นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญฯ ออกมาเขย่าวงการสาธารณสุขไทย หลัง สปสช.ไฟเขียวแจกยาหยุดโตเป็นหนุ่มสาว ทั้งที่ประเทศต้นทางกำลังสั่งแบนเพราะผิดจริยธรรมแพทย์! ปัญหาคือเด็กไทยจะปลอดภัยแค่ไหน?
วันนี้ (22 มิ.ย.) เฟซบุ๊ก “Veerapun Suvannamai” ของ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกันแขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต และประสาทศัลยแพทย์ ได้ออกมาโพสต์เกี่ยวกับประเด็นยาหยุดโตเป็นหนุ่มสาว เรื่องที่พ่อแม่ไทยต้องรู้ก่อนจะสาย
ระบุว่า “หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ายากลุ่ม puberty blocker หรือยายับยั้งการเข้าสู่วัยหนุ่มสาว เป็นหนึ่งในรายการยาที่ สปสช.อนุมัติเข้าชุดสิทธิประโยชน์ "ฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ" ไปแล้วเมื่อปีก่อน (ในกลุ่มยา 6 รายการ มี leuprorelin และ triptorelin ซึ่งคือยากดวัยหนุ่มสาวนี่เอง) ทั้งที่ยังไม่ผ่านการประเมินความคุ้มค่าและความปลอดภัยอย่างเป็นระบบตามกระบวนการปกติ
ยานี้ทำงานยังไง ปกติเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ต่อมใต้สมองจะสั่งให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศ ผู้ชายก็เสียงห้าว มีหนวด ไหล่ผาย ผู้หญิงก็มีหน้าอก มีสะโพก ยา puberty blocker จะเข้าไปกดสัญญาณตรงนี้ ให้ร่างกายหยุดพัฒนาเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ในทางการแพทย์ยานี้มีที่ใช้จริงในเด็กที่เป็นหนุ่มสาวไวผิดปกติ แต่ต้องอยู่ในความดูแลใกล้ชิดของแพทย์เฉพาะทาง
ปัญหาคือมีการนำมาใช้กดวัยหนุ่มสาวใน "เด็ก" ที่เชื่อว่าเป็นเด็กข้ามเพศ โดยอ้างว่าปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง หยุดยาก็กลับเป็นปกติได้ แต่ความจริงไม่ได้สวยงามอย่างที่อ้าง คำกล่าวอ้างเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากการทดลองในสัตว์ ไม่มีงานวิจัยคุณภาพสูงในมนุษย์รองรับ ในทางกลับกัน ผลข้างเคียงกลับทยอยออกมาเรื่อยๆ ทั้งกระดูกบางเปราะ ผลต่อพัฒนาการสมอง ผลต่อระบบสืบพันธุ์ที่อาจถาวร และความดันในกะโหลกศีรษะสูง ที่สำคัญ การทบทวนหลักฐานครั้งใหญ่ของอังกฤษหรือ Cass Review ปี 2024 สรุปชัดว่าหลักฐานที่ว่ายานี้ช่วยให้เด็กข้ามเพศมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นนั้นคุณภาพต่ำมาก และไม่มีหลักฐานหนักแน่นว่าช่วยลดการฆ่าตัวตายได้จริง
อังกฤษถอยแล้ว สั่งห้ามจ่ายยานี้ให้เด็กข้ามเพศทั่วไปทั้งระบบรัฐและเอกชน หันมาเน้นดูแลจิตใจแทน ให้ยาได้เฉพาะในงานวิจัยที่คุมเข้ม แต่ล่าสุดแม้แต่งานวิจัยเองก็ยังถูกระงับไว้ก่อน เพราะหน่วยงานกำกับยาตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย มีบุคลากรการแพทย์กว่า 380 คนร่วมลงชื่อคัดค้าน และมีการฟ้องร้องให้ยุติ เพราะมองว่าการทดลองยากับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและอาจกระทบการเจริญพันธุ์ไปตลอดชีวิต ผิดจริยธรรมทางการแพทย์อย่างร้ายแรง
ส่วนอเมริกาหนักกว่านั้น FTC หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐบาลกลาง ร่วมกับอีก 4 รัฐ ยื่นฟ้ององค์กร WPATH ที่เป็นหัวขบวนสนับสนุนการให้ยาและผ่าตัดแปลงเพศในเด็ก ข้อหาให้ข้อมูลบิดเบือนกับพ่อแม่ อ้างว่าปลอดภัยและจำเป็นโดยไม่บอกผลข้างเคียง ตัดข้อมูลอายุขั้นต่ำออก และที่สะเทือนใจที่สุดคือขู่พ่อแม่ที่ลังเลด้วยประโยคว่า "อยากมีลูกที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือลูกที่ตายไปแล้ว" ทั้งที่ไม่มีหลักฐานว่าการแปลงเพศในเด็กช่วยลดการฆ่าตัวตายได้จริง
นี่คือเหตุผลที่ผมเป็นห่วง ขณะที่ประเทศต้นทางอย่างอังกฤษกำลังถอยและทบทวน อเมริกาถึงขั้นฟ้องร้อง แต่ยากลุ่มเดียวกันกลับเพิ่งถูกบรรจุเข้าสิทธิประโยชน์บ้านเรา คำถามที่ผมอยากให้ช่วยกันหาคำตอบคือ ชุดสิทธินี้มีเกณฑ์อายุขั้นต่ำและระบบป้องกันการใช้ยากดวัยหนุ่มสาวในเด็กชัดเจนแค่ไหน
ผมไม่ได้คัดค้านการดูแลสุขภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะและตัดสินใจอย่างรอบคอบควรเข้าถึงการดูแลที่ปลอดภัยภายใต้แพทย์ แต่การใช้ยากลุ่มนี้ใน "เด็ก" ที่ยังตัดสินใจเรื่องใหญ่ขนาดนี้เองไม่ได้ ต้องตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่กระแสสังคม และต้องมีหมอดูแลใกล้ชิด ไม่ใช่แจกยากันง่ายๆ
ขอให้ทุกท่านแข็งแรงและมีความสุข”


