"หมออั้น" นพ.ธีรภัทร์ พุ่มพวง ศัลยแพทย์เฉพาะทาง ออกมาโพสต์บทความเตือนสติครอบครัวยุคปัจจุบันที่มุ่งมั่นสร้างฐานะเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก จนหลงลืมสิ่งสำคัญที่สุดอย่าง "เวลา" ชี้สมการชีวิตเริ่มผิดเพี้ยนเมื่อเด็กได้ทุกอย่างที่เงินซื้อได้ ยกเว้นการมีอยู่จริงของ "พ่อแม่" พร้อมแนะทางออกให้ทุกครอบครัวหันมา "ออกแบบเวลา" คืนพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกก่อนวัยเด็กจะหมดอายุ ย้ำชัด... เงินหาใหม่ได้ แต่วัยเด็กของลูกซื้อคืนไม่ได้
วันนี้ (2 ก.ค.) นพ.ธีรภัทร์ พุ่มพวง หรือหมออั้น ศัลยแพทย์เฉพาะทาง ประจำโรงพยาบาลสมุทรปราการ ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนปัญหาของพ่อแม่ยุคใหม่ที่มักทุ่มเทหาเงินเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก จนพลาดสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ "เวลา"
โดยชี้ให้เห็นว่าเด็กไม่ได้จดจำมูลค่าของสิ่งของหรือโรงเรียนราคาแพง แต่ต้องการการมีอยู่จริง (Presence) ความใส่ใจ และพื้นที่ปลอดภัยทางใจจากพ่อแม่ในโมเมนต์ธรรมดาๆ มากกว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การอ้างว่าทำงานหนักเพื่อลูกแต่กลับไม่มีเวลาให้ จึงเป็นสมการชีวิตที่ไม่สมดุลและไม่คุ้มค่า เพราะวัยเด็กมีวันหมดอายุและไม่อาจใช้เงินซื้อย้อนหลังได้
ผู้เขียนจึงแนะนำให้พ่อแม่เลิกใช้เงินซื้อเวลาตามแรงกดดันของสังคม แล้วหันมา "ออกแบบเวลา" ให้ลูกอย่างตั้งใจแทน เช่น การเลือกโรงเรียนที่ค่าเทอมเหมาะสม เดินทางไม่นาน และลดการเรียนพิเศษ เพื่อคืนเวลาพักผ่อนและสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงในครอบครัวก่อนที่ลูกจะโตเกินกว่าจะต้องการเวลาจากเรา ทั้งนี้ หมออั้นได้ระบุข้อความว่า
"พ่อแม่ยุคนี้ไม่ได้แพ้เรื่องเงิน แต่แพ้เรื่องเวลา
1. ผมสังเกตมานานแล้วครับ พ่อแม่ยุคนี้จำนวนมากไม่ได้แพ้เพราะหาเงินไม่ได้ หลายบ้านหาเงินเก่งมากด้วยซ้ำ จ่ายค่าเทอมได้ จ่ายเรียนพิเศษได้ ซื้อคอร์สดีๆ ได้ ส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ ดังๆ หรือแพงๆ ที่ใครๆ ก็อยากเข้าได้ แต่แพ้ตรงที่ "ไม่มีเวลาเหลือให้ลูกจริงๆ" ไม่มีเวลานั่งกินข้าวด้วยกัน ไม่มีเวลาฟังลูกเล่าเรื่องไร้สาระ ไม่มีเวลาเดินเล่น ไม่มีเวลานอนคุยกันก่อนปิดไฟ
เงินซื้อโรงเรียนดีๆ ได้ ซื้อครูดีได้ ซื้อค่ายซัมเมอร์ได้ ซื้อคอร์สเรียนพิเศษได้ แต่เงินซื้อ "วัยเด็กของลูก" กลับมาไม่ได้นะครับ
