xs
xsm
sm
md
lg

“โครงสร้างภาษียาสูบใหม่” คำตอบการแข่งขันที่เป็นธรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กฎหมายและนโยบายของรัฐควรทำหน้าที่สร้างกติกาที่เป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบให้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพราะในระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน ผู้ประกอบการทุกแห่งควรได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน และต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเองเพื่ออยู่รอด

แต่กรณีโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบแบบ 2 อัตรากำลังกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการออกแบบนโยบายที่อาจตั้งต้นจากความหวังดี แต่กลับสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย และตั้งคำถามสำคัญว่า การใช้กฎหมายภาษีเพื่อช่วยเหลือรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง เป็นแนวทางที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมหรือไม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่ให้ความสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ กฎระเบียบที่เป็นกลาง และการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างผู้ประกอบการ

เมื่อปี 2560 ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบภาษียาสูบแบบ 2 อัตรา โดยแนวคิดสำคัญในเวลานั้นคือ ต้องการช่วยลดผลกระทบต่อการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตบุหรี่ภายในประเทศ เนื่องจากมีความกังวลว่าหากใช้ภาษีอัตราเดียวในระดับสูง อาจทำให้ ยสท.ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับบุหรี่จากต่างประเทศได้

แต่เกือบ 10 ปีผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนว่า การอุ้มผู้ผลิตในประเทศผ่านโครงสร้างภาษีไม่ได้ทำให้ปัญหาของ ยสท.หมดไป ตรงกันข้าม รายได้และกำไรขององค์กรลดลง ความสามารถในการแข่งขันยังเผชิญความท้าทาย ขณะที่ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้จากภาษียาสูบที่ลดลง
เหตุผลสำคัญคือ ตลาดไม่ได้หยุดนิ่งตามสมมติฐานเดิม บริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถปรับตัว ใช้กลยุทธ์ด้านราคาเข้ามาแข่งขันในตลาดบุหรี่ราคาประหยัดได้ ทำให้ข้อได้เปรียบที่รัฐพยายามสร้างให้ผู้ผลิตภายในประเทศผ่านระบบภาษี 2 อัตรา ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนแปลงไปตามกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้บุหรี่เถื่อนและยาเส้นซึ่งราคาถูกกว่า หาซื้อได้ง่ายกว่า สั่งออนไลน์ได้อย่างสะดวก ส่งไวถึงหน้าบ้าน กลายเป็นที่นิยมของผู้สูบบุหรี่มากขึ้น

กลายเป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ให้กับสังคมว่าการอุ้มรัฐวิสาหกิจหนึ่งผ่านโครงสร้างภาษียาสูบแบบ 2 อัตรามาตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมายังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่ ทุกวันนี้ รัฐวิสาหกิจแห่งนั้นสามารถปรับตัวให้ทันกับการแข่งขัน สภาพเศรษฐกิจ และความต้องการของผู้บริโภคได้แล้วหรือยัง หรือรัฐยังคงแบกรับภาระจากรายได้ภาษีที่ลดลงจากการดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อไปอีกนานแค่ไหน

เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่น จะเห็นว่าการอยู่รอดไม่ได้เกิดจากการได้รับการปกป้องจากการแข่งขันเสมอไป แต่เกิดจากความสามารถในการปรับตัว เช่น การบินไทย ซึ่งแม้เผชิญวิกฤตครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้งจนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ แต่เลือกปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ และสร้างโอกาสกลับมาแข่งขันในตลาดได้อีกครั้ง

เช่นเดียวกับ ไปรษณีย์ไทย ที่ต้องเผชิญการแข่งขันจากธุรกิจเอกชนและเทคโนโลยีใหม่ แต่สามารถปรับตัวจากบริการไปรษณีย์แบบเดิม ทรานส์ฟอร์มไปสู่ธุรกิจโลจิสติกส์และบริการดิจิทัล จนสามารถแข่งขันในตลาดที่มีผู้เล่นเอกชนจำนวนมากได้

บทเรียนจากทั้งสองกรณีสะท้อนว่า การช่วยเหลือรัฐวิสาหกิจที่ยั่งยืนไม่ควรอยู่ที่การสร้างกำแพงป้องกันการแข่งขัน แต่ควรอยู่ที่การสนับสนุนให้เกิดการปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ประเทศไทยควรถามตัวเองว่า “การปกป้ององค์กรหนึ่งด้วยกลไกพิเศษ ที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด” คุ้มค่าหรือไม่ ควรจะสิ้นสุดเมื่อไร แล้วควรรีบเดินไปสู่ “การสร้างกติกาที่ทุกองค์กรแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม” ด้วยการทำให้โครงสร้างภาษีบุหรี่มีความเป็นธรรม สากล และเรียบง่าย เช่นที่นักวิชาการหรือหน่วยงานวิชาการ เช่น ธนาคารโลก (World bank) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เคยให้คำแนะนำไว้