"อธึกกิต แสวงสุข" หรือ "ใบตองแห้ง" คอลัมนิสต์และนักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ออกมาเปิดปมวิบากกรรมผู้ถือบัตรทองใน กทม.ที่ต้องแบกรับภาระเดินทางไกลข้ามเขตเพื่อรักษาตัวในคลินิกเอกชน เหตุเพราะกรุงเทพฯ ขาดแคลนโรงพยาบาลระดับปฐมภูมิอย่างหนัก พร้อมจี้รัฐบาลและผู้ว่าฯ กทม.จัดลำดับความสำคัญของงบประมาณใหม่ ชะลอโครงการก่อสร้างที่ไม่เร่งด่วน แล้วหันมาลงทุนกับชีวิตประชาชนผ่านการกระจายศูนย์สาธารณสุขให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
วันนี้ (25 มิ.ย.) อธึกกิต แสวงสุข หรือที่รู้จักกันดีในนามปากกา "ใบตองแห้ง" คอลัมนิสต์ พิธีกรวิเคราะห์ข่าว และนักสื่อมวลชนอาวุโสชื่อดัง ผู้มีบทบาทอย่างสูงในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ออกมาโพสต์ข้อความ ปัญหาระบบสาธารณสุขและความเหลื่อมล้ำของผู้ถือบัตรทองใน กทม.
ประชากรผู้ถือสิทธิบัตรทองในกรุงเทพฯ กว่า 3.56 ล้านคนกำลังเผชิญวิกฤตความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลขั้นปฐมภูมิและทุติยภูมิอย่างหนัก แม้ กทม.จะมีโรงพยาบาลระดับตติยภูมิขั้นสูงและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำมากมาย แต่สถานพยาบาลขนาดใหญ่เหล่านี้รองรับผู้ป่วยสิทธิบัตรทองได้จำกัดมาก ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่กว่า 1.9 ล้านคนต้องไปขึ้นทะเบียนสิทธิกับคลินิกเอกชน ทำให้ต้องแบกรับภาระการเดินทางข้ามเขตที่ห่างไกลหลายสิบกิโลเมตร เพียงเพื่อไปรับการรักษาพื้นฐานหรือขอใบส่งตัว
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการกระจายโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ระดับชุมชนในเมืองหลวง
เจ้าตัวจึงมีข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อผู้ว่าฯ กทม. และรัฐบาลเพื่อแก้ไขวิกฤตนี้ กทม.และรัฐบาลกลางต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณใหม่เป็นการด่วน โดย กทม.ควรชะลอโครงการก่อสร้างที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน (เช่น สะพานข้ามแม่น้ำ) แล้วนำงบประมาณมาเร่งสร้างโรงพยาบาลระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ รวมถึงขยายศูนย์บริการสาธารณสุขเฉพาะกิจให้กระจายครอบคลุมพื้นที่อย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนงบประมาณผลักดันนโยบาย "50 เขต 50 โรงพยาบาล" เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและอุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำ ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงการรักษาใกล้บ้านได้อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
“วิบากกรรมคน กทม.ผู้ถือบัตรทอง
ที่ควรมีข้อเรียกร้องต่อผู้ว่าฯ กทม. และรัฐบาล
:
ผู้ถือบัตรทอง (ที่มีทะเบียนบ้านใน) กทม. มีจำนวนทั้งหมดประมาณ 3.56 ล้านคน
ในจำนวนนี้เข้าใช้สิทธิรักษาพยาบาลขั้นปฐมภูมิ
1. กับโรงพยาบาล ศูนย์สาธารณสุข ของกรุงเทพมหานคร ประมาณ 1.08 ล้านคน
2. โรงพยาบาลอื่นๆ ของรัฐ เช่น มหาวิทยาลัย (ศิริราช รามาฯ) สภากาชาดฯ (จุฬาฯ) กรมการแพทย์ (ราชวิถี) ทหาร ตำรวจ
รวมทุกหน่วยงานประมาณ 3.7 แสนคน
3. มีที่ได้เข้าใช้สิทธิในโรงพยาบาลเอกชน (ที่รับบัตรทอง) 1.8 แสนคน