ลูก 5 ขวบ มีครั้งเดียว ลูก 7 ขวบ มีครั้งเดียว ลูกที่ยังอยากนั่งตักเรา ยังอยากให้เรานอนข้างๆ ก่อนหลับ มันมีอายุของมัน
เรื่องพวกนี้ พอผ่านแล้ว ผ่านเลย
2. หลายบ้านบอกว่าทำงานหนักก็เพื่อลูก อันนี้จริงครับ ผมเข้าใจมากๆ แต่บางทีเราต้องกล้าถามตัวเองตรงๆ ว่า เรากำลังทำงานเพื่อลูก หรือกำลังใช้คำว่า "เพื่อลูก" อธิบายชีวิตที่ไม่เหลือเวลาให้ลูกแล้ว ไม่ผิดที่พ่อแม่ต้องทำงาน ไม่ผิดที่อยากสร้างฐานะ ไม่ผิดที่อยากให้ลูกมีโอกาสดีๆ แต่ถ้าสุดท้ายลูกได้ทุกอย่าง ยกเว้น "พ่อแม่" สมการนี้เริ่มไม่สมดุลแล้วครับ
3. เด็กไม่ได้จำหรอกว่าค่าเทอมเท่าไหร่ โรงเรียนติดอันดับอะไร คอร์สไหนแพงแค่ไหน แต่เด็กจำได้ว่า ตอนเขาร้องไห้ มีใครฟังไหม ตอนเขากลับจากโรงเรียน มีใครถามจริงๆ ไหมว่าวันนี้เป็นยังไง ตอนเขาเล่าเรื่องเล็กๆ มีใครวางมือถือแล้วมองหน้าเขาไหม ตอนเขากลัว เขาหันไปหาใครได้ไหม เด็กไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ เขาต้องการพ่อแม่ที่ "อยู่ตรงนั้นจริงๆ"
4. สังคมเราชอบถามกันว่า โรงเรียนไหนดี เรียนพิเศษที่ไหนดี เรียนกิจกรรมเสริมโน่นนี่ที่ไหน แต่แทบไม่มีใครถามว่า ลูกได้นอนพอไหม ลูกได้กินข้าวกับพ่อแม่บ้างไหม ลูกยังมีเวลาเล่นไหม หรือลูกยังรู้สึกว่าบ้านคือที่ปลอดภัยไหม บางครอบครัวก็น่าสงสาร บ้านใหญ่ขึ้น รถดีขึ้น ค่าเทอมแพงขึ้น แต่เวลาที่ครอบครัวมีให้กัน เล็กลงทุกปี
5. บางครอบครัว ทั้งบ้านมีแต่คำว่า "รีบ" รีบตื่น รีบอาบน้ำ รีบกิน รีบขึ้นรถ รีบเรียน รีบกลับ รีบทำการบ้าน รีบไปเรียนพิเศษ รีบอาบน้ำ รีบนอน แล้วเช้าวันใหม่ก็วนเหมือนเดิม สุดท้ายเด็กโตมาในบ้านที่เต็มไปด้วยความรัก แต่ความรักนั้นแสดงออกมาในรูปแบบเดียว คือ "ความเร่งรีบ" และที่น่ากลัวกว่านั้น พ่อแม่หลายคนอยู่กับลูกทางกาย แต่ไม่ได้อยู่ทางใจ นั่งโต๊ะเดียวกัน แต่ตาอยู่ที่จอ อยู่รถคันเดียวกัน แต่ใจอยู่ที่งาน พาลูกไปเที่ยว แต่มัวถ่ายรูปมากกว่ามองหน้าลูก เด็กเขารู้ครับ เด็กอาจพูดไม่เก่ง แต่เขารู้ว่าเราฟังจริงหรือฟังผ่านๆ เขารู้ว่าเรามองเขา หรือมองจอ
6. บางทีพ่อแม่ถูกสังคมกดดันให้ "ใช้เงินแทนเวลา" กลัวลูกแพ้คนอื่น กลัวลูกไม่เก่ง กลัวลูกไม่มีโปรไฟล์ กลัวลูกตามเพื่อนไม่ทัน เลยแก้ด้วยการเติมทุกอย่าง เรียนเพิ่ม คอร์สเพิ่ม กิจกรรมเพิ่ม ของเพิ่ม แต่สิ่งที่เด็กขาดจริงๆ คือเวลาธรรมดาๆ กับพ่อแม่นี่แหละครับ ลองคิดดูนะครับ ค่าเทอม เราคำนวณกันละเอียดทุกบาท ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าคอร์ส ค่าค่ายซัมเมอร์ คำนวณหมด
