กระทรวง อว. เผยแพร่ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของวงการอุดมศึกษาไทย หลังการจัดอันดับสถาบันระดับโลก THE Sustainability Impact Ratings 2026 ประกาศผลให้ 7 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยทะยานเข้าสู่ทำเนียบ 100 อันดับแรกของโลก นำโดย 'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย' ที่คว้าอันดับ 19 ในภาพรวม ขณะที่ 'มหาวิทยาลัยมหิดล' และ 'มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์' สร้างชื่อกระหึ่มโลกด้วยการคว้าอันดับ 1 เฉพาะด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) สะท้อนศักยภาพของสถาบันการศึกษาไทยในการขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโลกอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ออกมาโพสต์ข้อความ ชื่นชมวงการอุดมศึกษาไทยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนเวทีระดับโลก THE Sustainability Impact Ratings 2026 เมื่อ 7 มหาวิทยาลัยของไทยทะยานเข้าสู่ 100 อันดับแรกของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ
นำทัพโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำผลงานท็อปฟอร์มคว้าคะแนนรวมอันดับ 19 ของโลก (อันดับ 1 ของไทย) ขณะที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ผงาดขึ้นอันดับ 1 ของโลกด้านสุขภาพและสุขภาวะที่ดี (SDG 3) และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครองอันดับ 1 ของโลกด้านความสงบสุข ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง (SDG 16)
ซึ่งกระทรวง อว. ชี้ว่าความสำเร็จจากการจัดอันดับที่มุ่งวัดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของ UN ในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญถึงศักยภาพและความพร้อมของสถาบันการศึกษาไทย ในการนำความก้าวหน้าทางวิชาการและงานวิจัยมาบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
“ประเทศเรามีเรื่องน่ายินดีอีกแล้วครับ 🙂
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยไทยบนเวที THE Sustainability Impact Ratings 2026 ในปีนี้ ถือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการอุดมศึกษาไทยในระดับสากล
ซึ่งการจัดอันดับนี้ มาจาก Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจากประเทศอังกฤษที่ได้รับการยอมรับและน่าเชื่อถือสูงสุดในระดับนานาชาติ ในปีนี้มีสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 1,600 แห่งจากทั่วทุกมุมโลกเข้าร่วมรับการประเมินอย่างเข้มข้น
ความพิเศษและน่าเชื่อถือของเวทีนี้ คือการประเมินที่ไม่ได้วัดกันเพียงแค่เรื่องชื่อเสียงทางวิชาการ แต่เน้นไปที่ “ผลกระทบเชิงบวกที่สถาบันสร้างให้แก่สังคมได้จริง” (Real-world Impact)
ผ่านดัชนีชี้วัดที่โปร่งใสและครอบคลุมถึง 4 ด้านหลัก ได้แก่ งานวิจัย (Research), การบริหารจัดการสถาบัน (Stewardship), การบริการวิชาการสู่สังคม (Outreach) และการเรียนการสอน (Teaching) เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ข้อของ UN
ในนามของกระทรวง อว. ผมขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับทุกสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะความสำเร็จอันเป็นเลิศระดับโลกของสามสถาบันหลัก
มหาวิทยาลัยมหิดล
คว้า อันดับ 1 ของโลกในด้าน SDG 3 (Good Health and Well-being) ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นเลิศในการเป็นเสาหลักด้านสาธารณสุข งานวิจัยทางการแพทย์ระดับสากล และการให้บริการเชิงรุกเพื่อสุขภาวะที่ดีของประชาชนทุกระดับ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ครอง อันดับ 1 ของโลกในด้าน SDG 16 (Peace, Justice and Strong Institutions) ตอกย้ำอุดมการณ์การเป็นที่พึ่งทางกฎหมายแก่สังคม การบริหารจัดการบนหลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส และการสร้างพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมให้กับคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กับการคว้าคะแนนรวมเป็นอันดับ 19 ของโลก อันดับ 1 ของประเทศไทย โดยเป็นการเข้า TOP 20 เป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัยไทยในการประเมินด้านนี้
ความน่ายินดียิ่งกว่านั้นคือ ภาพรวมของมหาวิทยาลัยไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืนแบบยกแผงครับ โดยมีสถาบันอุดมศึกษาไทยถึง 7 แห่งที่จับมือกันเข้าสู่ทำเนียบ 100 อันดับแรกของโลก (Overall Top 100) ได้แก่
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อันดับ 19), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อันดับ 46), มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (อันดับ 47), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (อันดับ 49), มหาวิทยาลัยมหิดล (อันดับ 56), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (อันดับ 81) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (อันดับ 91)
ตัวเลขและอันดับเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ แต่วันนี้สถาบันการศึกษาของเราได้พิสูจน์แล้วว่าเราสามารถหลอมรวมงานวิชาการและงานวิจัยประสิทธิภาพสูง เข้ามาตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาสังคมในมิติต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็น "ดีเอ็นเอใหม่" ของอุดมศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน
ผมขอขอบคุณในความมุ่งมั่น ทุ่มเท และเสียสละของประชาคมอุดมศึกษาทุกท่าน ทั้งคณาจารย์ นักวิจัย บุคลากร และนิสิตนักศึกษาทุกคน
ผลสำเร็จในครั้งนี้คือเครื่องยืนยันว่า ระบบอุดมศึกษาไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลก และกระทรวง อว. พร้อมที่จะเดินหน้าสนับสนุนทุกกลไก เพื่อส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน“


