xs
xsm
sm
md
lg

อดีตผู้พิพากษาชี้คำสั่งศาลคดี "ทนายตั้ม" ไม่ถอนประกันไม่ใช่อ่อนข้อ แต่เพิ่มเงื่อนไขเหล็ก สกัดเดินเกมออกสื่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและอดีตประธาน กสม. วิเคราะห์คำสั่งศาลคดี "ทนายตั้ม" ระบุแม้ไม่เพิกถอนประกัน แต่ศาลใช้มาตรการเพิ่มเงื่อนไขเข้ม ห้ามยุ่งเกี่ยวพยานหรือวิจารณ์พยานหลักฐาน พร้อมเตือนหากฝ่าฝืนอาจถูกเพิกถอนประกันทันที พร้อมโต้ข้ออ้าง "พยานนิติวิทยาศาสตร์สู้พยานบุคคลไม่ได้" ว่าคลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมาย

วันที่ 1 ก.ค. 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร” กรณีที่ศาลยังไม่สั่งถอนประกันนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม จำเลยในคดีฉ้อโกงนางสาวจตุพร อุบลเลิศ หรือมาดามอ้อย โดยระบุว่า แม้ศาลไม่ถอนประกันแต่เดินเกมดัดหลังด้วยเงื่อนไขเหล็ก

นายวัสระบุว่า แม้ศาลยกคำร้องขอเพิกถอนประกันนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ที่ฝั่งโจทก์ร่วมคือนางจตุพร อุบลเลิศ ได้ยื่นร้องไว้ แต่ทว่าศาลไม่ได้ปล่อยผ่าน เพราะได้ทำการ บีบวงล้อม ด้วยการเพิ่มเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ตามคำขอของฝั่งโจทก์ร่วมอย่างเข้มงวด ชนิดที่เรียกว่าตัดปากเสียงของจำเลยในการเล่นเกมสื่อไปโดยปริยาย!

นายวัสชี้ว่าคดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาชั้นดีในทางวิธีพิจารณาความอาญา ที่สะท้อนดุลพินิจของศาลและการต่อสู้ด้วยหลักกฎหมายลักษณะพยาน 3 ประเด็นสำคัญที่คนทั่วไปอาจมองข้าม ได้แก่ 1. คำสั่งศาลวันนี้ไม่ใช่การอ่อนข้อ แต่คือการขีดเส้นตาย

“หลายคนอาจรู้สึกขัดใจว่าทำไมศาลถึงยังให้โอกาสและไม่จับจำเลยขังคุกทันที? แต่ในทางกฎหมาย การสั่งเพิ่มเงื่อนไขโดยห้ามมิให้จำเลยไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือนำพยานหลักฐานในคดีออกมาวิจารณ์ในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือกระทำการใดอันอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลเนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด พร้อมกำชับทิ้งท้ายว่า "หากฝ่าฝืนจะเพิกถอนประกันทันที" ถือเป็นการเดินเกมของศาลได้เหมือนกัน”

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกามองว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 วรรคสาม โดยเลือกใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก อีกทั้งยังบันทึกคำรับรองของจำเลยไว้เป็นหลักฐานว่าจะไม่กระทำการในลักษณะดังกล่าวอีก หากจำเลยขยับตัวพาดพิงคดีออกสื่อแม้เพียงนิดเดียว ศาลสามารถสั่งขังได้ทันทีโดยที่จำเลยไม่มีข้ออ้างเรื่องการจำกัดเสรีภาพเกินกว่าเหตุอีกต่อไป

ประเด็นที่ 2 นายวัสตั้งข้อสังเกตว่า หากย้อนกลับไปในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาและลงโทษจำคุกนายษิทรา 5 ปี 12 เดือนนั้น ศาลอาจควรกำหนดเงื่อนไขลักษณะเดียวกันตั้งแต่วันแรก เนื่องจากคำแถลงของจำเลยในห้องพิจารณาคดีที่ระบุว่า "ขอให้นำคดีนี้ไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ว่า หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้" ในมุมมองทางวิชาการกฎหมาย พฤติการณ์ท้าทายระบบชั่งน้ำหนักพยานเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัย (Red Flag) ที่ชัดเจนในระดับหนึ่งว่าอาจมีการใช้พื้นที่สื่อในการบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือด้อยค่ากระบวนการยุติธรรมหลังได้ประกันตัว ดังนั้น ศาลจึงควรใช้อำนาจตามมาตรา 108 วรรคสาม กำหนดเงื่อนไขห้ามยุ่งเหยิงพยานและห้ามออกสื่อวิจารณ์คดีตั้งแต่วันแรก แทนที่จะกำหนดเพียงแค่ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จนเปิดช่องให้จำเลยเดินสายออกรายการทีวีข่มขู่หรือวิจารณ์พยาน และด้อยค่าศาลจนเกิดความเสียหายไปแล้วในวงกว้าง

ประเด็นที่ 3 นายวัสโต้แย้งคำกล่าวของนายษิทราในห้องพิจารณาคดีในวันฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ว่า พยานนิติวิทยาศาสตร์สู้พยานบุคคลไม่ได้ ซึ่งคำกล่าวนี้ถือเป็นความคลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมายลักษณะพยานอย่างสิ้นเชิง เพราะในความเป็นจริงไม่มีคำนี้ในกฎหมายไทย ตัวบทกฎหมายมีเพียงคำว่า “พยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์” และคำให้การของผู้เชี่ยวชาญถือเป็นเพียง “พยานความเห็น” ซึ่งศาลไทยใช้ระบบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยเสรี ไม่ได้ถูกผูกมัดว่าต้องเชื่อตามนั้นเสมอไป

“ศาลไม่ได้เชื่อพยานบุคคลลอยๆ เมื่อแกะคำพิพากษาคดีทนายตั้ม จะพบว่าศาลขับเคลื่อนด้วย "พยานเอกสารและพยานดิจิทัล" อย่างแน่นหนา เช่น สัญญาจ้างพัฒนาโปรแกรมบังหน้า และเส้นทางการโอนเงินไลน์คดีรถเบนซ์ ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่มัดเจตนาทุจริตอย่างดิ้นไม่หลุด”

นายวัสให้ความเห็นอีกว่า นอกจากนี้ ศาลยังใช้หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยในคดีเงิน 39 ล้านบาท ศาลสั่งยกฟ้องโดยการยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามมาตรา 227 วรรคสอง สะท้อนว่าศาลพิพากษาตามความจริงของพยานหลักฐาน ไม่ใช่การเลือกข้างเชื่อพยานบุคคลอย่างที่จำเลยกล่าวอ้าง

“บทสรุป ในกระบวนการยุติธรรมของระบอบเสรีประชาธิปไตย ไม่มีพยานประเภทใดชนะฟาวล์โดยอัตโนมัติ ความยุติธรรมเกิดขึ้นจากการร้อยเรียงพยานวัตถุ พยานเอกสาร และพยานบุคคลเข้าด้วยกันอย่างมีตรรกะ และคำสั่งศาลในวันนี้คือบทพิสูจน์ว่า แม้เกมสื่อจะเสียงดังแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องสยบลงด้วยกรอบแห่งกฎหมาย” นายวัสระบุ