“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว.เผย พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังปลดล็อกบทบาท NIA จาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” เปิดทางสนับสนุนกองทุน Venture Capital (VC) ช่วยผลักดันสตาร์ทอัพและงานวิจัยไทย โดยเฉพาะกลุ่ม DeepTech, HealthTech และ Biotech ให้ก้าวข้าม “Valley of Death” สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ พร้อมดึงเม็ดเงินภาคเอกชนและสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็น พ.ร.ฎ.จัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย
หลังปลดล็อกให้ NIA จากเดิมที่ทำหน้าที่เพียงผู้ให้ทุนสนับสนุน สามารถเข้ามาเป็น “ผู้ร่วมลงทุน” หรือสนับสนุนกองทุน Venture Capital (VC) เพื่อช่วยผลักดันสตาร์ทอัพและงานวิจัย โดยเฉพาะกลุ่ม DeepTech, HealthTech และ Biotech ให้ก้าวข้าม “หุบเหวมรณะ” สู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้จริง
พร้อมเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเอกชน ขณะเดียวกันยังช่วยเร่งการเกิดนวัตกรรมที่ส่งผลต่อประชาชน เช่น เทคโนโลยีการแพทย์ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการออกแบบกติกาที่โปร่งใส ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเข้ามามีบทบาทร่วมกัน ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"จาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” - เมื่อกฎหมายใหม่ปลดล็อก NIA สู่การเป็น VC ดันงานวิจัยไทยข้ามหุบเหวมรณะ
ใครที่อยู่ในแวดวงนวัตกรรมบ้านเราคงทราบดีครับว่า สตาร์ทอัพไทยจำนวนมากไม่ได้ไปต่อ ไม่ใช่เพราะขาดไอเดีย แต่เพราะไปสะดุดล้มตรงข้อต่อสำคัญที่เรียกว่า "Valley of Death" หรือช่วงที่ต้องปั้นงานวิจัยสู่การผลิตจริง โดยเฉพาะกลุ่ม DeepTech, HealthTech หรือ Biotech ที่ต้องใช้เวลาและสายป่านยาวมาก
แต่ข่าวดีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้น คือการบังคับใช้ของ พ.ร.ฎ. จัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งผมถือว่าเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย (ใครสนใจรายละเอียดกฎหมายฉบับเต็ม เดี๋ยวผมแปะลิงก์ไว้ให้ในคอมเมนต์ครับ)
ความน่าสนใจของกฎหมายฉบับนี้ คือการแก้ข้อจำกัดเดิมๆ ที่รัฐทำได้แค่ให้เงินสนับสนุนให้เปล่า (Grant/Subsidy) มาเป็นการเปิดทางให้ NIA สามารถสวมหมวกเป็น "ผู้ร่วมลงทุน" หรือสนับสนุนกองทุน Venture Capital (VC) ได้
พูดง่ายๆ คือ รัฐกำลังขยับบทบาทมาเป็น Catalytic Capital หรือเงินทุนตั้งต้นเพื่อสร้างความมั่นใจและดึงดูดเม็ดเงินจากภาคเอกชนครับ
การปลดล็อกครั้งนี้ ส่งผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้ชัดเจน 2 กลุ่มหลักๆ ครับ
1.การต่อลมหายใจและเพิ่ม “แต้มต่อ” ทางธุรกิจ
คนทำสตาร์ทอัพจะรู้ดีว่าช่วงตั้งไข่มันเหนื่อยแค่ไหน เมื่อ NIA เข้ามาร่วมลงทุน สิ่งที่สตาร์ทอัพจะได้ไม่ใช่แค่เม็ดเงินเพื่อประคองกระแสเงินสด แต่คือการได้ "ตราประทับความน่าเชื่อถือ" (Trust) จากภาครัฐ
สิ่งนี้ช่วยปลดล็อกให้สตาร์ทอัพเดินไปคุยกับ VC, Corporate VC, Family Office หรือนักลงทุนต่างชาติได้ง่ายขึ้น กลไกนี้ยังตอบโจทย์คนทำ University Spin-off ที่จะช่วยดันงานวิจัยจากหิ้งในมหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นบริษัทที่แข่งขันเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องสู้แบกความเสี่ยงอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป
2. นวัตกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตจะเกิดขึ้นจริงและไวขึ้น
หลายคนอาจมองว่าเรื่องของ VC เป็นเรื่องไกลตัว แต่ผลลัพธ์ปลายทางที่ทรงพลังที่สุดจะตกอยู่กับ "ประชาชน" ครับ
เมื่อเรามีกลไกดึงเม็ดเงินจากองค์กรใหญ่ให้กล้ามาลงทุน จนเกิดกองทุนหน้าใหม่มารองรับ (เช่น กองทุน AI, Climate Tech, HealthTech) งานวิจัยดีๆ จะไม่ตายอยู่ในห้องแล็บ นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยรักษาโรค, เทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาฝุ่นควัน, หรือเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร จะถูกผลิตออกมาเป็น "สินค้าและบริการ" ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จริงๆ ในราคาที่เข้าถึงได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังหมายถึงการสร้างงานทักษะสูง (High-skilled jobs) ใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย
แต่กฎหมายที่ดี ต้องมาพร้อมกับ "วิธีการที่ใช่"
แม้โครงสร้างกฎหมายจะเปิดประตูให้แล้ว แต่ความท้าทายคือหลังจากนี้ เราจะออกแบบกติกาอย่างไร? สิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องระวังให้มากที่สุดคือ "รัฐต้องไม่เป็นคนจิ้มเลือกผู้ชนะเอง" และต้องระวังความล่าช้าจากกระบวนการแบบราชการ รวมถึงการลงทุนที่ขาดวินัยทางการเงินและปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนครับ
เรามีเป้าหมายชัดเจน ที่ต้องการเห็นนวัตกรรมไทยเติบโตเป็นธุรกิจที่แข่งขันได้ในระดับโลก และกฎหมายฉบับนี้คือการเปลี่ยนบทบาทรัฐจากการเป็นเพียง "ผู้ให้ทุน" ไปสู่ "ผู้กระตุ้นตลาดทุน"
แต่ท้ายที่สุดแล้วจะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ ตัวชี้วัดสำคัญคือการออกแบบกติกาที่โปร่งใส และการยอมปล่อยให้ "มืออาชีพ" ในตลาดทุนเข้ามาเป็นคนบริหารจัดการร่วมกันอย่างแท้จริงครับ
ขอแสดงความยินดีกับทีมงาน NIA อีกครั้งสำหรับก้าวสำคัญนี้ครับ"