4. ส่วนที่เหลือ จำนวนมากที่สุด เป็นคนส่วนใหญ่เกินครึ่ง 1.9 ล้านคน
ต้องเข้าใช้สิทธิกับคลินิกเอกชน
:
เข้าใจระบบให้ตรงกันก่อนว่า
การเข้ารับรักษามี 3+ ขั้น ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ + ตติยภูมิขั้นสูง (แบบศูนย์นานาชาติ)
ถ้าเป็นต่างจังหวัด ปฐมภูมิอยู่ที่ รพ.สต. หรือ รพ.ชุมชน (อำเภอ) ทุติยภูมิ รพ.จังหวัด ตติยภูมิ รพ.ศูนย์
ส่งต่อกันตามลำดับ สปสช.ก็จะแบ่งเป็นค่ารักษาผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน-ถ้าต้องนอนโรงพยาบาล โรคเฉพาะ-โรครักษายากราคาแพงเช่นมะเร็ง
ในต่างจังหวัด ซึ่งโรงพยาบาลหลักเป็น รพ.สธ.ที่มีทุกจังหวัดอำเภอตำบล
ระบบส่งต่อมันก็สะดวก
(แต่ไปทะเลาะกันเรื่องเบิกค่ารักษาผู้ป่วยใน นั่นเป็นอีกเรื่อง)
:
แต่ในกรุงเทพฯ มันมีปัญหาที่โรงพยาบาลระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ มีน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ถือบัตรทอง
คนที่ได้ลงทะเบียนกับ รพ.ของรัฐ รพ.ใหญ่ เป็นผู้โชคดีถูกลอตเตอรี่ คือได้ตรวจรักษาตั้งแต่ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ กับอาจารย์หมอ โดยไม่ต้องส่งต่อ
คนที่ได้ลงทะเบียนกับ กทม. ทั้ง รพ.กทม. ศูนย์สาธารณสุข 1.08 ล้านคน ก็ยังได้โอกาสส่งต่อในโรงพยาบาลของ กทม. แต่คนที่ต้องไปลงกับคลินิกเอกชน 1.9 ล้านคนนี่สิครับ มีปัญหาอย่างมาก ปัจจุบันคนจำนวนมากต้องเดินทางจากเขตไกลๆ เช่น ดอนเมือง บางซื่อ "ส่งต่อ" ไปที่ IMH สีลม
(ถ้าโรงพยาบาลนี้เทบัตรทองเมื่อไหร่ ระบบล่มทันที)
:
เมื่อเร็วๆ นี้ ส.ส.กานต์ กานต์ ภัสริน รามวงศ์ - Patsarin Ramwong ตั้งกระทู้ถามยศชนัน รัฐมนตรี อว. เรื่องศิริราชบางโพ ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ที่คณบดีเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ตั้งเป้าดึงต่างชาติใช้บริการ ราคาเทียบเท่าปิยมหาราชการุณย์” ทั้งที่ใช้งบจากภาษีประชาชนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง
"...คนบางซื่อดุสิตในหลายย่านตั้งแต่ศรีย่าน บางโพ ไปจนถึงวงศ์สว่าง ต้องถูกส่งไปรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิบัตรทอง (สปสช.) ไกลถึงสีลม มเหสักข์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ต้องฝ่าการจราจรในพื้นที่ใจกลางเมืองระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตรเพียงเพื่อไปพบแพทย์ที่รักษาประจำ ซึ่งประเด็นปัญหาระบบบริการสุขภาพบัตรทองใน กทม. "
"พื้นที่เขตบางซื่อ ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของศิริราช บางโพ มีประชากร 116,600 คน ยังไม่นับรวมประชากรแฝง แต่กลับไม่มีโรงพยาบาลรัฐแม้แต่แห่งเดียว มีเพียงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. จำนวน 2 แห่ง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชนในพื้นที่ และถึงแม้พื้นที่โดยรอบจะมีโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่อย่างวชิรพยาบาล ราชวิถี รามาธิบดี และพระมงกุฎเกล้า แต่โรงพยาบาลใหญ่ทั้ง 4 แห่งก็รองรับสิทธิบัตรทอง (สปสช.) ในฐานะเป็นหน่วยบริการประจำ รวมกันแล้วเพียง 115,050 ราย ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรจากหลายๆ เขตโดยรอบทั้งหมด"
:
สะท้อนปัญหาเห็นภาพเป็นจริงเลยล่ะ นี่คือสภาพคนถือบัตรทอง กทม.
