จับตากรมการขนส่งฯ เตรียม “MOU ตีเนียน” หวังรวบตึงช่วยเหลือแอปเรียกรถที่มีปัญหา ผู้ไม่แม้แต่จะโดนโทษให้หยุดพักการให้บริการในช่วงใบอนุญาตหมดอายุไว้ก่อน ยังคงปล่อยให้เปิดให้บริการทั้งที่คดียังชุก ละเลยความปลอดภัยของผู้ใช้บริการแลกปาหี่ซื้อเวลาฟอกขาวให้กลุ่มทุน
ผ่านมา 1 เดือนแล้วหลังข่าวคนขับรถแอปดังค่ายหนึ่งทำร้ายผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นใจกลางกรุง ที่เป็นไวรัลตามติดกรณีก่อนหน้าที่ไรเดอร์แอปค่ายเดียวกันนี้ก่อเหตุส่อเจตนาล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงจนต้องกระโดดหนีลงจากรถและบาดเจ็บ และที่สำคัญใบอนุญาตให้บริการของแอปค่ายนี้ “หมดอายุ” ไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 แต่หน่วยงานรัฐผู้กำกับดูแลโดยตรงอย่างกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และกระทรวงคมนาคม ซึ่งกุมบังเหียนโดยพรรคภูมิใจไทย กลับยังประกาศ “หนุนสุดทาง” ให้ยังคงเปิดบริการต่อไปได้ ท่ามกลางข่าวการทำร้ายผู้โดยสารข้างต้น โดยไม่แคร์สายตาสังคมว่า “เป็นการปล่อยผีแอปเรียกรถเถื่อน” โดยทางอ้อมหรือไม่
และกลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าอีกครั้ง เมื่อหน้าฉากของการประชุมใหญ่ที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ภายใต้การนำของ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ออกมาประกาศกร้าวสั่งลุย “5 มาตรการยกระดับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน” กำหนดเส้นตายจัดระเบียบใบขับขี่สาธารณะภายใน 30 กันยายน 2569 และเตรียมเดินหน้าจับมือแอปเรียกรถที่ได้รับใบอนุญาตในปัจจุบันทุกรายมาเซ็น MOU ในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ ในประกาศแสดงเจตจำนงความร่วมมือเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายและการพัฒนามาตรฐานการให้บริการระบบหรือแอปพลิเคชัน สำหรับใช้รับงานจ้างและเรียกใช้บริการรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
“สอดไส้” แอปฯ ใบอนุญาตหมดอายุแล้ว
ภายใต้ชื่อ MOU ประกาศแสดงเจตจำนงที่สวยหรู สร้างภาพลักษณ์ความมีมาตรฐาน และดูเหมือนคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ แต่เมื่อ “กวาดตา” มองรายชื่อของแอปฯ ที่ รมช.คมนาคม เคยเชิญมาร่วมประชุมก่อนหน้า และเตรียมนำมาจับมือเซ็น MOU ฉบับนี้ กลับพบว่า 1 ใน 8 รายที่ รมช.คมนาคม และ ขบ.ระบุในการแถลงข่าวว่าเป็นแอปฯ ที่มีใบอนุญาตนั้น ในทางกฎหมายแล้วใบอนุญาต “สิ้นสุด” ไปแล้วเกือบ 2 เดือน
โดยเมื่อกางรายชื่อผู้ให้บริการแอปเรียกรถทั้ง 8 รายที่ตบเท้าเข้าร่วมประชุม ได้แก่ Grab, Bolt, InDrive, TADA, MAXIM, LINE MAN, Lalamove และ FINGOGO คำถามสำคัญที่ รมช.คมนาคม และอธิบดี ขบ.ต้องตอบสังคมให้ชัดคือในบรรดารายชื่อเหล่านี้ มีกี่รายที่ "ใบอนุญาตสิ้นสุดลงแล้ว" แต่ยังเนียนเปิดระบบให้คนขับรับงานอยู่ เพราะกระทรวงคมนาคม “ปล่อยผี” ให้บริการบนท้องถนนไทยแบบรายวัน
สิ่งที่น่ากังขาที่สุดในสายตาสังคมและผู้ประกอบธุรกิจแอปเรียกรถที่มีใบอนุญาตตามกฎหมายคือ การที่ รมช.คมนาคมเลือกใช้วิธีลากเอาแอปเรียกรถทุกค่าย ทั้งรายที่มีใบอนุญาตถูกต้อง และรายที่ใบอนุญาตสิ้นสุดแล้ง มานั่งโต๊ะแถลงข่าวรวมกัน และเตรียมให้ทำ MOU ในกรอบนโยบายเดียวกัน พฤติกรรมหรือแนวปฏิบัติของกระทรวงคมนาคม และ ขบ.ครั้งนี้ ส่อถึงความพยายาม “บิดเบือน” เกณฑ์การแข่งขันอย่างเท่าเทียม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางรายที่ควร “หลุด” จากตลาดไปแล้วหลังยังไม่มีการต่ออายุใบอนุญาต
ล่าสุดมีเสียงวิจารณ์มองว่า นี่คือแท็กติก “ตีเนียน” หรือการฟอกขาวด้วยการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) อีกทั้งเปิดทางให้ “ยื้อเวลา” เพราะการกำหนดผ่อนผันยาวไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เท่ากับเป็นการชุบชีวิตให้แอปที่หมดใบอนุญาตไปแล้ว สามารถตักตวงผลประโยชน์ต่อไปได้อีกหลายเดือน โดยอ้างว่า “กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวตามนโยบายรัฐ”
เปรียบเทียบเคสปล่อยผีแอป B-วอลโว่
การทำหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ นอกจากถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสและเป็นธรรมในการแข่งขัน ในการปล่อยให้แอปที่ใบอนุญาต “หมดอายุ” ไปแล้วเข้ามารับสิทธิ์ “ชุบตัว” ภายใต้เงื่อนไขเวลาและกฎเกณฑ์เดียวกันกับแอปที่มีใบอนุญาต จนเกิดข้อสงสัยว่าคือ”การอุ้มทุนบางกลุ่ม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสืบค้นข้อมูลย้อนหลังไป ก็พบว่าแอปดังค่ายนี้ได้รับใบอนุญาตในยุคที่มี รมว.คมนาคม มาจากพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน
ย้อนอ่านหรือฟังคำสัมภาษณ์ของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ซึ่งกำกับดูแล ขบ. มักย้ำตลอดว่า มีนโยบายยกระดับระบบการขนส่งทางสาธารณะทุกรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการให้บริการรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เมื่อติดตามผลงานในเรื่องนี้ กลับเห็นความ “เหลื่อมล้ำ” ของการจัดการปัญหา “ความปลอดภัย” ของผู้ใช้บริการรถสาธารณะ/แอปเรียกรถ และผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยเฉพาะรถหรูค่ายยุโรป
โดยในเดือนพฤษภาคม 2569 มีกรณีรถยนต์ไฟฟ้า Volvo รุ่น EX30 เกิดเหตุเพลิงไหม้ ในครั้งนั้น รมช.คมนาคมสั่งการให้ ขบ.เรียกค่ายรถยนต์ชี้แจงปัญหาทันที พร้อมสั่งระงับจดทะเบียนใหม่รถรุ่นดังกล่าว จนกว่าจะแก้ไขให้เกิดความปลอดภัย โดยให้เหตุผลว่าเหตุการณ์นี้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนและประชาชนในวงกว้าง
ขณะที่ เมื่อหันกลับมามองกรณีข่าวของผู้ใช้บริการแอปเรียกรถค่ายดังที่ใบอนุญาตสิ้นสุดแล้ว แต่คมนาคม และ ขบ.ยังดื้อ “อุ้ม” แม้จะมีพฤติกรรมละเลยการตรวจสอบประวัติคนขับ จนนำมาซึ่งปัญหาอาชญากรรมและความปลอดภัยของผู้โดยสารหลายครั้ง จนหลายครั้งที่ผู้ใช้บริการเกิดคำถามว่า “จะปลอดภัยกี่โมง”
“มาตรฐาน” คมนาคม-ขบ.ตกสเปก?
อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับ “มาตรฐาน” การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐในต่างประเทศ สำหรับธุรกิจ Ride-hailing (บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน) ซึ่งจะเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ และแม้เป็นแอปชื่อดังระดับโลก ก็ยังถูกระงับการให้บริการชั่วคราว หรือไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต เนื่องจากความบกพร่องด้านระบบความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้โดยสาร
กรณีที่โด่งดังในวงการแอปเรียกรถ ได้แก่ หน่วยงานคมนาคมขนส่งสำหรับกรุงลอนดอน (Transport for London หรือ TfL) ปฏิเสธการต่อใบอนุญาตประกอบการให้แก่ Uber ถึง 2 ครั้ง คือในปี 2560 และ 2562 ด้วยสาเหตุหลักด้านความปลอดภัย เนื่องจากพบว่ามีปัญหาช่องโหว่ด้านคนขับและระบบยืนยันตัวตน มีการสวมสิทธิ์คนขับ และพบว่ามีพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการรายงานเหตุอาชญากรรมและการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นบนรถล่าช้า รวมถึงการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (Background Checks) ของคนขับที่หละหลวม
ผลลัพธ์เชิงบวกที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ ก็คือ Uber ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลและทำการยกเครื่องระบบความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด เช่น เพิ่มระบบตรวจสอบใบหน้าคนขับแบบเรียลไทม์ (Real-Time ID Check) เพื่อพิสูจน์ตัวตนอย่างเข้มงวด ก่อนจะได้รับใบอนุญาตกลับคืนมาในภายหลัง
“เมื่อกลไกของรัฐในการกำกับดูแลของพรรคใหญ่สีน้ำเงิน ส่อแววโอนอ่อนผ่อนตามกลุ่มทุน ปล่อยให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ถูกแทนที่ด้วย “MOU ตีเนียน” หวังรวบตึงช่วยเหลือแอปฯที่มีปัญหาที่ไม่แม้แต่จะโดนโทษให้หยุดพักการให้บริการในช่วงใบอนุญาตหมดอายุไว้ก่อนและรอการปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรมที่หน่วยงานผู้ให้ใบอนุญาตรับได้ซะก่อน แต่กลับละเลยความปลอดภัยของผู้ใช้บริการแอปเรียกรถ สังคมไทยคงต้องจับตาดูว่า เส้นตาย 30 กันยายน 2569 จะเป็นการยกระดับความปลอดภัยจริง หรือเป็นเพียงปาหี่ทางการเมืองที่ใช้ฟอกขาวให้กลุ่มทุน”


