"ไพศาล พืชมงคล" แนะนายกรัฐมนตรี อย่าเดินนโยบายฟ้องปิดปาก ซึ่งเหมือนกับเดินขุนไปชนเบี้ย มีแต่จะย่อยยับลงด้วยน้ำมือข้าศึก หลังรัฐบาลจับยามสามตาสามสื่อ "ผู้จัดการ-เนชั่น-มติชน" และพรรคภูมิใจไทยฟ้องปิดปาก "สนธิ ลิ้มทองกุล" กรณีวิพากษ์วิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ก่อนหน้านี้
วันนี้ (21 มิ.ย. 2569) นายไพศาล พืชมงคล เลขาธิการและอุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย–จีน อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ความว่า "แนะนายกอนุทิน อย่าเดินนโยบายฟ้องปิดปาก ซึ่งเหมือนกับเดินขุนไปชนเบี้ย มีแต่จะย่อยยับลงด้วยน้ำมือข้าศึก
1. ผมมีความรักห่วงใยและปราถนาดี ต่อท่านนายกอนุทิน มานานแล้ว เพราะมีความผูกพันรักใคร่ห่วงใยอยู่กับคุณพ่อของท่าน ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมคนหนึ่งของพี่จิ๋ว (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) และพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อครั้งที่ท่านตกต่ำ เหมือนจะสิ้นวาสนา เพราะมีข่าวว่าจะถูกปลดออกจากรัฐมนตรีมหาดไทย และจะถูกปรับออกจากรัฐบาล ผมก็ไปขอพบท่านที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อนำของเก่าล้ำค่าหายากและทรงความศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง คือ พระสมเด็จวังหน้า เนื้อทองดอกบวบ ด้านหน้าเป็นแบบพิมพ์พระสมเด็จทรงพระประธาน ด้านหลังเป็นแบบเทพแห่งโชควาสนาไฉ่ซิ้ง ซึ่งเป็นที่นับถือในหมู่ชาวจีนทั่วโลกว่าศักดิ์สิทธิ์นัก ไปมอบให้ท่าน เพื่อคุ้มครองป้องกันและรักษาวาสนา บารมี ไม่ให้ตกต่ำ ตามแบบอย่างที่เคยนำพระวังหน้า ไปมอบให้แก่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2549 ท่านนายกอนุทินก็น้ำใจงามได้มอบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางห้ามสมุทร ให้ผมมา 1 องค์ หลังจากนั้นไม่ถึง 4 เดือน ท่านก็เป็นนายกรัฐมนตรี และตราบใดที่พระองค์นี้ยังคุ้มครองป้องกัน ท่านย่อมมีความสวัสดีในที่ทั้งปวง
2. การใช้นโยบายฟ้องปิดปากบรรดาผู้ที่มีความเห็นต่างนั้น ไม่เป็นศิริมงคลกับท่านนายกอนุทินเลย เพราะท่านต้องลงชื่อเป็นโจทก์ หรือมอบอำนาจให้ใครเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาคนอื่น ทันทีที่ลงชื่อฟ้อง ท่านก็ต้องมีความเสี่ยงที่จะต้องรับความผิดทางอาญาคู่กัน แต่หนักหนากว่าคดีที่ท่านฟ้องเขา เพราะท่านฟ้องเขาเป็นคดีหมิ่นประมาท โทษจำคุกอย่างมากก็ 6 เดือน แต่ถ้าพลาดพลั้ง โทษที่เขาจะฟ้องกลับท่าน เป็นฐานฟ้องเท็จ ซึ่งเป็นโทษหนัก สูงสุดอาจจำคุกถึง 50 ปี เรียกว่าหมัดต่อหมัดก็เป็นรองเทียบกันไม่ได้ ท่านเป็นถึงนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรค นักหมากรุกเปรียบได้เป็นขุน การฟ้องปิดปากอย่างมากก็ฟ้องเอาเบี้ยเม็ดโคน ไม่คุ้มกับการเขาขุนออกรบ หากเคราะห์ไม่ดีก็อาจตายเพราะน้ำมือทหารเลวได้ โบราณจึงห้ามเอาขุนไปชนเบี้ยดังนี้ ในวันนี้ ไม่มีใครเตือนท่านหรอก มีแต่จะยุส่งว่าฟ้องมันเลย เล่นมันเลย ซึ่งการถูกยุส่งแบบนี้ คนที่มีบทเรียนสูงสุดในประเทศไทยนี้ก็คือพ่อใหญ่แม้ว แม้กระนั้น พ่อใหญ่แม้วแกก็ไม่คิดทำแบบนี้กับใคร อย่างมากแกก็ย้อนด่าเอา ตามประสาของแก ในยามนี้ ผมมองว่าเหมือนคนไข้อาการหนัก จึงแนะบอกเอาบุญ มิให้เสียทีที่มีความรักผูกพันกัน ผลจะเป็นประการใดก็สุดแท้แต่เวรกรรมของท่าน
คำแนะนำแบบนี้ ผมเคยแนะนำท่านรองนายกธรรมนัส มาก่อนแล้ว วันนี้ท่านจึงสบายใจเฉิบไม่มีเวรมีกรรมกับใคร นั่งกระดิกขาอยู่บนภู ดูโอกาสและสถานการณ์ที่กำลังแรงกล้ายิ่งกว่าคลื่นใหญ่ในพระสมุทรเสียอีก นั่นคือวิสัยของผู้ฉลาดและมีปัญญาโดยแท้"
รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา อ้างแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า ปัจจุบัน ทีมกฎหมายฝ่ายการเมืองที่ดูเรื่องการสื่อสารของรัฐบาลมีการมอนิเตอร์การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน โดยมีสำนักข่าวที่อยู่ในข่ายต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นประกอบด้วย 1. สื่อเครือผู้จัดการ 2. เครือเนชั่น 3. เครือมติชน สาเหตุที่ต้องจับตาสื่อมวลชนทั้ง 3 แห่ง เพราะมีการนำเสนอข่าวในลักษณะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอยู่หลายครั้ง ซึ่งในบางครั้งปราศจากข้อเท็จจริง ไม่มีพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนและเกินเลยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล จึงต้องมีการจับตาเป็นพิเศษ
ภายหลัง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งข่าวแจกไปยังสื่อมวลชนทุกสำนัก อ้างว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง และไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการกดดันการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนทั้งสิ้น
ถึงกระนั้น เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อและประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทย โดย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ลูกสาวนายวิชิต ไตรสรณกุล นักการเมืองใหญ่ในจังหวัดศรีสะเกษ ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ ต่อศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีที่นายสนธิวิพากษ์วิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ ในรายการสนธิเล่าเรื่อง ออกอากาศเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา


