายในเรือนจำจะมีผู้ต้องขังที่มีอิทธิพลหรือเป็นแกนนำของกลุ่มต่างๆ เหมือนที่เราเคยได้ยินจากเรื่องราวเรือนจำในเมืองไทย แต่ที่ออสเตรเลียเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่มีสิทธิเลือกปฏิบัติ

"มีคนที่เหมือนเป็นลูกพี่อยู่เหมือนกัน แต่เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกัน เพราะเป็นกฎของเรา" เธอกล่าว

หากเป็นชาวต่างชาติ จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร
เมื่อมีชาวต่างชาติถูกดำเนินคดีในออสเตรเลีย หากไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้จะเข้าถึงสิทธิของตนเองได้อย่างไร
คุณเก๋เล่าว่า หากเรือนจำมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถสื่อสารภาษาของผู้ต้องขังได้ เจ้าหน้าที่คนนั้นจะเข้ามาช่วยอธิบายข้อมูลก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลผ่านบุคคลภายนอก เพราะข้อมูลในเรือนจำเป็นความลับ เราจึงพยายามใช้เจ้าหน้าที่ภายในก่อน ถ้าจำเป็นจริงๆ ถึงจะใช้ล่ามทางโทรศัพท์

ภายในเรือนจำยังมีหน่วยงานที่ช่วยประสานเรื่องสิทธิของผู้ต้องขัง เช่น การติดต่อครอบครัว การจัดหาทนายความ หรือการประสานกับ Legal Aid เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับความช่วยเหลือตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด

ไม่มีอะไรคุ้มค่ากับการต้องเข้ามาอยู่ข้างใน 
คุณเก๋เตือนให้คนไทยหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายตั้งแต่แรก แม้บางคดีจะเป็นความผิดเล็กน้อย เช่น เมาแล้วขับ หรือการทะเลาะวิวาท แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในต่างประเทศ ทุกอย่างอาจซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดคิด โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระบบกฎหมายและภาษาอังกฤษ

เรือนจำออสเตรเลียอาจมีระบบดูแลผู้ต้องขังที่เป็นมาตรฐาน มีการรักษาพยาบาล การศึกษา และการฝึกอาชีพ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้การสูญเสียอิสรภาพกลายเป็นเรื่องที่ดูเหมือนว่าน่าจะอยู่สบาย

"หลายคนคิดว่าอยู่ในคุกสบาย มีอาหารสามมื้อ มีหมอ มีพยาบาล แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้สบายอย่างที่ทุกคนคิด มันก็มีกฎที่ต้องทำตาม"