xs
xsm
sm
md
lg

หมออั้นเตือนกระแสเรียนพิเศษ เด็กเล็กไม่ควรถูกวัดแค่คะแนน ย้ำความสุข-ทักษะชีวิตสำคัญไม่แพ้การเรียน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“หมออั้น” นายแพทย์ธีรภัทร์ พุ่มพวง ออกมาแชร์มุมมองต่อแรงกดดันในระบบการศึกษาไทย หลังพบพ่อแม่จำนวนมากเร่งส่งลูกเรียนพิเศษจากความกังวลว่าจะตามเพื่อนไม่ทัน ชี้การเรียนเสริมมีประโยชน์เมื่อช่วยเติมจุดที่เด็กขาด แต่ไม่ควรกลายเป็นการแข่งขันที่พรากเวลาวัยเด็ก พร้อมย้ำเด็กเล็กควรมีโอกาสเล่น ใช้ชีวิต และเติบโตตามจังหวะของตัวเอง เพราะความสุข ทักษะชีวิต และความมั่นใจ มีความสำคัญไม่แพ้คะแนนสอบ

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. นายแพทย์ธีรภัทร์ พุ่มพวง ศัลยแพทย์ นักลงทุน และอินฟลูเอนเซอร์ ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ ออกมาโพสต์ข้อความ สะท้อนมุมมองต่อแรงกดดันจากระบบการศึกษาและการแข่งขันเรียนพิเศษ โดยชี้ว่าพ่อแม่จำนวนมากไม่ได้ส่งลูกเรียนเพิ่มเพราะเด็กมีปัญหาเสมอไป แต่เกิดจากความกลัวว่าลูกจะตามคนอื่นไม่ทัน จนกลายเป็นวงจรที่ทุกครอบครัวต้องแข่งขันกันเอง

ขณะเดียวกันผู้เขียนมองว่าการเรียนเสริมมีประโยชน์เมื่อช่วยแก้จุดอ่อนหรือพัฒนาความสนใจของเด็ก แต่ไม่ควรเกิดจากความวิตกกังวลจนพรากเวลาวัยเด็กไป

พร้อมย้ำว่าเด็กเล็กควรได้เรียนรู้ผ่านการเล่น การใช้ชีวิต และความสัมพันธ์กับครอบครัว เพราะความสุข ทักษะชีวิต และความมั่นใจมีความสำคัญไม่แพ้คะแนนสอบ โดยหน้าที่พ่อแม่คือช่วยสนับสนุนให้ลูกเติบโตตามจังหวะของตัวเองอย่างสมดุล ไม่ใช่เร่งให้แข่งขันจนสูญเสียความสุขในวัยเด็ก ทั้งนี้ “หมออั้น” ได้ระบุข้อความว่า

“Comment : สังคมมันบีบครับ ลูกชายผม ป.1 ขึ้น 2 พยายามให้ลูกมีพัฒนาการไปตามวัยทั้งการเรียนและการเล่น แต่พอไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียนปรากฎว่าไม่ทันคนอื่นเค้าเพราะ เสาร์ - อาทิตย์ และทุกๆเย็นเพื่อนที่เรียนเก่งจะพากันไปเรียนพิเศษ

เอาง่าย ๆ ว่าว่างตอนไหนผู้ปกครองพาลูกไปเรียนเสริมหมด แต่ผมก็มีความสุขในแบบที่ลูกเป็นนะครับถึงลูกผมจะสอบได้ที่เกือบๆท้ายในห้องแต่วันหยุดยังไปเที่ยวทะเล ไปกินไอติม ได้เล่นบ้านบอล มีความสุขในเวลาที่สมวัยครับ ส่วนเรื่องเรียนหนักค่อยกวดขันตอนสมองเค้าพร้อมจะรับรู้จริง ๆ ดีกว่า

ตอบ

ใช่ครับสังคมมันบีบครับ…จนบางครั้งพ่อแม่ไม่ได้ให้ลูกเรียนเพราะลูกไม่พร้อม แต่ให้เรียนเพราะกลัวลูกไม่ทันคนอื่น
หลาย ๆ บ้านก็เจอแบบนี้ (โดยเฉพาะในหลักสูตรไทย)

เอาจริง ๆ ไม่มีใครมาบังคับเราตรง ๆ หรอกครับว่า ต้องพาลูกไปเรียนพิเศษ

แต่เมื่อพ่อแม่คนหนึ่งเริ่มพาลูกไปเรียนล่วงหน้า พ่อแม่อีกคนก็เริ่มกลัวว่าลูกจะเสียเปรียบ

พอคนที่สองเริ่มเรียน คนที่สามก็เริ่มไม่สบายใจ

สุดท้ายเด็กทั้งห้องต้องเรียนเพิ่มกันแทบหมด ไม่ใช่เพราะเด็กทุกคนมีปัญหาในการเรียน แต่เพราะไม่มีใครกล้าเป็นคนที่ไม่ได้เรียน

