xs
xsm
sm
md
lg

จุกอกแต่ไม่ให้ค่า! "แม่ไก่" ฟาดกลับเพจดัง 'ไม่ชอบก็เลื่อนผ่าน' หมอม็อดร่วมวิเคราะห์ ลั่นสังคมเตือนต้องหัดส่องกระจก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เพจดังไร้บุตร เอาไม้บรรทัดอุดมคติไปฟาดแม่ฟูลไทม์อย่าง "แม่ไก่ Mommy Chicky" แถมทิ้งคอมเมนต์ลดทอนความเป็นมนุษย์ งานนี้แม่ไก่ขอไม่อดทนแต่ไม่โต้ตอบ ลั่น "ไม่ให้แสง ไม่ชอบก็เลื่อนผ่าน" ขอทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุด ด้าน "หมอม็อดหมอเด็กขอเล่า" ที่ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรม 'ชอบวิจารณ์คนอื่นแล้วบอกว่าคนอื่นอ่านหนังสือไม่แตก' ว่าเมื่อคนทั้งสังคมสะท้อนสิ่งเดียวกัน บางทีคนที่ต้องส่องกระจกทบทวนตัวเอง... อาจไม่ใช่สังคม

จากกรณีพิพาทระหว่างเพจดังและอินฟลูเอนเซอร์สายครอบครัว "แม่ไก่ Mommy Chicky" เกิดจากการที่แอดมินเพจซึ่งไม่มีบุตร ได้ใช้บรรทัดฐานอุดมคติวิพากษ์วิจารณ์คลิปวิดีโอสะท้อนชีวิตจริงของการเลี้ยงลูก พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรงว่า "ต้องเป็นคนให้ได้ก่อนเป็นแม่คน"

ล่าสุดคุณแม่ไก่ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกว่าแม้ข้อความดังกล่าวจะสร้างความกระทบกระเทือนจิตใจ แต่เธอเลือกที่จะมุ่งเน้นความสุขในครอบครัว พร้อมฝากข้อคิดให้คู่กรณีเรียนรู้ที่จะยอมรับการถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์กลับบ้าง และหากไม่ชื่นชอบเนื้อหาใดก็เพียงแค่เลื่อนผ่าน สอดคล้องกับบทวิเคราะห์จากเพจ

ทั้งนี้ เพจ “Mommy Chicky” ได้ออกมาระบุข้อความว่า เขาต้องเป็น“คน ”ให้ได้ก่อน แล้วค่อยเป็น“ แม่” คน ฟังคำนี้ แล้ว ยังจุก จี้ดใจ ไม่หาย....

ทำไมคนที่ไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยเห็นกันดูคลิปไม่กี่นาที ถึงได้เอาเหตุผลของตัวเองมาเป็นที่ตั้งในการตัดสินคนอื่น...

แต่..ฉันคือแม่ไก่กะต๊าก55+ แม้ในใจฉันจะเจ็บจี๊ด แต่ ฉันจะไม่ให้ค่า ฉันจะไม่ให้แสง ฉันจะไม่ตอบโต้ อะไรทั้งนั้น ฉันจะเลี้ยงลูกฉันให้มีความสุขที่สุดเท่าที่แม่คนนึงจะทำได้

แม้จะไม่มีใครเคยเห็นว่าฉันต้อง ต่อสู้ อดทน กัดฟัน กับคำว่า“แม่” ขนาดไหน
สู้เพื่อลูกน้อยของ ฉัน
กะเตงลูกไปหาลูกค้า กะเตงลูกไปหายอด
ฉันก็ทำมาแล้ว..

