“ปานเทพ” เผยผลหารือภาคประชาชนกับอนุกรรมการของ กบง.ย้ำข้อเสนอเดิม กำหนดเพดานค่าการกลั่น ปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมัน และลดค่าการตลาดที่ทำให้ผู้ค้าน้ำมันได้กำไรลาภลอยแต่ประชาชนแบกรับภาระ 115 วันรวมแล้วกว่า 1 แสนล้าน พร้อมเรียกร้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ทำได้เลย ราคาน้ำมันจะลดลงทันที 4-5 บาทต่อลิตร ด้านปลัดพลังงานเผย ต้องเสนอรัฐมนตรี เข้า ครม.ก่อน เหตุกระทบหลายกระทรวง
วันที่ 24 มิ.ย. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน แถลงภายหลังการประชุมระหว่างภาคประชาชนและอนุกรรมการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ภาคประชาชนยังคงยืนยันข้อเสนอเดิมในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ โดยมี 3 ประเด็นสำคัญที่เห็นว่าสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายปานเทพกล่าวว่า ข้อเสนอประการแรกคือ การกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมัน โดยให้อ้างอิงราคาน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์ แต่ตัดค่าพรีเมียมหรือต้นทุนส่วนเพิ่มที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของประเทศไทยออกไป เช่น ค่าประกันภัยและค่าขนส่ง พร้อมกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่ให้เกิน 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เพื่อป้องกันการทำกำไรเกินสมควรจากธุรกิจโรงกลั่น
ประการที่สอง คือ การปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเห็นว่าปัจจุบันผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ต้องแบกรับภาระผ่านการส่งเงินเข้ากองทุน เพื่อนำไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ก๊าซหุงต้ม และเชื้อเพลิงชีวภาพบางประเภท ส่งผลให้โครงสร้างราคาพลังงานของไทยบิดเบือนจากกลไกตลาดและแตกต่างจากหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะกรณีที่ราคาน้ำมันดีเซลในไทยต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน ซึ่งอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกใช้พลังงานของประชาชนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ส่วนข้อเสนอประการที่สาม คือ การปรับลดค่าการตลาดน้ำมัน โดยระบุว่า ในอดีตเมื่อปี 2563 ภาคประชาชนเคยเสนอให้ค่าการตลาดอยู่ที่ประมาณ 1.80-1.85 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 3 บาทต่อลิตร จึงเห็นว่าควรมีการทบทวนใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
นายปานเทพระบุว่า หากมีการดำเนินการตามข้อเสนอทั้งหมด จะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยน้ำมันเบนซินจะลดลงประมาณ 4.23 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อี 20 ลดลงประมาณ 4.20 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซล B7 จะลดลงประมาณ 4.60 บาทต่อลิตร และหากเป็นน้ำมันดีเซลที่ไม่ผสมไบโอดีเซลจะสามารถลดลงได้ถึง 5.50 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ แสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการตัดสินใจของภาครัฐ โดยตลอดระยะเวลาประมาณ 115 วันที่ผ่านมาค่าการกลั่นน้ำมันอยู่ในระดับสูงกว่า 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 800-1,000 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาทแล้ว
นายปานเทพระบุว่าภาคประชาชนได้เสนอให้ทำทันทีโดยอาจทำชั่วคราวก่อน โดยใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 พร้อมผลักดันการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินของธุรกิจโรงกลั่น เพื่อนำรายได้มาชดเชยภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แทนการผลักภาระไปยังผู้บริโภค
ทั้งนี้ นายปานเทพกล่าวว่า ยังคงมีความหวังว่าการประชุมครั้งต่อไปของคณะอนุกรรมการ กบง.จะเป็นการประชุมนัดสุดท้ายก่อนมีข้อสรุป และหากข้อเสนอของภาคประชาชนได้รับการพิจารณาเข้าสู่ กบง. และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ก็จะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถลดราคาน้ำมันลงได้ทันทีประมาณ 4-5 บาทต่อลิตร