ยังดีที่ยศชนันตอบกระทู้ว่า "ได้มีการทบทวนรูปแบบการให้บริการของศิริราชบางโพเพื่อคนไทยทุกคนจะได้มีโรงพยาบาลระดับโลกมาอยู่ในพื้นที่บางซื่อ โดยเป็นโรงพยาบาลขั้นสูงที่มีอัตราค่ารักษาเทียบเท่าโรงพยาบาลรัฐแห่งอื่น เป็นศูนย์รับส่งต่อระดับประเทศที่ให้บริการทางการแพทย์ในมาตรฐานระดับสากล"
(แต่ฟังแล้วคงไม่รับปฐมภูมิ 😅 รู้กันนะว่า มหาวิทยาลัยเป็นอิสระ ยิ่งสถาบันบิ๊กเบิ้มระดับศิริราช รัฐมนตรีสั่งไม่ได้หรอก ได้แค่ขอความร่วมมือ)
:
ความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงในกรุงเทพฯ ที่สะท้อนออกมาผ่านบัตรทองคือ
เรามีโรงพยาบาลรัฐระดับตติยภูมิขั้นสูง แข่งขันกันยกระดับ อาจารย์หมอมากฝีมือจำนวนมาก แต่ขาดสถานพยาบาลพื้นฐาน ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ รองรับชาวบ้านตาดำๆ
ทั้งที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็รับบริจาคล้นหลาม ซาบซึ้งน้ำตาไหล ช่วยคนจน แต่ลูกค้าหลักคือข้าราชการ คนชั้นกลางที่มีตังค์จ่ายเอง
:
โทษ สปสช.ได้ไหม สปสช.คือ "บริษัทประกัน" ถือเงินไปซื้อประกันจากสถานพยาบาล
ซึ่งในต่างจังหวัด มันเป็นภาระหน้าที่ของ รพ.สธ.ที่จะต้องรับอยู่แล้ว
แต่ในกรุงเทพฯ โรงพยาบาลรัฐสังกัดอื่นเขาไม่รับ รับอย่างเสียไม่ได้ รับข้าราชการในสังกัดตัวเองก่อน
มันก็มีคนตกค้างจำนวนมาก สปสช.ต้องไปเจรจาหาคลินิกเอกชน รพ.เอกชน ที่จะมาชดเชย อย่างยากลำบาก คนถือบัตรทองรายได้น้อยต้องเดินทางไกล
:
นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตั้งประเด็นเรียกร้อง ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ
แม้ผู้รับผิดชอบหลักน่าจะเป็นรัฐบาลมากกว่า แต่ กทม.ก็ทำได้
ชัชชาติประกาศว่าจะรับผู้ถือบัตรทองเพิ่มเป็น 1.3 ล้านคนใน 4 ปี
4 ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มโครงการสร้างโรงพยาบาล กทม.ไปแล้ว 4 แห่ง (แต่ยังอยู่ระหว่างออกแบบกว่าจะได้ใช้)
ถือว่าดีนะครับ แต่ศักยภาพ กทม.ทำได้มากกว่านี้ไหม
กทม.ควรใช้งบประมาณสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม สร้างศูนย์สาธารณสุข หรือเปิดศูนย์บริการชั่วคราว เฉพาะกิจ ให้กระจายมากขึ้นอีก
ดีกว่าเอางบไปสร้างสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไหม
รัฐบาล ก็ควรจะสนับสนุนงบประมาณให้ กทม. หรือ สธ.สร้างโรงพยาบาล ยกระดับโรงพยาบาล ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล โดยทำอย่างเร่งด่วน
(ย้ำว่านี่เห็นด้วยมากเลยนะ ตอนหมอเลี้ยบเสนอนโยบาย 50 เขต 50 โรงพยาบาลตอนหาเสียง ส.ก.เพื่อไทย แต่ไม่มีใครเอาไปทำ)"