แต่ไม่เคยมีใครคำนวณว่า เราเสียเวลาลูกไปวันละกี่ชั่วโมง ลูกอยู่บนถนนกี่ชั่วโมง มือถือกินเวลาเราไปเท่าไหร่ เรียนพิเศษกินเวลาครอบครัวไปเท่าไหร่ พอบวกออกมาจริงๆ บางทีตัวเลขนี้น่าตกใจกว่าค่าเทอมอีกครับ
7. ผมไม่ได้บอกให้พ่อแม่ลาออกมาเลี้ยงลูกนะ ชีวิตจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น แต่ผมว่าเราต้อง "ออกแบบเวลา" ให้ลูก
ไม่ใช่รอให้เวลาเหลือแล้วค่อยให้ เพราะถ้ารอเวลาเหลือ มันไม่เหลือหรอกครับ เวลาลูกต้องถูกใส่ลงไปในชีวิตเหมือนเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เศษเวลาหลังงาน หลังมือถือ หลังประชุม หลังความเหนื่อยทั้งหมด และเวลาคุณภาพไม่ต้องอลังการเลย กินข้าวด้วยกันโดยไม่จับมือถือ อ่านหนังสือก่อนนอน 15 นาที เดินเล่นหน้าบ้าน ถามว่า "วันนี้มีอะไรสนุกไหม" แล้วฟังจริงๆ เด็กต้องการความสม่ำเสมอ มากกว่าความอลังการครับ
8. เพราะช่วงเวลาที่ลูกยังอยากให้เราไปรับ อยากให้เรานั่งดูเขาเล่นกีฬา อยากให้เรากอด อยากให้เรานอนใกล้ๆ มันสั้นกว่าที่คิดมาก พอเขาโต เขาจะมีโลกของเขา มีเพื่อนของเขา มีความลับของเขา ถึงวันนั้น ต่อให้เรามีเงินมากขึ้น มีเวลามากขึ้น
เขาอาจไม่ได้ต้องการเวลาจากเราแบบเดิมแล้ว
สำหรับผม ความสำเร็จของพ่อแม่ ไม่ใช่แค่ส่งลูกเข้าโรงเรียนดี ไม่ใช่แค่ลูกเรียนเก่ง แต่คือการที่ลูกโตขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าบ้านคือที่ปลอดภัย พ่อแม่คือคนที่คุยได้ และชีวิตเขาไม่ได้ถูกเลี้ยงด้วยเงินอย่างเดียว แต่ถูกเลี้ยงด้วยเวลา ความใส่ใจ และความสัมพันธ์
9. ย้ำเหมือนเดิมนะครับ อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวผมที่เอามาแชร์กัน ใครจะวางชีวิตแบบไหน ก็เป็นเรื่องของแต่ละครอบครัว
แต่สำหรับผม ถ้าต้องแลกทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุด พ่อแม่ออกไปหาเงิน ส่งลูกเรียน เรียนพิเศษวนไปโดยที่ลูกแทบไม่มีเวลาใช้ชีวิตกับพ่อแม่ ผมคำนวณแล้ว ไม่คุ้มครับ เพราะเงินหาใหม่ได้ งานเปลี่ยนได้ โรงเรียนยังมีทางเลือก แต่วัยเด็กของลูก พอผ่านเราไปแล้วซื้อคืนไม่ได้จริงๆ
10. (ส่วนตัว) ที่ทำอยู่ เลือกโรงเรียนค่าเทอมไม่เกิน 10% ของรายรับ เราไม่ต้องออกไปทำ OT เพิ่มมากมาย เดินทางบ้าน-โรงเรียนไม่เกิน 40 นาทีเลือกโรงเรียนดีๆ ที่สอนให้มันจบๆ ไปในห้องเรียน ไม่ต้องเอาเวลาไปเรียนพิเศษ กลับมาบ้านมีแค่อ่านหนังสือ 20 นาที ทำแบบฝีกหัดนิดๆ หน่อยๆ 20 นาที แค่นี้พอแล้ว มีเวลาคุณภาพเหลือๆ เด็กประถม ควรได้นอน 910 ชั่วโมงต่อวัน สองทุ่มควรได้นอน มีเวลาเหลือๆ ไปทำโน่นทำนี่กัน สอนในสิ่งที่โรงเรียนไม่ได้สอนอีกมากมาย"


