รายงานพิเศษ
ถาม : ในฐานะที่คุณทำงานต่อต้านทุจริต คุณมองเห็นอะไรจากการเปิดเผยขบวนการโกงสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น
ตอบ : “เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ... เมื่อคนตัวเล็ก ๆ หลายคนไม่เพิกเฉย และทำหน้าที่ที่ตัวเองควรทำ เราก็ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบรุนแรงได้”
สุภอรรถ โบสุวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม - HANDse ... ทำงานผลักดันให้รัฐจัดทำระบบเปิดเผย 25 ชุดข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบหน่วยงานรัฐได้
*****
“คนที่ 1 .... เรื่องนี้เกิดขึ้นจาก คนที่เขาเข้าสอบข้าราชการท้องถิ่น เขาตั้งใจอ่านหนังสือ ตั้งใจสอบ แต่ประกาศผลออกมาแล้วได้ 0 คะแนน เขาก็เลยไปขอให้เปิดเผยกระดาษคำตอบ ... ซึ่งมันเปิดเผยเลยไม่ได้ เพราะมันดันมีทั้งคนที่ได้คะแนนมากกว่าที่ทำได้จริง และมีทั้งคนที่ไม่ได้คะแนนเลย เพราะถูกอ้างว่าฝนรหัสประจำตัวผิด”
“คนที่ 2 ... พอถูกเรียกร้องให้ต้องเปิดเผยผลคะแนนเทียบกับกระดาษคำตอบ มันก็เลยต้องจัดคนไปแก้ผลในระบบ ... แล้วคนที่เขาอยู่บริเวณสถานที่ที่ใช้แก้ผลสอบ เขาก็สงสัยว่า ทำไมมีคนส่ชุดข้าราชการมารวมตัวกันที่ตึกหลังนี้ทุกวันเลย เขาก็ทำหน้าที่ของเขา คือ ไปแจ้งเจ้าหน้าที่”
“คนที่ 3 ... เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ป.ป.ช. เมื่อได้รับแจ้งพบความผิดปกติ ก็รีบจัดทีมไปสืบ ไปเฝ้าดู ไม่ประวิงเวลา และเข้าจับกุมได้พร้อมหลักฐานที่ชัดเจนมากในที่สุด”
“ผมอยากให้เห็นว่า การเปิดโปงขบวนการที่อาจทำให้ต้องมีข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นถึง 3 พันคน ต้องหลุดออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก มันเกิดจากคนตัวเล็กตัวน้อยทั้งนั้นเลย ตั้งแต่ผู้ได้รับผลกระทบจากการสอบที่เขาไม่ยอมปล่อยให้มันผ่านไป คนที่เห็นการรวมตัวกันของข้าราชการแบบผิดปกติ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานอย่างรวดเร็ว คือ ปัจจัยของความสำเร็จมันครบ ซึ่งมันเกิดจากความกล้าหาญและการไม่ยึดติดกับกระบวนการขั้นตอนบางอย่างมากเกินไป”
ผู้ก่อตั้ง HANDse สุภอรรถ โบสุวรรณ บอกว่า การลุกขึ้นมาทำความจริงให้ปรากฎของคนไม่กี่คนที่อาจจทำให้มีข้าราชการที่เข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบต้องออกจากราชการถึงประมาณ 3000 คน ควรจะถือเป็นตัวอย่างความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพราะการเปิดโปงขบวนการทุจริตสอบข้าการครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการใช้ระบบอุปถัมภ์ เงิน และเส้นสายในการคัดเลือกคนเข้าสู่องค์กรต่าง ๆ ที่มีมานานแล้ว ไม่ใช่แค่ข้าราชการท้องถิ่น แต่ยังรวมถึงวิชาชีพอื่น ๆ และอาจย้อนกลับไปตั้งแต่ระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีความต้องการเข้าเรียนสูง
“มันมีความเป็นไปได้ว่า ในกระบวนการสอบคัดเลือกทั้งหลาย มันก็มีอย่างนี้มาตั้งนานแล้วแหละครับ ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้วิธีการทำกันอย่างเชี่ยวชาญได้ยังไง ... เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก็หวังว่า ต่อไป ไม่ว่าจะสอบคัดเลือกคนมาทำวิชาชีพอะไร หรือแม้แต่จะคัดเด็กเข้าโรงเรียน เราก็จะรู้แล้วว่า เราสามารถตรวจสอบได้”
“ที่สำคัญ คือ เมื่อเราเห็นแล้วว่า การสอบครั้งนี้มันมีช่องโหว่ให้เกิดการโกงได้อย่างไร เช่น เอาไฟล์ผลสอบและกระดาษคำตอบออกมาแก้ได้ ... ไปเปลี่ยนให้กระดาษคำตอบของคนที่เขาสอบผ่านมีผลเป็น 0 คะแนนก็ได้ ...มาแก้ผลคะแนนย้อนหลังก็ยังได้ เมื่อเราเห็นแล้วว่า เขาโกงกันด้วยการใช้วิธี “แก้ผล” จากไฟล์ ... เราก็ออกแบบให้ระบบใหม่ เลิกใช้การติดตามตรวจสอบผลคะแนนหรือกระดาษคำตอบด้วย “ตัวบุคคล” หรือ “อุปกรณ์ที่แก้ไขได้” และสามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบข้อมูลเปิดที่ทุกคนสามารถเห็นคะแนนดิบได้ และควรใช้ระบบที่จะแสดงผลขึ้นเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องหลายกลุ่มทันทีหากมีคนพยายามเข้าไปเปลี่ยนแปลงผลข้อมูลในระบบนั้น” สุภอรรถ เพิ่มข้อเสนอ ให้หน่วยงานใดก็ตามที่จะจัดการสอบ ควรนำบทเรียนจากการทุจริตครั้งมาใช้ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้ระบบติดตามการแก้ไขข้อมูล