วิจารณ์คนอื่นเค้าไว้มาก
มาถึงวันนี้คุณก็ต้องรับกับคำวิจารณ์ของคนอื่นให้ได้เหมือนกัน

ขอนุยาดใช้คำพูดคล้ายๆพ่อหน่วง
“ หน้าจออยู่ที่ปลายนิ้วถ้าไม่ชอบก็แค่เลื่อนผ่าน
ไม่ต้องดูค่ะ”

ตั้งแต่ทำเพจมานี่คือโพสต์แรกที่ดราม่าแล้วก็จะขอเป็นโพสต์สุดท้ายโพสต์เดียวเท่านั้น เพราะคนที่มาดูเพจนี้จะต้องมีรอยยิ้มและความสุขเท่านั้นค่ะ

ด้าน เพจ "หมอม็อดหมอเด็กขอเล่า" ที่ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการตั้งตนเป็นผู้รู้และกดทับผู้อื่นของเพจคู่กรณี โดยเตือนสติว่าเมื่อสังคมวงกว้างสะท้อนพฤติกรรมในทิศทางเดียวกัน ผู้กระทำควรหันกลับมาทบทวนตนเองอย่างจริงจังมากกว่าการตั้งคำถามว่าทำไมผู้อื่นถึงไม่เข้าใจ โดยเพตดังได้ระบุข้อความว่า

“เพจรีวิวเจ้าหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสดราม่าอยู่ตอนนี้
ล่าสุดไปวิจารณ์เรื่องใบหน้าของคุณหญิง รฐา ในซีรีส์ทนายปีศาจ
หลังจากนั้นก็มีประเด็นเรื่องโหนกระแสของพี่หนุ่ม กรรชัย

และแทบทุกครั้งที่มีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็น
ก็มักจะได้คำตอบกลับมาทำนองเดิม

"คนไทยอ่านหนังสือไม่แตก"
"คนไทยตีความไม่เป็น"
หรือ คนที่เข้ามาคอมเมนต์
"ไม่ฉลาดมากพอที่จะเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังจะสื่อ"

จนล่าสุด
ชาวเน็ตถึงขั้นดึงมีมคำว่า

“ไม่มีใครดีเท่าแม่มึJแล้วจ้า”

กลับมามอบให้เป็นเหมือนสโลแกนประจำเพจนี้ไป

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผม
ไม่ใช่ความแรงของประโยคนี้

แต่อยู่ที่ว่า
ทำไมคนจำนวนมากถึงเริ่มรู้สึกไปในทิศทางเดียวกัน?

อ่านไปอ่านมา
ก็ทำให้นึกถึงคำพูดนึงของหมอจิตเวช

ที่พูดไว้ว่า
“คนที่มีปัญหาทางจิตหลายคน มักไม่รู้ตัวเองว่ากำลังมีปัญหานั้นอยู่”

แล้วพอมานั่งไล่ดูย้อนหลัง

หลายคนอาจจำได้ว่า
เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน

เพจเดียวกันนี้ก็เคยไปลงรีวิวแซะเพจแม่ไก่ mommy chicky
ที่ทำคลิปตลกๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก

คลิปที่คนดูก็หัวเราะกัน
แชร์กัน
คอมเมนต์กันขำๆ

เพราะหลายบ้านดูแล้วก็รู้สึกว่า
“เออ บ้านเราก็เป็นแบบนี้”

แต่เพจรีวิวดังกล่าว
กลับหยิบเรื่องนี้มาพูดในทำนองว่า

คนไทยหัวเราะกับเรื่องแบบนี้ง่ายเกินไป
การเลี้ยงลูกที่ดีไม่ควรทำแบบนี้
แต่ควรทำ 1 2 3 4
ขนาดฉันไม่มีลูกฉันยังรู้
แล้วทำไมพวกคุณที่มีลูกถึงไม่รู้...

ซึ่งเอาจริงๆ
คนที่เลี้ยงลูกเองน่าจะดูออกกันอยู่แล้ว
ว่าคลิปพวกนั้นเป็นคลิปเอาฮา

เอาไว้ให้แม่ๆ ดูคลายเครียด
เปลี่ยนเหตุการณ์จริงในบ้านที่ทำให้แม่เครียด กลายเป็นความขำขัน