มันกลายเป็นการแข่งขันที่ไม่มีใครยอมรับว่าตัวเองเริ่ม แต่ทุกคนกลับรู้สึกว่าหยุดไม่ได้

คนที่มีเงินก็ส่งลูกไปเรียนมากขึ้น

คนที่มีเวลาน้อยก็พยายามหาคอร์สออนไลน์

คนที่ไม่พร้อมก็ยังต้องกัดฟันหาเงินมาจ่าย เพราะกลัวว่าถ้าไม่ทำ ลูกจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

สุดท้ายธุรกิจการศึกษาก็เติบโตขึ้นบนความวิตกกังวลของพ่อแม่

ยิ่งพ่อแม่กลัวมากเท่าไร ตลาดเรียนพิเศษก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น

จากเดิมการเรียนพิเศษมีไว้ช่วยเด็กที่มีจุดอ่อน กลายเป็นว่าเด็กปกติก็ต้องเรียนเพื่อให้ทัน

เด็กเก่งก็ต้องเรียนเพื่อไม่ให้ถูกแซง

เด็กที่ได้คะแนนกลาง ๆ ก็ต้องเรียนเพื่อขยับขึ้นไป

ส่วนเด็กที่อยู่ท้ายห้องก็ยิ่งต้องเรียนหนักกว่าเดิม

สุดท้ายไม่ว่าลูกจะอยู่ตรงไหน ก็มีเหตุผลให้ต้องเรียนเพิ่มได้หมดครับ

ผมไม่ได้ต่อต้านการเรียนพิเศษนะครับ

ถ้าลูกอ่านไม่คล่อง เขียนไม่ได้ หรือมีพื้นฐานบางอย่างที่ต้องช่วย การเรียนเสริมย่อมมีประโยชน์

ถ้าลูกชอบวิชาไหนเป็นพิเศษ อยากเรียนให้ลึกขึ้น ก็เป็นเรื่องดี

แต่สิ่งที่เราต้องแยกให้ออกคือ ลูกจำเป็นต้องเรียนจริง ๆ หรือพ่อแม่กำลังพยายามจัดการความกลัวของตัวเอง

เพราะสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน

การช่วยลูกในสิ่งที่ขาด คือการพัฒนา

แต่การยัดทุกอย่างลงไปเพียงเพราะกลัวคนอื่นไปไกลกว่า อาจไม่ใช่การพัฒนาเสมอไป
บางครั้งมันคือการเอาความวิตกกังวลของผู้ใหญ่ไปวางไว้บนชีวิตของเด็ก

เอาจริง ๆ เด็ก ป.1 - ป.2 ควรมีชีวิตแบบไหนครับ

ตื่นเช้าไปโรงเรียน
กลับมาทำการบ้าน
เย็นเรียนต่อ

เสาร์เรียน
อาทิตย์ก็เรียน
วันหยุดยาวก็ลงคอร์ส
ปิดเทอมก็ต้องเรียนล่วงหน้า

เคยลองถามกันในครอบครัวไหมล่ะ "แล้วเขาจะได้เป็นเด็กตอนไหน ?????"

เด็กวัยนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ทำคะแนนสอบให้ดีครับ

เขายังต้องเรียนรู้ว่าจะเล่นกับเพื่อนอย่างไร
แพ้แล้วจัดการกับความรู้สึกอย่างไร
รอคอยอย่างไร
แบ่งปันอย่างไร
ผิดหวังแล้วเริ่มใหม่อย่างไร

เขาต้องได้วิ่ง ได้กระโดด ได้ปีน ได้ล้ม ได้เลอะ ได้เล่นแบบไม่มีเป้าหมาย และได้มีช่วงเวลาที่ไม่ต้องถูกประเมินอยู่ตลอดเวลา

(ส่วนตัว) ผมก็ชอบพาไปเที่ยวนะ แล้วเที่ยวเยอะด้วย
ซึ่งการไปเที่ยวอาจไม่ได้ช่วยให้คะแนนคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นทันที

แต่เขาได้เห็นโลกจริง ได้สัมผัสธรรมชาติ ได้พูดคุยกับพ่อแม่ และได้มีความทรงจำร่วมกัน

บางทีเมื่อเขาโตขึ้น สิ่งที่ลูกจำได้อาจไม่ใช่แบบฝึกหัดที่ทำตอนอายุเจ็ดขวบ

เขาอาจจำได้ว่า วันหยุดวันหนึ่ง พ่อแม่พาไปกินไอศกรีม แล้วนั่งคุยกันอย่างมีความสุข

การไปเที่ยวไปเล่นอาจไม่มีใบประกาศ ไม่มีถ้วย และไม่มีอะไรใส่ในพอร์ต

แต่เด็กกำลังฝึกการเคลื่อนไหว การตัดสินใจ การเข้าสังคม และการควบคุมตัวเองไปพร้อมกัน

ทุกวันนี้เราชอบให้คุณค่ากับสิ่งที่วัดได้ครับ

คะแนนเท่าไร
ได้ลำดับที่เท่าไร
อ่านได้กี่คำต่อนาที
คิดเลขได้เร็วแค่ไหน
เรียนล่วงหน้าไปถึงบทไหนแล้ว