“เราก็ปรารถนาว่าความเร็วในการตัดสินใจจะเป็นเรื่องเร่งด่วน และก็ยังเบาใจอยู่ว่าครั้งหน้าน่าจะเป็นประชุมนัดสุดท้ายแล้ว หวังว่าทางอนุกรรมการ กบง.จะมีมติ ถ้าเป็นไปได้อยากเป็นไปอย่างที่เราเสนอให้ท่านเสนอเข้า กบง.เสร็จเสนอเข้าคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติทำได้เมื่อไรประเทศไทยได้ลดราคาน้ำมันที่ครับ 4 บาทถึง 5 บาท” นายปานเทพกล่าว
ด้าน น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวเสริมว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ซึ่งมีคนนอกด้วย มีความเห็นสอดคล้องกันว่า การกำหนดเพดานค่าการกลั่นในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤติด้านพลังงานเป็นมาตรการที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยังอยู่ระหว่างการหารือถึงระดับค่าการกลั่นควรจะเป็นเท่าไหร่
น.ส.รสนา กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมันของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ย้อนหลัง 10 ปี พบว่าค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70 สตางค์ต่อลิตร และหากไม่นับรวมค่าพรีเมียม จะอยู่ในระดับประมาณ 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือราว 40 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งยังถือว่าโรงกลั่นสามารถทำกำไรได้
สำหรับข้อกังวลว่าโรงกลั่นอาจได้รับผลกระทบหากราคาน้ำมันดิบผันผวนจนเกิดภาวะขาดทุนในต่างประเทศ น.ส.รสนา ระบุว่า มีแนวทางรองรับผ่านมาตรการทางภาษี โดยสามารถลดภาษีให้โรงกลั่นได้ และหากเกิดผลขาดทุนสะสมจำนวนมาก ก็สามารถนำไปหักภาษีในปีถัดไปได้ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าการกำหนดเพดานค่าการกลั่นจะทำให้ผู้ประกอบการไม่ได้รับการชดเชย
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ควรรับภาระอุดหนุนน้ำมันชีวภาพต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีมาตรการสนับสนุนตามกฎหมายมาแล้วเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งถือว่าเพียงพอ พร้อมเสนอให้กำหนดเพดานอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้น้ำมัน
น.ส.รสนา กล่าวว่า ปัจจุบันแม้ภาษีสรรพสามิตจะมีการกำหนดอัตราสูงสุดไว้ตามกฎหมาย แต่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับไม่มีการกำหนดเพดานการจัดเก็บ ทำให้สามารถเรียกเก็บเงินได้โดยไม่มีขีดจำกัด ซึ่งส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซินต้องรับภาระในการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน
ในส่วนของราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับภาคครัวเรือน น.ส.รสนา ระบุว่า คณะอนุกรรมการจะพิจารณาทบทวนแนวทางการกำหนดราคา โดยเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยมีก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้ในประเทศเพียงพอต่อความต้องการของภาคครัวเรือน จึงไม่ควรอ้างอิงราคานำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด และจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในลำดับต่อไป.
ด้านนายนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงกล่าวว่า การประชุมวันนี้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ก็จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปดูข้อดีข้อเสีย ผลกระทบต่างๆ ซึ่งจะเป็นข้อเสนอแนะส่งไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต่อไป และหลายเรื่องอาจต้องไปหารือในระดับคณะรัฐมนตรี(ครม.)เป็นอย่างน้อย เพราะเรื่องนี้จะไปกระทบกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าคณะอนุกรรมการฯ จะประชุมอีกครั้ง หลังจากนั้นจะเสนอต่อรัฐมนตรีพลังงาน และเชื่อว่ารัฐมนตรีจะหารือนายกฯ - รองนายกฯ ก่อน เนื่องจาก บางอย่างอาจจะต้องทำกฎหมายเพื่อให้มีอำนาจชัดเจน บางอย่างอาจจะทำได้เลย บางอย่างก็มีขั้นตอนที่ต้องทำตาม