ไม่ได้ถูกทำขึ้นมาเพื่อเป็นตำราการเลี้ยงลูก

และไม่มีทางเป็นไปได้ที่
เจ้าของเพจจะใช้ชีวิตแบบในคลิปตลอด 24 ชั่วโมง

คนที่เลี้ยงลูกเองจะรู้ดี
ว่าการเลี้ยงลูกมันเหนื่อยแค่ไหน

บางวันลูกงอแงทั้งวัน
บางวันไม่ได้นอน
บางวันกินข้าวไม่ทัน
บางวันร้องไห้พร้อมลูก

ภายใต้คลิปตลกไม่กี่นาที
อาจมีน้ำตามาแล้วมากมาย

การเปลี่ยนเรื่องเหนื่อยๆ
ให้กลายเป็นเรื่องขำๆ

เพื่อให้พ่อแม่คนอื่นหัวเราะตามได้
หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้กำลังสู้ชีวิตอยู่คนเดียว

ผมว่ามันก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์

และผมคิดว่านี่แหละ
คือจุดที่หลายคนรู้สึกไม่เห็นด้วยกับเพจรีวิวดังกล่าว

เพราะมันเหมือนการเอามาตรฐานในอุดมคติ
ไปตัดสินชีวิตจริงของคนอื่น

ทั้งที่ในชีวิตจริง
ต่อให้ทฤษฎีจะดีแค่ไหน

ก็ไม่มีใครทำได้ตลอดเวลา

ไม่มีพ่อแม่คนไหนเพอร์เฟกต์ 100%

คำแนะนำที่ดีจริงๆ

จึงไม่ใช่การบอกว่า
“คุณต้องทำตามตำราได้ 100%”

แต่เป็นการบอกว่า
“ทำได้มากกว่าที่ไม่ทำ ก็ถือว่าโอเคแล้ว”

เพราะสุดท้ายพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

แล้วพอมาถึงดราม่าคุณหญิง รฐา
ดราม่าโหนกระแส ของพี่หนุ่มกรรชัย

รวมถึงในอดีตอีกหลายเรื่อง
คนก็เริ่มย้อนกลับไปมองเหตุการณ์เดิมๆ

และเริ่มรู้สึกว่า
สิ่งที่เป็นปัญหา
อาจไม่ใช่เนื้อหาของแต่ละดราม่า

แต่เป็นรูปแบบเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ
คือการตัดสินคนอื่นอยู่ตลอดเวลา

แต่เมื่อมีคนสะท้อนกลับ

ก็สรุปว่าคนอื่นไม่เข้าใจ
คนอื่นตีความผิด
หรือคนอื่นฉลาดไม่พอที่จะเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังสื่อ

ตรงนี้เอง
ผมก็กลับนึกถึงคำพูดของหมอจิตเวชที่พูดไว้ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง…

ที่บอกว่า
คนไข้จำนวนมากที่มีปัญหาทางจิต
มักจะไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองมีปัญหานั้นอยู่

และยิ่งมีคนเตือนมากเท่าไหร่
ก็ยิ่งเชื่อว่าปัญหาอยู่ที่คนอื่นมากขึ้นเท่านั้น

และบางที
สัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุด
ไม่ใช่การที่มีคนด่าเรา

แต่คือการที่มีคนจำนวนมาก
จากหลายกลุ่ม
หลายเหตุการณ์
หลายบริบท
กำลังสะท้อนเรื่องเดียวกัน

เพราะถ้าคนหนึ่งคนเตือน
เขาอาจจะเข้าใจเราผิดก็ได้

ถ้าสิบคนเตือน
พวกเขาอาจเข้าใจผิดอยู่..ก็ได้ละมั้งงง

แต่ถ้าคนจำนวนมาก
เริ่มพูดเรื่องเดียวกัน
ซ้ำแล้วซ้ำอีก

จนสุดท้ายกลายเป็นมีม
กลายเป็นประโยคที่คนทั้งโซเชียลพูดเหมือนกัน

บางทีสิ่งที่ควรถาม อาจไม่ใช่ว่า

“ทำไมทุกคนไม่เข้าใจเรา”

แต่อาจเป็น

“หรือจริงๆ แล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนอื่น”

แต่อยู่ที่ตัวเราเอง...

เพราะเวลาคนที่มีปัญหา
มักจะไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองมีปัญหา

จนกระทั่งวันหนึ่ง
สังคมเป็นคนชี้ให้เห็นพร้อมๆ กัน“