แต่หลายเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตกลับไม่มีตัวเลขวัด
ลูกมีความสุขไหม
ลูกยังอยากรู้อยากเห็นอยู่หรือเปล่า
ลูกกล้าถามไหม
ลูกล้มเหลวแล้วลุกขึ้นได้หรือไม่
ลูกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่หรือเปล่า
ลูกยังรู้สึกว่าบ้านคือพื้นที่ปลอดภัยไหม

สิ่งเหล่านี้ไม่มีอันดับในห้องครับ แต่มีผลกับชีวิตของเขายาวกว่าคะแนนสอบหลายครั้งรวมกันซะอีก

ย้ำเสมอนะ.....ผมไม่ได้บอกว่าคะแนนไม่สำคัญ หรือถ้าลูกเรียนไม่ทันแล้วให้ปล่อยไปเลย

ถ้าลูกมีปัญหาจริง เราต้องช่วย

ถ้าพื้นฐานไม่แน่น เราต้องเติม

ถ้าอ่านไม่ได้ตามวัย เราต้องหาสาเหตุ

ถ้าลูกต้องการการฝึกเพิ่ม เราก็ต้องจัดให้

คำว่า “รอให้พร้อม” ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไรเลย

แต่ในทางกลับกัน คำว่า “กลัวไม่ทันคนอื่น” ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการยึดเวลาวัยเด็กของลูกไปจนหมดเช่นกัน

มันต้องมีจุดสมดุลครับ

ดูว่าลูกขาดตรงไหน แล้วช่วยตรงนั้น
ไม่ใช่เห็นลูกคนอื่นเรียนอะไร ก็รีบพาลูกเราไปเรียนทุกอย่าง

บางครั้งลูกอาจไม่ได้ต้องการคอร์สเพิ่มอีกสามคอร์ส
แต่อาจต้องการให้พ่อแม่นั่งอ่านหนังสือด้วยกันวันละยี่สิบนาที

อาจไม่ต้องการโจทย์วันละหนึ่งร้อยข้อ
แต่อาจต้องการฝึกพื้นฐานง่าย ๆ ซ้ำอย่างสม่ำเสมอ

อาจไม่ต้องการเรียนจนถึงสองทุ่ม
แต่อาจต้องการนอนให้พอ เพื่อให้สมองพร้อมเรียนในวันรุ่งขึ้น

หน้าที่ของพ่อแม่ (ในแนวความคิดส่วนตัวของผม) ไม่ใช่แค่เพิ่มชั่วโมงเรียนครับ

แต่ต้องช่วยให้ลูกเข้าใจด้วยว่า คะแนนในวันนี้ไม่ได้เป็นคำตัดสินชีวิตทั้งหมด

สอบได้ท้ายห้องไม่ได้แปลว่าเป็นเด็กไม่เก่ง

สอบได้ต้นห้องก็ไม่ได้รับประกันว่าจะมีความสุขหรือประสบความสำเร็จในชีวิต

เด็กแต่ละคนมีจังหวะของตัวเอง
บางคนพร้อมเร็ว
บางคนพร้อมช้า
บางคนพุ่งเร็วตั้งแต่ประถมแล้วหยุด
บางคนค่อย ๆ ไป แต่ไปได้ไกลเมื่อถึงเวลาของเขา

การศึกษาจึงไม่ควรเป็นการแข่งขันว่า ใครออกตัวเร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว

เพราะชีวิตจริงไม่ได้จบตอน ป.2
และคนที่นำอยู่ตอนเจ็ดขวบ ไม่ได้แปลว่าจะนำไปตลอดชีวิต

ส่วนตัวผม ก็มีวันที่ลูกอยู่เกือบท้ายห้องเช่นกันครับ

ผมยอมรับว่ากังวลบ้าง และคงต้องดูว่ามีพื้นฐานตรงไหนที่ควรเสริม

แต่ในเวลาเดียวกัน ผมก็ยังมีความสุขในแบบที่ลูกเป็น
วันหยุดยังได้ไปเที่ยวด้วยกัน
ยังได้ไปกินข้าวตามร้านอาหาร
ยังได้ตื่นมาโดยไม่ต้องมีตารางเรียนทุกชั่วโมง
ยังหัวเราะง่าย
ยังสนุกกับโลกใบนี้

และยังไม่รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมีไว้เพื่อสอบแข่งกับใครตลอดเวลา

ส่วนเรื่องเรียนหนัก ผมคิดว่าค่อย ๆ เพิ่มตอนที่สมองและใจของเขาพร้อมจะรับรู้จริง ๆ ดีกว่า....สุดท้ายก็ทันกันหมดจริง ๆ อยู่ดี

หน้าที่ของพ่อแม่อาจไม่ใช่การพาลูกไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด
แต่อาจเป็นการพาเขาค่อย ๆ เดินไป โดยไม่ทำวัยเด็กและความสุขหล่นหายไประหว่างทางครับ“