ผู้ก่อตั้ง HANDse ยังให้มุมมองเพิ่มเติมด้วยว่า นอกจากเป็นการแสวงหาประโยชน์เรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบแล้ว ขบวนการรับข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นเข้าทำงานด้วยการเริ่มต้นจากการชักจูงใจให้ผู้สมัครสอบต้องเลือกใช้วิธีการทุจริต ยังสะท้อนให้เห็นถึงระบบการทำงานที่ต้องการคัดเลือกคนที่เข้าไปเพื่อทำงานตอบสนองกับระบบที่ขับเคลื่อนด้วยความไม่ถูกต้องอยู่ก่อนแล้ว เมื่อได้คนที่เข้ามาอย่างไม่ถูกต้องไปทำงาน เจ้าหน้าที่หน้าใหม่เหล่านี้ ก็ไม่มีทางเลี่ยงที่จะต้องยอมทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามน้ำต่อไป
“คุณอย่าคิดว่าจ่ายตรงนี้แล้วจบนะ เมื่อคุณเข้าไปแล้ว คุณจะโดนอำนาจบางอย่างกดดันให้คุณหาเงินไปให้จ่ายเขาอยู่ดี ดังนั้น ตลอดการทำงานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติ การอนุญาต หรือการบังคับใช้กฎหมาย คุณก็จะถูกบีบบังคับให้ทำเรื่องทุจริตซ้ำไปอีกเรื่อย ๆ ... โดยคนที่ได้เงินจำนวนมากจริง ๆ คือ คนที่ข้างบนสุดของระบบ”
จากมุมมองของคนที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันมาหลายปี สุภอรรถ ชวนให้สังคมไทยเปลี่ยนมุมมองต่อคนที่พยายามจ่ายเงินเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง โดยขอให้อย่าเพิ่งตัดสินว่าคนเหล่านี้เป็นคนร้าย แต่อยากให้มองว่า “ระบบ” หรือ “โครงสร้าง” ที่ทำให้เกิดปัญหานี้เป็นอย่างไรมากกว่า จึงจะทางแก้ไขทั้งระบบได้
“คนที่ยอมจ่ายเงิน เราต้องแยกเป็น 2 กลุ่มนะครับ กลุ่มแรก อาจจะเป็นกลุ่มที่ไม่คิดจะใช้ความสามารถเลย จ่ายเงินซื้อตำแหน่งเลย ไม่อ่านหนังสือเลย ... แต่ผมเชื่อว่า มีคนกลุ่มที่ 2 จำนวนมากที่ยอมจ่ายเงิน ทั้งที่เขาพยายามแล้ว อ่านหนังสือสอบแล้ว ตั้งใจแล้ว แต่เขาต้องจ่ายเพราะเขาไม่มีความมั่นใจว่าการใช้ความสามารถเพียงอย่างเดียวจะมีค่ามากพอที่จะไปสู้กับระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้สิทธิคนโกงก่อนได้หรือเปล่า คนกลุ่มนี้หากพอมีเงิน จึงต้องเลือกจ่ายเงินเพื่อซื้อความมั่นใจว่า ถ้าเขาทำข้อสอบได้ เขาจะไม่ถูกคัดออกเพื่อเอาสิทธิไปให้คนอื่นแทน”
“เหมือนตอนเด็ก พ่อแม่อยากให้เข้าโรงเรียนดัง ก็ยอมจ่ายเพื่อซื้อความมั่นใจ ... ลูกโตมา ... พ่อแม่อยากให้เป็นข้าราชการ ... ลูกก็ยอมจ่ายไปก่อน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ ... ก็สู้คนที่เขาจ่ายไปแล้วไม่ได้ ถูกมั้ยครับ”
สุภอรรถ พยายามชี้ให้เห็นว่า ระบบการคัดเลือกแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีช่องทางการโกงได้ง่าย และคนที่เลือกใช้วิธีการโกงจะเป็นคนที่มีโอกาสได้รับความสำเร็จมากกว่าคนที่ต่อสู้ด้วยความสามารถล้วน ๆ ... ดังนั้น เมื่อถึงวันหนึ่ง คนที่พยายามใช้ความสามารถ ก็ต้องหันมาใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องเช่นกัน เพราะต้องการเพิ่มโอกาสได้รับความสำเร็จ
การที่รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ จึงทำไม่ได้เพียงแค่การจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษขั้นร้ายแรง แต่ยังต้องจัดเวทีระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อหาทางออกว่า จะออกแบบระบบการคัดเลือกคนเข้าสู่งานราชการอย่างไร
“ระบบที่คนโกง จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องถูกคัดออก”


