"หมอเจด" แพทย์และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ออกมาแชร์ประสบการณ์ตรงหลังตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย H. pylori ในกระเพาะอาหาร เผยสถิติน่าตกใจคนไทยเสี่ยงติดเชื้อนี้ถึงครึ่งประเทศโดยไม่รู้ตัว ชี้เป็นอันตรายแฝงเร้นที่อาจลุกลามเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร พร้อมย้ำเตือนประชาชนปรับพฤติกรรมการกินด่วน เลิกใช้แก้วร่วมกัน-ระวังอาหารสุกๆ ดิบๆ ชี้เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดเพราะแทบไม่มีใครรู้ตัวว่ารับเชื้อมาตั้งแต่ตอนไหน
วันนี้ (2 ก.ค.) หมอเจด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพชื่อดัง ออกมาโพสต์ข้อความระบุถึงเชื้อ H. pylori เป็นภัยเงียบที่พบในประชากรโลกและคนไทยถึงเกือบครึ่ง โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวเนื่องจากไม่มีอาการบ่งชี้เบื้องต้น แต่เชื้อสามารถสะสมและลุกลามจนก่อให้เกิดโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงถึงขั้นเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้
ความน่ากลัวของโรคนี้คือผู้ป่วยมักไม่สามารถสืบทราบแหล่งที่มาหรือช่วงเวลาที่รับเชื้อได้เลย ดังนั้น แนวทางรับมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดจึงไม่ใช่การตามหาต้นตอในอดีต แต่คือการป้องกันความเสี่ยงในอนาคตด้วยการเคร่งครัดกับสุขอนามัยขั้นพื้นฐานบนโต๊ะอาหารที่มักถูกมองข้าม เช่น การใช้ช้อนกลางเสมอ ไม่ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ล้างมือให้สะอาดก่อนมื้ออาหาร เลือกร้านที่ถูกสุขลักษณะ และระมัดระวังการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ ทั้งนี้ "หมอเจด" ได้ระบุข้อความว่า
"คนไทยเกือบครึ่งประเทศอาจมีเชื้อ H. pylori อยู่ในกระเพาะ… รวมถึงผมด้วยครับ
ใช่ครับ ผมเองก็เคยตรวจเจอเชื้อนี้เหมือนกัน และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่การติดเชื้อ แต่คือ…ผมยังตอบไม่ได้เลยว่าติดมาจากไหน Helicobacter pylori infection มีรายงานว่าประชากรโลกประมาณ 40-50% เคยติดเชื้อนี้ และในหลายประเทศเอเชีย อัตราพบอาจสูงกว่านั้น พูดง่ายๆ คือ…ทุก 2 คนรอบตัวคุณ อาจมี 1 คนที่เคยมีเชื้อนี้แต่หลายคนไม่รู้ตัวเลย ไม่มีไข้ ไม่ปวดท้องชัด ไม่รู้สึกผิดปกติ แต่เชื้อนี้สามารถค่อยๆ ทำให้เกิด
* กระเพาะอักเสบเรื้อรัง
* แผลในกระเพาะอาหาร
* เลือดออกในทางเดินอาหาร
* และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร
ตอนผมตรวจเจอ
คำถามแรกที่ผมถามตัวเองคือ “ติดมาจากอะไร?” ส้มตำ ลาบดิบ กุ้งดอง ปูดอง น้ำแก้วเดียวกับคนอื่น ช้อนกลาง หรือจริงๆ ติดมาตั้งแต่เด็ก
คำตอบคือ…
ผมไม่รู้ครับ และนี่คือเรื่องจริงของ H. pylori หลายครั้งเราไม่มีวันรู้เลยว่าเชื้อเข้ามาในชีวิตเราตอนไหน อาจเป็นอาหารมื้อหนึ่ง อาจเป็นพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน หรืออาจติดมาตั้งแต่เด็กแล้วเพิ่งตรวจเจอ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ เราอาจควบคุมอดีตไม่ได้ แต่เราลดความเสี่ยงในอนาคตได้ เริ่มจากเรื่องง่ายๆ
* ไม่ใช้ช้อนร่วมกัน
* ไม่ดูดน้ำแก้วเดียวกัน
* ล้างมือก่อนกินข้าว
* เลือกร้านที่สะอาด
* ระวังอาหารดิบ
ฟังดูธรรมดาใช่ไหมครับ แต่หลายครั้งเรื่องธรรมดาเหล่านี้แหละกลับเป็นสิ่งที่เรามองข้ามมากที่สุด ผมอยากทิ้งท้ายด้วยคำถามหนึ่ง ถ้าวันนี้คุณตรวจเจอ H. pylori…คุณแน่ใจไหมว่ารู้ว่ามันมาจากไหน? สำหรับผม…จนถึงวันนี้ ผมก็ยังตอบไม่ได้ครับ"


